‘ครม.’ ไฟเขียวเพิ่มกรอบวงเงินซื้อประกันภัยพิบัติ ‘บ้าน’ 30 ล้านหลัง เป็น 16,550 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.05 พันล้าน เหตุการคำนวณเบี้ยประกันฯตาม ‘กรอบงบเดิม’ ไม่ได้รวม ‘ภาษีมูลค่าเพิ่ม’ ทำให้ข้อมูล ‘คลาดเคลื่อน’
.....................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ต.ค. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้ทบทวนกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569
และเห็นชอบให้เพิ่มกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับการดำเนินโครงการจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้แก่ประชาชน จากเดิม 15,500 ล้านบาท เป็น 16,550 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1,050 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 16,050 ล้านบาท บาท และ 2.กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 500 ล้านบาท ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ
กระทรวงมหาดไทย รายงานว่า ก่อนหน้านี้ ที่ประชุม ครม. มีมติเมื่อวันที่ 22 ก.ย.2569 อนุมัติวงเงินงบประมาณในการดำเนินการซื้อประกันภัยพิบัติให้กับประชาชน วงเงินรวม 15,500 ล้านบาท จากงบประมาณรายจ่ายประจำ ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 10,000 ล้านบาท และขออนุมัติก่อหนี้ผูกพันตามมาตรา 42 ของ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 สำหรับส่วนที่เหลือ 5,500 ล้านบาท ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปีต่อไป
ต่อมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ 4442/3436 ลงวันที่ 5 ต.ค.2569 และด่วนที่สุด ที่ 4442/3466 ลงวันที่ 6 ต.ค.2569 นำส่งข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม รายชื่อบริษัทประกันภัยและสัดส่วนการรับประกันภัย เพื่อให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตรวจสอบเอกสารหลักฐานดังกล่าวแล้วพบว่า กรมธรรม์ทั้ง 2 ฉบับ มีรายละเอียดและค่าเบี้ยประกันภัย ไม่เป็นไปตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 รายละเอียด ดังนี้
1.กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติค่าเบี้ยประกันภัยคงเดิม (วงเงิน 500 ล้านบาท ) โดยเพิ่มเติมผลประโยชน์สำหรับกรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติจากเงื่อนไขกรมธรรม์ วงเงิน 200,000 บาทต่อคน ซึ่งมีการอนุมัติจ่ายค่าสินไหมทดแทนแล้ว วงเงินรวม 2,000,000 บาท (เสียชีวิต 1 ราย ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่)
2.กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติค่าเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้น จากเดิมวงเงิน 15,000, ล้านบาท เป็นวงเงิน 16,050 ล้านบาท รายละเอียดความคุ้มครองตามกรมธรรม์คงเดิม
ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เบิกจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัย จำนวน 500 ล้านบาท เรียบร้อยแล้ว สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ยังไม่สามารถเบิกจ่ายค่าเบี้ยประกัน ดังกล่าวได้ เนื่องจากค่าเบี้ยประกันภัย เกินวงเงินที่ขอรับจัดสรรตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569
อย่างไรก็ดี ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ 4442/3581 ลงวันที่ 12 ต.ค.2569 และด่วนที่สุด ที่ 4442/3615 ลงวันที่ 15 ต.ค.2569 แจ้งว่า การคำนวณเบี้ยประกันภัยดังกล่าว ต้องรวมภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย จึงขอเรียนว่าเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ดังกล่าว จำนวน 15,000 ล้านบาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องด้วยข้อมูลตามหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ด่วนที่สุด 4331/3130 ลงวันที่ 11 ก.ย.2569 เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน
ดังนั้น จึงขอความอนุเคราะห์กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยพิจารณาเสนอข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อ ครม.เพื่อพิจารณาอนุมัติกรอบวงเงิน 1,050 ล้านบาท เพิ่มเติมต่อไป
ต่อมา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ตรวจสอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ที่ได้รับการจัดสรรแล้ว ไม่สามารถปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณนี้ได้ จึงมีความจำเป็นต้องขอใช้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จาก ครม.ดังกล่าว
“ประชาชนได้รับความคุ้มครองที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน และความคุ้มครองกรณีการเสียชีวิต เมื่อเกิดสถานการณ์ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว จะได้รับเงินช่วยเหลือครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นมากกว่าเดิม และได้รับเงินช่วยเหลือรวดเร็วขึ้น ด้วยเครื่องมือการบริหารจัดการในการถ่ายโอนความเสี่ยงจากสาธารณภัยผ่านระบบประกันภัย และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ” กระทรวงมหาดไทยระบุถึงประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้แก่ประชาชน

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา