
‘ศาลอาญาคดีทุจริตฯ’ ภาค 4 พิพากษาจำคุก ‘อดีตผู้ว่าฯบึงกาฬ’ 18 ปี คดีจัดทำโครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยฉุกเฉิน ‘โดยทุจริต’ ส่วน ‘พวก’ 3 ราย จำคุก 6-12 ปี
.....................................
เมื่อวันที่ 7 พ.ย. สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่สรุปผลคำพิพากษาของศาลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ประจำเดือน ต.ค.2569 ว่า เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 (ศาลชั้นต้น) ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 176/2568 อท 204/2568 อท 302/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท 16-18/2569
โดยเป็นคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้อง นายสมพงศ์ อรุณโรจน์ปัญญา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ กับพวก รวม 13 ราย (จำเลยที่ 1-13) ในคดีประกาศให้พื้นที่จังหวัดบึงกาฬ เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินโรคระบาดยางพารา และจัดทำโครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยฉุกเฉินโดยมิชอบหรือโดยทุจริต
คดีนี้ ศาลฯพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 (นายสมพงศ์ อรุณโรจน์ปัญญา) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 10 ,11 ,12 และความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1
การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 18 ปี
จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 (เดิม) พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 11 , 12 และความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90
พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 อยู่ในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการกำหนดราคากลาง ต้องทำตามคำสั่งของประธานคณะกรรมการกำหนดราคากลาง ซึ่งมีอำนาจและบทบาทที่เหนือกว่า ยากที่จำเลยที่ 2 จะไม่ปฏิบัติตามได้ หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ก็มิได้หลบหนี เห็นควรกำหนดโทษของจำเลยที่ 2 ให้น้อยกว่าเกณฑ์ลงโทษปกติ โดยลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 12 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 จำคุก 6 ปี
จำเลยที่ 11 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 การกระทำของจำเลยที่ 11 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำเลยที่ 11 จำคุก 12 ปี
จำเลยที่ 12 และที่ 13 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 11 ,12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 12 และที่ 13 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา
จำเลยที่ 12 และที่ 13 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำเลยที่ 12 จำคุก 6 ปี และลงโทษจำเลยที่ 13 ปรับเป็นเงิน 100,000 บาท หากจำเลยที่ 13 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29
นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ ต่อจากโทษจำคุกของจำเลย ในคดีหมายเลขแดงที่ อท 147/2568 ของศาลนี้ นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ ต่อจากโทษจำคุกของจำเลย ในคดีหมายเลขแดงที่ อท 147/2568 ของศาลนี้ นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 11 ในคดีนี้ ต่อจากโทษจำคุกของจำเลย ในคดีหมายเลขแดงที่ อท 147/2568 ของศาลนี้ และต่อจากโทษจำคุกของจำเลย ในคดีหมายเลขแดงที่ อท 215/2567 ของศาลนี้ นับโทษจำคุกจำเลยที่ 12 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลย ในคดีหมายเลขแดงที่ อท 147/2568 ของศาลนี้
ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษของจำเลยที่ 12 ในคดีนี้ ต่อจากโทษจำคุกของจำเลย ในคดีหมายเลขดำที่ อท 221/2568 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลย ในคดีหมายเลขดำที่ อท 195/2568 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลย ในคดีหมายเลขดำที่ อท 207/2568 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลย ในคดีหมายเลขดำที่ อท 209/2568 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3
ต่อจากโทษจำคุกของจำเลย ในคดีหมายเลขดำที่ อท 212/2568 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลย ในคดีหมายเลขดำที่ อท 218/2568 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 18 ในคดีหมายเลขดำที่ อท 219/2568 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 เนื่องจากคดีดังกล่าวยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 82/2569 เมื่อวันที่ 25 ส.ค.2569 มีมติเห็นชอบไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 กรณีพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 11 จำเลยที่ 12 และจำเลยที่ 13 และรับทราบตามความเห็นของอัยการสูงสุดที่จะอุทธรณ์คาพิพากษา กรณีพิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ 3 ถึงจำเลยที่ 10
อนึ่ง คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด นายสมพงศ์ อรุณโรจน์ปัญญา กับพวก มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ นายสมพงศ์ อรุณโรจน์ปัญญา กับพวก จึงยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 25/2566 เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2566 มีมติชี้มูลความผิด นายสมพงศ์ อรุณโรจน์ปัญญา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ กับพวก ประกาศให้พื้นที่จังหวัดบึงกาฬ เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินโรคระบาดยางพารา และจัดทำโครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยฉุกเฉินโดยมิชอบ หรือโดยทุจริต โดยมีมูลความผิดทางอาญา ตม ป.อ. มาตรา 91 มาตรา 86 มาตรา 151 และมาตรา 157 มาตรา 162(1)(4) ,ตาม พ.ร.บ.ฮั้ว มาตรา 4 มาตรา 7 มาตรา 10 มาตรา 11 และมาตรา 12 และ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พรป. ป.ป.ช.พ.ศ.2561 ม.172) ส่วน ป.อ. มาตรา 162(1)(4) ขาดอายุความ และ พ.ร.บ.การเสนอราคาฯ มาตรา 4 มาตรา 7 ขาดอายุความ






Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา