
ผ่าสนามเลือกตั้งกทม. ‘เพื่อไทย’ ‘สรวงศ์-ธีรรัตน์’ เห็นตรงตั้งเป้า 9 ที่นั่ง ขอเท่าทุนเลือกตั้งปี 62 ประเมินกระแส ‘ส้ม’ ไม่แรงเท่าปี 66 ยืนยัน ‘ยศชนัน’ ว้าวแม้ถูกเปรียบเทียบ ‘เศรษฐา-แพทองธาร’ ก่อนย้อนผลงาน 25 ปี 6 การเลือกตั้ง ‘ทักษิณฟีเวอร์ปี 48’ กวาดมากสุด 32 ที่ ต่ำสุดปี 66 พ่ายกระแส ‘ฟ้ารักพ่อ’
ผ่านไป 1 เดือนแล้ว หลังจากที่ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทำให้การเมืองไทยเข้าสู่โหมดหาเสียงเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งกำหนดไว้ในวันที่ 8 ก.พ. 2569
หนึ่งในพรรคการเมืองที่เปิดตัวแรงและเดินหน้าหาเสียงต่อเนื่องคือ ‘พรรคเพื่อไทย’ โดยเฉพาะการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใหม่อย่าง ‘ดร.เชน-ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ ศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บุตรชายคนโตของนายสมชาย-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และมีศักดิ์เป็นหลานชายของนายทักษิณและนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2 อดีตนายกรัฐมนตรีตระกูลชินวัตร
ขนาบข้างมาด้วย 2 ขุนพลของเพื่อไทย ‘จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์’ และ ‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ พร้อมสารพัดนโยบายที่พรรคเพื่อไทยตั้งมั่นสานต่อ ชูแคมเปญ ‘เพื่อไทย ทำได้’
โดยได้เริ่มนับหนึ่งปราศรัยใหญ่ในเขตเมืองหลวงกรุงเทพมหานครไปเมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา ณ ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพฯ

@หวัง 9 ที่นั่งเป็นอย่างน้อย
นายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยกับสำนักข่าวอิศราว่า สำหรับพื้นที่กทม.รอบนี้ พรรคหวังจะได้อย่างน้อย 9 ที่นั่งจากทั้ง 33 เขตเลือกตั้งคนกรุงฯ ส่วนพื้นที่เป้าหมายยังไม่ได้กำหนดตายตัวขนาดนั้น แต่ช่วงหาเสียงนี้ยืนยันว่า พรรคก็จะทำให้ดีที่สุด โดยครั้งนี้พรรควาง 3 บุคคลสำคัญในการดูแลพื้นที่กทม. ได้แก่ นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ, นางสาวธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ และนายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ
ส่วนกระแสพรรคประชาชนที่กวาด สส.กทม.ไปเกือบทั้งหมดเมื่อปี 2566 นั้น นายสรวงศ์มองว่า ในรอบปี 2569 นี้ กระแสไม่ได้มาแรงแบบนั้นแล้ว ประกอบกับ ณ ตอนนั้น พรรคเพื่อไทยแพ้พรรคประชาชนช่วงโค้งสุดท้ายที่ชูแคมเปญ ‘มีเรา ไม่มีลุง’ จนกระแสตีฟูให้พรรคประชาชนหรือก้าวไกลในครั้งนั้นกวาดที่นั่งไปเกือบทั้งหมด แต่มาครั้งนี้ เชื่อว่ากระแสของพรรคประชาชนไม่ได้ติดลมบนขนาดนั้นแล้ว
สอดคล้องกับนางสาวธีรรัตน์ ผู้สมัคร สส.เพื่อไทย เขตลาดกระบัง 1 ใน 3 ผู้กำกับดูแลการเลือกตั้งพื้นที่กทม.ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอิศราว่า หวังว่าครั้งนี้น่าจะได้ที่นั่งสส.กทม.อย่างน้อย 9-10 ที่นั่ง ซึ่งเป็นการรักษาที่นั่งเดิมเมื่อครั้งการเลือกตั้งปี 2562 โดยจากการปราศรัยใหญ่เมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา ถือว่าได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนพอสมควร
ส่วนการพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว จนได้สส.มาแค่ 1 เสียงนั้น นางสาวธีรรัตน์กล่าวว่า แม้จะพ่ายแพ้ให้กับพรรคประชาชนไป แต่หลังจากนั้นทีมงานของพรรคเพื่อไทยยังทำงานพื้นที่กันต่อเนื่อง เอาจริง และทุ่มเททุกองคาพยพ และการเปิดตัวผู้สมัคร สส.ในเขตกทม.ของพรรคส่วนใหญ่จะเป็นหน้าใหม่ ซึ่งโปรไฟล์ของแต่ละคนก็ไม่ธรรมดา แต่ละคนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาบ้านเมืองได้
ขณะที่เขตที่อาจจะต้องลุ้นเหนื่อยนั้น นางสาวธีรรัตน์ระบุว่า ตอนนี้สส.ทุกคนก็ทำงานในเขตของตัวเองอย่างเต็มที่ ใครขาดเหลืออะไรก็แจ้งไปที่ส่วนกลางได้ ทางส่วนกลางก็จะส่งกำลังบำรุงมาช่วยเหลือ และให้ตอบโจทย์ให้มากที่สุด และเพราะว่าคนกทม.ส่วนใหญ่จะตัดสินใจกันช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง ตอนนี้ยังมีเวลาที่จะทำให้คนกทม.รู้ว่าใครจะเป็นความหวัง ใครจะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นได้ ถ้าแพ้เราก็ไม่เสียหาย 4 ปีก็มาเลือกตั้งใหม่
เมื่อถามถึงกระแสพรรคประชาชนจะขึ้นสูงเหมือนการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 หรือไม่ นางสาวธีรรัตน์กล่าวว่า วันนี้ทำของตัวเองให้ดีที่สุดดีกว่า วันนี้เราให้ผู้สมัครทุกคนพูดเรื่องนโยบายเป็นหลัก การปราศรัยโจมตีพรรคคู่แข่งจะไม่มีการพูดถึง หรือไม่จี้จุดอะไร อีกทั้งส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการโจมตีพรรคอื่นด้วย
ธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ ผู้สมัครสส.กทม.และ 1 ใน 3 ผู้ดูแลพื้นที่กทม. พรรคเพื่อไทย
@โต้ ‘ยศชนัน’ ไม่ว้าวเท่า ‘เศรษฐา-อุ๊งอิ๊ง’
ขณะที่การเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยที่มองว่า ครั้งนี้ไม่ตื่นเต้นเท่าครั้งที่แล้วที่มี ‘เศรษฐา ทวีสิน’ และ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ เป็นแม่เหล็กดึงดูดฐานเสียงนั้น นางสาวธีรรัตน์มองว่า จากการปราศรัยหาเสียงของ ดร.เชน ยืนยันว่ามีเสน่ห์และมีความเป็นธรรมชาติ และประชาชนรับรู้ สัมผัสได้ และไม่ต้องปรุงแต่งอะไรอีกแล้ว ภาพลักษณ์การเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยการพูดอาจจะออกไปในแนวสอน เลกเชอร์หน่อย แต่จากการที่ประชาชนตอบกลับมาก็ทำให้มีความฮึกเหิมม ดุดันมากขึ้น แต่มีเนื้อหาอะไรเสริมด้วย
“คาดว่าตัวอ.เชนและนโยบายที่พรรควางไว้รอบนี้ น่าจะช่วยให้คะแนนเสียงของพรรครอบนี้กลับมาดีขึ้นมากๆ และจากการลงพื้นที่ ประชาชนก็สะท้อนมาว่า ดร.เชนเก่ง สามารถนำพาพรรคเรากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งได้ และนโยบายที่มีของพรรค ก็ตอบโจทย์กลุ่มคนได้หลากหลายกลุ่มอย่างแน่นอน” นางสาวธีรรัตน์ปิดท้าย
@ย้อนผลงานพื้นที่กทม. ‘ไทยรักไทย’ พีกสุด 32 เสียง ‘เพื่อไทยปี 66’ แย่สุด 1 เสียง
หากย้อนดูผลของพรรคเพื่อไทยในอดีตสำหรับเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนด้วย
โดยเมื่อปี 2544 พรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ การเลือกตั้งใหญ่ครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2544 หลังจาก ‘ชวน หลีกภัย’ ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปลายปี 2543 ผลการเลือกตั้งปรากฎว่า พรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งมากที่สุด 248 เสียงจาก 500 เสียง และเมื่อโฟกัสเขตกรุงเทพฯ ครั้งนั้นแบ่งเป็น 37 เขต พรรคไทยรักไทยได้มาจำนวน 29 ที่นั่ง และมีคะแนนเสียงถึง 1,131,510 เสียง ทิ้งห่างอันดับที่ 2 อย่างพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ สส.เขตเพียง 8 ที่นั่งจากคะแนนเสียง 718,167 คะแนน
หลังพรรคไทยรักไทย นำพาประเทศไทย ‘คิดใหม่ ทำใหม่’ สร้างประวัติศาสตร์เป็นรัฐบาลที่อยู่ครบเทอม 4 ปีเป็นครั้งแรก การเลือกตั้งครั้งใหม่จึงเกิดขึ้น ในวันที่ 6 ก.พ. 2548 และเป็นอีกครั้งที่พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้ง แถมเป็นชัยชนะแบบถล่มถลายโดยกวาดสส.ไปได้ถึง 377 เสียง จากทั้งหมด 500 เสียง
ในพื้นที่กทม.ซึ่งกำหนดไว้ 37 เขต พรรคไทยรักไทยกวาด สส.มาได้ถึง 32 เขตด้วยคะแนนเสียง 1,668,102 คะแนน ทิ้งห่างพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้มาเพียง 4 เสียง ด้วยคะแนนเสียง 972,290 คะแนน และที่สามอย่างพรรคชาติไทยที่ได้เพียง 1 ที่นั่งเท่านั้น
ทักษิณ ชินวัตร (นั่งล่างสุดตรงกลาง) ถ่ายภาพรวมกับ สส.พรรคไทยรักไทย หลังชัยชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2548
ที่มาภาพ: พรรคเพื่อไทย
เมื่อการรัฐประหาร 2549 เกิดขึ้น ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะความขัดแย้งทางการเมืองจนแบ่งเป็น 2 สีอย่างชัดเจน ภายหลังนำมาสู่การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 โดยกทม.มีสส.เขตลดลง 1 เขตเหลือ 36 เขต ครั้งนี้พรรคไทยรักไทยกลายร่างเป็นพรรคพลังประชาชน พ่ายแพ้การเลือกตั้งในเขตกทม.เป็นครั้งแรก โดยได้คะแนนเสียงที่ 1,085,724 คะแนน ได้สส.เขตไป 9 เขต ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์โกยที่นั่งสส.ไป 27 ที่นั่งด้วยคะแนน 1,422,308 คะแนน
หลังจากนั้น 4 ปี ประเทศไทยผ่านพ้นความวุ่นวายจากการชุมนุมทางการเมือง เข้าสู่การเลือกตั้งอีกครั้งในวันที่ 3 ก.ค. 2554 พรรคพลังประชาชนถูกยุบพรรค ตั้งพรรคใหม่คือพรรคเพื่อไทย ชูแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ แต่ด้วยความเข้มข้นของความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้สนามกทม.รอบนี้แม้จะลดเขตลงเหลือ 33 เขต แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังแพ้พรรคประชาธิปัตย์อยู่ดี โดยได้คะแนนเสียงที่ 1,209,508 คะแนน ได้สส.เขตเพียง 10 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์โกยคะแนนไปได้ถึง 1,277,669 คะแนน ได้สส.ไปทั้งสิ่น 23 ที่นั่ง
เมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์บริหารประเทศได้เพียง 2 ปีกว่า การชุมนุมของกลุ่มกปปส.จุดติดจากการเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย นำไปสู่การรัฐประหารในปี 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฏฐาธิปัตย์ยาวนานถึง 5 ปี ประเทศไทยจึงเข้าสู่การเลือกตั้งอีกครั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2562 ครั้งนี้ก่อเกิดพลังใหม่ในสังคมชื่อ ‘อนาคตใหม่’ นำโดย ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’
ผลการเลือกตั้งสส.กทม.รอบนี้ เขตลดลงเหลือ 30 ที่นั่ง กลายเป็นพรรคเพื่อไทยรั้งอันดับ 3 ได้สส.มา 9 ที่นั่งด้วยคะแนนเสียง 604,699 คะแนน ทิ้งห่างอันดับที่ 1 และ 2 จากพรรคอนาคตใหม่และพรรคพลังประชารัฐไป
ปิดท้ายกันด้วยการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2566 ซึ่งจัดกันเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 รอบนี้กทม.มี 33 ที่นั่ง ด้วยกระแสฟ้ารักพ่อของ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ บวกกับกระแส ‘เบื่อลุง’ ซัดพาพรรคการเมืองทั้งหลายจมหาย ชักธงให้พรรคก้าวไกลในตอนนั้นกวาดสส.ในเขตกทม.ไปทั้งหมด 32 ที่นั่งด้วยคะแนน 1.397,554 เสียง พรรคเพื่อไทยคว้ามา 1 ที่นั่งด้วยคะแนนเสียง 639,998 ที่นั่ง
อีกไม่ถึง 1 เดือน การเลือกตั้งใหญ่ 8 ก.พ. 69 กำลังจะมาถึง
พรรคดีเอ็นเอ ‘ไทยรักไทย-ชินวัตร’ จะกลับมาได้ใจคนกรุงฯอีกครั้งหรือไม่ ต้องติดตาม

ที่มาภาพปก-ภาพประกอบ: Voice TV

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา