
“...สิ่งสำคัญของพรรคภูมิใจไทยคือ ความเป็นคนที่คำไหนคำนั้น ความเป็นปึกแผ่น และการไม่แหกคอก การเลือกตั้งที่ผ่านมามี สส.ของพรรคที่แหกคอกไปอยู่พรรคอื่น 3 คน ช่วงที่พักร้อน 3 เดือน สส. 3 คนนี้เห็นผิดเป็นชอบ และสุดท้ายทั้ง 3 คนนี้ไม่ได้รับเลือก มี 2 คนพยายามกลับมาสมัคร แต่ถูกห้ามไม่ให้สมัคร เรื่องของการรักษาเอกภาพของพรรคภูมิใจไทย ต้องถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง…”
ใครจะไปคิดว่า…
‘พรรคภูมิใจไทย’ ที่เคยเหยียบภาคอีสานไม่ได้ จากกรณี ‘มันจบแล้วครับนาย’ อันลือลั่น
‘พรรคภูมิใจไทย’ ที่เคยถูกมองเป็นเพียงพรรคบ้านใหญ่ อาศัยเกาะหาแสงเป็นรัฐบาล
วันนี้จะกวาดเสียงข้างมาก 191 เสียง เป็นพรรคการเมืองใหญ่ขึ้นมาชนกับพรรคไฟแรงอย่าง พรรคประชาชน กด พรรคเพื่อไทยลงไปเป็นพรรคต่ำร้อยครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมือง อีกทั้งยังกลายเป็นพรรคความหวังใหม่ของ ‘ฝ่ายอนุรักษ์นิยม’ ในวันนี้
บวกกับภาวะผู้นำและบารมีหลังม่านที่เพียบพร้อม ทั้งตัวของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน รวมถึงเครือข่าย ‘สีน้ำเงิน’’ที่กระจายไปทั่วขุมอำนาจ ก็ทำให้พรรคภูมิใจไทยตอนนี้ยิ่งกว่า ‘เสือติดปีก’
ถือเป็น 18 ปีที่รอคอยของพรรคการเมืองพรรคนี้ ที่กำลังผงาดคุมอำนาจรัฐเต็มไม้เต็มมือ หลังชิมลางไปประมาณ 2 เดือน
ในการประชุมสัมมนาพรรคภูมิใจไทยที่จ.บุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวเปิดงานสัมมนาช่วงหนึ่งถึงประวัติศาสตร์และความสำเร็จของพรรค ในการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา
“จากพรรคที่ได้คะแนนเสียง 34 คน มาเป็น 51 คน มาเป็น 71 คนและวันนี้เป็น 192 คน จากการที่พวกเราใช้ชีวิตร่วมกันในการเลือกตั้งทุกครั้ง หรือบรรดาสมาชิกใหม่ที่มาเป็น สส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องถือว่า เราร่วมเป็นร่วมตายกันมา เรามีความใกล้ชิดกัน เราต้องรวมกัน รู้จักกันให้มากที่สุด สิ่งที่ผมอยากจะเห็นคือ ไม่ใช่แบ่งกันนั่งซีกใครซีกมัน ต้องแยกกันบ้าง เพื่อรวมกันให้ได้มากที่สุด รวมถึงต้องขอขอบคุณคณะรัฐมนตรีที่ทำงานอย่างหนักทั้งรองพิพัฒน์ (พิพัฒน์ รัชกิจประการ), รองเอกนิติ (เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ), ท่านศุภจี (ศุภจี สุธรรมพันธุ์), ท่านสีหศักดิ์ (สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) และท่านรองโสภณ (โสภณ ซารัมย์) ซึ่งดูแลภาคอีสาน ท่านรัฐมนตรีทรงศักดิ์ (ทรงศักดิ์ ทองศรี) ท่านรัฐมนตรีสันติ (สันติ พร้อมพัฒน์) ท่านรัฐมนตรีสุชาติ (สุชาติ ชมกลิ่น) ท่านรัฐมนตรีทุกคนไม่ได้อยู่ที่กระทรวงในช่วงฤดูเลือกตั้ง ทุกคนอยู่แทบทุกจังหวัด จากการทำงานอย่างหนักหน่วง จึงทำให้เราเข้ามาอยู่ตรงนี้ได้ ไม่มีฟลุ๊คหรอกครับ” นายอนุทินกล่าวตอนหนึ่งบนเวทีสัมมนาใหญ่พรรคภูมิใจไทยที่ จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา
@เชื่อในการลงพื้นที่ สส.ปาร์ตี้ลิสต์คือสส.ประเทศไทย
แม้ภาพใหญ่ของพรรค คะแนนเสียงจะมาจากเขต แต่นายอนุทินสะท้อนอีกมุมมองบนเวทีสัมมนาใหญ่ว่า ผลลัพธ์ในวันนี้เกิดจากการที่เราไม่เห็นสิ่งอื่นใดสำคัญกว่าชาวบ้านที่เลือกเรามาเป็นผู้แทนราษฎร วันนี้ตนเองไม่มีปัญญาเป็น สส.เขต แต่การเป็นสส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคนี้ พวกเราไม่ได้แค่เอาเบอร์มาแปะ แล้วรอน้ำทิพย์ชโลมใจจากสส.เขต สส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคคือสส.ประเทศไทย 19 คนนี้ต้องไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ต้องทำงานนหนักกว่า สส.เขต เพราะขอบเขตการทำงานอยู่ทั่วประเทศ ต้องไปรับฟังปัญหาชาวบ้าน แล้วเอามาแก้ไขให้ นี่คือวิธีคิดของพรรค และสส.ปาร์ตี้ลิสต์ไม่ใช่สส.ที่รอเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางกรเมือง เราต้องทำให้ความสส.ปาร์ตี้ลิสต์นี้ ทำงานให้หนัก เพราะสิ่งเหล่านั้นคือคะแนน คู่แข่งที่มาแน่ๆหรือกระแสดีๆ เมื่อไม่ลงพื้นที่โอกาสกลับมาก็น้อย ส่วนตัวเชื่อว่า ไม่มีสส.ที่นั่งอยู่กับบ้าน อาศัยแค่กระแสดีแล้วคนจะเลือก เพราะฉะนั้น สส.ภูมิใจไทยไม่มีตรงนี้ สส.ทุกคนทำงานเต็มที่ไม่มีวันหยุด
นายอนุทินกล่าวต่อว่า คนเป็น สส. สำคัญไม่น้อยกว่าคนเป็นรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นสส.ด้วย เป็นรัฐมนตรีด้วย จะปลูกฝังตลอดว่า ถ้าจะต้องเลือกเป็นแค่ตำแหน่งเดียว ต้องเลือกเป็น สส. ไม่ใช่รัฐมนตรี เคยพูดกับหลายคนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เลือกเป็นรัฐมนตรี แต่ทิ้งความเป็นสส.พบว่า ความมั่นคงไม่มี การทำงานสู้ สส.ไม่ได้ สส.จึงเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติยศ ทุกท่านควรภาคภูมิใจ สมัยยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เวลามีอภิปราย เมื่อไปนั่งที่นั่ง สส. จะรู้สึกว่า พรรคมีพลังมากเป็นพิเศษ เคยนั่งจนแกนนำรัฐบาลต้องเชิญให้ไปนั่งข้างบน ซึ่งเป็นที่นั่งรัฐมนตรี ส่วนตัวก็เชื่อว่า เมื่อไปนั่งตรงนั้นแล้ว รังสีบางอย่างมันออก รัฐมนตรีปลดสส.ไม่ได้ แต่ สส.ปลดรัฐมนตรีได้

@คำไหนคำนั้น เป็นปึกแผ่น ไม่แหกคอก 3 หลัก ‘ภูมิใจไทย’
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงความเป็นเอกภาพของพรรคการเมือง โดยนายอนุทินกล่าวย้ำว่า สิ่งสำคัญของพรรคภูมิใจไทยคือ ความเป็นคนที่คำไหนคำนั้น ความเป็นปึกแผ่น และการไม่แหกคอก การเลือกตั้งที่ผ่านมามี สส.ของพรรคที่แหกคอกไปอยู่พรรคอื่น 3 คน ช่วงที่พักร้อน 3 เดือน สส. 3 คนนี้เห็นผิดเป็นชอบ และสุดท้ายทั้ง 3 คนนี้ไม่ได้รับเลือก มี 2 คนพยายามกลับมาสมัคร แต่ถูกห้ามไม่ให้สมัคร เรื่องของการรักษาเอกภาพของพรรคภูมิใจไทย ต้องถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เรื่องอื่นๆคุยได้หมด ไม่มีปัญหาใดๆ การทำงานของเรา เป็นบ้านเดียวกัน คน 192 คนต้องไปด้วยกัน คงต้องจัดสัมมนากันในเวลาที่เหมาะสม การทำงานทางการเมือง พรรคเรามีรูปแบบ การทำงานของแต่ละคนก็มีกรอบ มีขั้นตอนต่างๆที่จะทำให้ทำสิ่งที่มีประโยชน์กับประเทศและประชาชนของเรา รวมถึงต้องทำให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งพรรคมีกลไกทำให้เกิดความมั่นใจว่า สิ่งที่ทำจะไม่เกิดปัญหา นอกจากนี้ ในวันที่ 14 มี.ค.นี้ได้รับทราบว่า จะมีการรัฐพิธีเปิดสภาฯ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จมา สส.ทั้ง 192 คนห้ามขาดไม่ได้แม้แต่คนเดียว เพราะเป็นพิธีกรรมที่ทีความสำคัญ และกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ ตอนนี้ สส.ทุกคนก็ทำหน้าที่ สส.ได้เลย อย่ารออะไร สถานะความเป็นสส.เกิดแล้ว
นอกจากนี้ นายอนุทินยังเตือนบรรดา สส.ใหม่ว่า ยุคนี้เป็นยุคที่มีจริยธรรมมากำกับ ต้องระมัดระวังด้วย ถ้าถูกสงสัยว่ามีพฤติกรรมไม่ดี จะเข้าข่ายผิดจริยธรรมแล้ว ขอให้ยึดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่เคยมีออกมาก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้นขอให้ระวังเป็นอย่างมาก รวมไปถึงตำแหน่งผู้ช่วย ที่ปรึกษา อย่าให้มีปัญหา หรืออย่าเอาคนที่มีปัญหามา ต้องดูประวัติให้เรียบร้อย ไม่งั้นจะเป็นปัญหาได้
นายอนุทินยังเน้นย้ำถึงการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ด้วย ซึ่งต้องเตรียมพร้อมและดูข้อกฎหมายให้ดี ซึ่งทางพรรคมีที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำ คู่สมรส กิ๊ก คนที่อยู่ด้วยกันต้องให้ความสำคัญกับมัน
นี่คือแนวคิด แผนงาน หรืออาจะเรียกว่า 'ปณิธาน' ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล
4 ปีจากนี้ จะเป็นเรื่องพิสูจน์ว่า 192 คนที่ได้มานี้ จะคงอยู่ต่อไป
...หรือการเลือกตั้งครั้งหน้า 192 เสียงนี้ จะหายไป ต้องจับตา

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา