
ปกป้องผลประโยชน์จากค่าภาคหลวงปิโตรเลียมด้วยระบบดิจิทัล
ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ มี 2 เหตุการณ์สำคัญที่ถือเป็นไฮไลท์ด้านพลังงานของประเทศ ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานสู่ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต ของแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกช (แปลง G2/61) และการลงนามสัญญาแบ่งปันผลผลิตแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย จำนวน 3 แปลงใหม่ คือ แปลง G1/65 แปลง G2/65 และแปลง G3/65 ซึ่งทั้ง 2 ไฮไลท์นี้เป็นภารกิจหนึ่งที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติพยายามมุ่งมั่นเพื่อช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว โดยในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติดูแลอยู่ จะครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจ ผลิต เก็บรักษา ขนส่ง ขาย หรือจำหน่ายปิโตรเลียม และปิโตรเลียมที่ผลิตได้จะถูกขนส่งด้วยกระบวนการต่าง ๆ เช่น ท่อ รถ รถไฟ และเรือ เพื่อนำไปขายและจัดเก็บเป็นรายได้รัฐ โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้เล็งเห็นว่า การเปลี่ยนระบบบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมจากระบบสัมปทานมาเป็นระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต ทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการตามขั้นตอน กระบวนการต่างๆในการสำรวจ และผลิตปิโตรเลียมที่กรมฯกำกับดูแลอยู่ จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน จึงยกระดับในการกำกับดูแลกิจการปิโตรเลียมด้วยการใช้ระบบดิจิทัล ภายใต้โครงการ“ระบบดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลการประกอบกิจการปิโตรเลียม” ซึ่งจะครอบคลุมการกำกับดูแลแหล่งผลิตปิโตรเลียมบนบกทุกแหล่ง
ทำไมถึงต้องใช้ระบบดิจิทัลในการกำกับดูแลกิจการปิโตรเลียม? เพราะที่ผ่านมา กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติดำเนินการตรวจสอบการผลิต เก็บรักษา ขนส่ง ขาย หรือจำหน่ายปิโตรเลียมของบริษัทผู้ประกอบการด้านปิโตรเลียม ผ่านการรับแจ้งข้อมูลทางอีเมล์และการลงพื้นที่ตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ของกรมฯ เช่น ข้อมูลปริมาณการผลิตและการจำหน่ายปิโตรเลียม ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ หรือ คอนเดนเสท ของแต่ละวันจากแหล่งผลิตทั่วประเทศจะถูกทยอยส่งเข้ามาที่อีเมลของกรมฯ ภายในเวลาก่อนเที่ยงคืนของแต่ละวัน จากนั้นในวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ของกรมฯ จึงตรวจสอบและนำเข้าข้อมูลต่างๆ เข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของกรมฯ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลาพอสมควร ในขณะที่หากนำระบบดิจิทัลมาใช้ ทางบริษัทฯ จะสามารถคีย์ข้อมูลต่างๆ เข้ามาในระบบ และเจ้าหน้าที่ของกรมฯ สามารถตรวจสอบรถขนส่งน้ำมันผ่านระบบกล้องวงจรปิดได้ในเวลาเดียวกันแบบเรียลไทม์
นอกจากนี้ ประเทศไทยก็มีแหล่งผลิตปิโตรเลียมใหม่เกิดขึ้นทั้งในแบบสัมปทานและสัญญาแบ่งปันผลผลิต ทำให้มีข้อมูลที่ต้องตรวจสอบมากขึ้น และมีแหล่งผลิตที่เจ้าหน้าที่ของกรมฯ ต้องลงพื้นที่เดินทางไปตรวจสอบเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่จำนวนเจ้าหน้าที่ของกรมฯ มีเท่าเดิม การนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในการติดตามตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว จึงช่วยลดขั้นตอน ลดระยะเวลา และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและลงพื้นที่ตรวจสอบ ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพ และเกิดความโปร่งใส น่าเชื่อถือ มากยิ่งขึ้น เพราะมีกล้องวงจรปิดจับภาพที่มอนิเตอร์จุดโหลดน้ำมันก่อนการขนส่งเพื่อตรวจสอบปริมาณการจำหน่าย แบบเรียลไทม์ผ่านกล้องวงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง ภายในพื้นที่ปฏิบัติงาน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากบริษัทผู้ประกอบการด้านปิโตรเลียมในการสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในพื้นที่เป็นอย่างดี ทำให้เจ้าหน้าที่ของกรมฯ สามารถตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ไปพร้อมกับข้อมูลที่ทางบริษัทฯ ส่งผ่านระบบดิจิทัลเข้ามา ซึ่งในส่วนนี้จะมีความสำคัญอย่างมากต่อการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะเจ้าหน้าที่ของกรมฯ จะสามารถคำนวณอัตราค่าภาคหลวงปิโตรเลียมได้ทันทีแบบไม่ขาดไม่เกิน ช่วยให้เกิดความถูกต้องแม่นยำ โปร่งใสและตรวจสอบได้จริง
สำหรับการนำระบบดิจิทัลมาใช้กับแหล่งผลิตปิโตรเลียมในทะเลนั้น จะอยู่ในแผนการดำเนินงานในระยะต่อไปนับจากนี้ เนื่องจากพื้นที่ตั้งแหล่งผลิตในทะเลมีข้อจำกัดเรื่องปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เช่น สัญญาณ Internet และระบบสื่อสาร ที่อาจส่งผลต่อการรายงานผลการตรวจสอบผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติคาดว่าจะสามารถใช้ระบบดิจิทัลในการกำกับดูแลการประกอบกิจการปิโตรเลียมทั่วประเทศทั้งแหล่งบนบกและในทะเลได้ภายในปี 2567

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา