
“…ซึ่งได้ตรวจพบต่อมาว่า เมื่อระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม 2564 ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2564 มีการถอนเงินอุดหนุนพรรคการเมืองจากบัญชีพรรคไทรักธรรม ทั้งสิ้น 19 ครั้ง เป็นเหตุให้คงเหลือยอดเงินในบัญชี 247 บาท ตามรายการเดินบัญชีเอกสารหมาย จ.17 โดยช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นช่วงระยะเวลาเดียวกับที่พรรคไทรักธรรมได้มีหนังสือรายงานค่าใช้จ่ายประจำปี 2564 ครั้งที่ 3 ต่อสำนักงานกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ว่าไม่มีการใช้เงินอุดหนุนเพื่อบริหารพรรคการเมืองแต่อย่างใด…”
เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลจังหวัดสระบุรีได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ1131131/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อ124/2569 ลงโทษจำคุก นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค อดีตหัวหน้าพรรคไทรักธรรมกับพวก กรณีได้มีการนำหรือยินยอมให้บุคคลอื่นนำเงินหรือทรัพย์สินของพรรคการเมืองไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือใช้เพื่อการอื่นใดอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 87 ประกอบมาตรา 132 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 และพรรคไทรักธรรมได้รายงานการใช้จ่ายเงินอุดหนุนด้วยข้อความอันเป็นเท็จทั้งหมดหรือบางส่วน เป็นเวลา 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ขอนำคำพิพาษาศาลจังหวัดสระบุรีฉบับเต็มมานำเสนอไว้ ณ โอกาสนี้
@ วัตถุประสงค์ใช้จ่ายเงินอุดหนุนพรรคการเมือง
โจทก์ (พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี) ฟ้องว่า จำเลยเป็นหัวหน้าพรรคไทรักธรรม และกรรมการบริหารพรรคไทรักธรรมกับนางพัตรพิมล ฉิมนาคพันธ์ซึ่งเป็นเหรัญญิกพรรคไทรักธรรม และกรรมการบริหารพรรคไทรักธรรมพวกของจำเลยที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง โดยดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2562 ตามประกาศนายทะเบียนพรรคการเมืองเรื่องการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคไทรักธรรม ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2562 จนกระทั่งสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2565 ด้วยศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 16/2565 ให้ยุบพรรคไทรักธรรม ซึ่งศาลได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2565 ตามประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่อง การยุบพรรคไทรักธรรม ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2565 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 78 ได้บัญญัติให้มีกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองขึ้น
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายในการสนับสนุนพรรคการเมืองการให้การศึกษาแก่ประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน การส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน ซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกันและสมาชิกมีส่วนร่วมในการดำเนินการอย่างแท้จริงและการดำเนินการอื่นใดที่มีกฎหมายกำหนด
โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้มีหน้าที่และอำนาจในการควบคุมและดำเนินการและการใช้จ่ายเงินของกองทุนให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตามมาตรา 80 ซึ่งมาตรา 84 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ฉบับดังกล่าวได้กำหนดให้เงินที่พรรคการเมืองได้รับการจัดสรรจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ต้องนำไปใช้เพื่อประโยชน์ดังต่อไปนี้ (1.) ประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง, (2.) การจัดทำกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมือง สาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด, (3.) การพัฒนาพรรคการเมืองและสมาชิกพรรคให้มีคุณภาพและคุณธรรมอันดีงาม, (4.) การส่งเสริมความรู้แก่สมาชิกและประชาชนในทางการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข, และ (5.) การอื่นใดที่คณะกรรมการกำหนด และให้พรรคการเมืองที่ได้รับการจัดสรรเงินดังกล่าวเมื่อได้นำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ข้อใดข้อหนึ่งข้างต้นนี้แล้วให้จัดทำรายงานให้คณะกรรมการทราบทุกสามเดือนนับแต่วันที่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนจากกองทุน
ซึ่งรายละเอียดของการใช้จ่ายเงินให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ข้างต้นในแต่ละด้านจะถูกกำหนดกรอบด้วยระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ข้อ 26 ซึ่งเงินอุดหนุนที่ได้รับจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 84 นี้ ในบทบัญญัติมาตรา 62 (6) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันระบุให้เป็นรายได้ของพรรคการเมืองซึ่งจะนำไปใช้เพื่อการอื่นใดนอกจากการดำเนินงานของพรรคการเมืองมิได้
ตามวรรคท้าย และตามมาตรา 87 บัญญัติไว้ว่าเงินและทรัพย์สินของพรรคการเมืองต้องนำไปใช้จ่ายเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมือง ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งของพรรคการเมืองและสมาชิกและค่าใช้จ่ายในการบริหารพรรคการเมืองและหากหัวหน้าพรรคการเมืองกรรมการบริหารพรรคการเมืองและเหรัญญิกพรรคการเมืองผู้ใดนำหรือยินยอมให้บุคคลอื่นนำเงินหรือทรัพย์สินของพรรคการเมืองไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือบุคคลอื่นหรือนำไปใช้เพื่อการอื่นใด อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 87 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 132
@ แจกแจงเงินอุดหนุน-แสดงอยู่ถึงการมีอยู่จริง 6.7 ล้าน ไม่ได้
โดยเมื่อระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม 2564 เวลากลางวัน ถึงเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2564 เวลากลางวัน วันเวลาใด ไม่ปรากฏชัด จำเลยในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองไทรักธรรมและนางพัตรพิมล ฉิมนาคพันธ์ ในฐานะเหรัญญิกพรรคไทรักธรรม ได้เบิกถอนเงินอุดหนุนที่ได้รับจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง อันเป็นเงินหรือทรัพย์สินของพรรคไทรักธรรมซึ่งเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมาย จากบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพระพุทธบาท (จังหวัดสระบุรี) ชื่อบัญชี พรรคไทรักธรรม (กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง) จำนวน 19 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,729,520 บาท
แล้วจากนั้นจำเลยร่วมกันกับพวกได้จัดทำรายงานเงินอุดหนุนเหลือจ่ายพร้อมดอกเบี้ยของพรรคการเมืองที่ได้รับการจัดสรรอุดหนุนจากกองทุนฯ ประจำปี 2564 เสนอต่อเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าพรรคไทยรักธรรมมีเงินอุดหนุนคงเหลือพร้อมดอกผล เป็นเงิน 6,729,767.64 บาท และแจ้งความประสงค์ที่จะนำเงินดังกล่าวไปใช้จ่ายในปีถัดไป
แต่จำเลยกับพวกไม่สามารถแจกแจงรายละเอียดการใช้จ่ายเงินอุดหนุนจำนวน 6,729,767,64 บาท ดังกล่าว และไม่สามารถแสดงอยู่ถึงความมีอยู่ของเงินอุดหนุนคงเหลือจำนวนดังกล่าวไม่ว่าจะในรูปแบบของจำนวนเงินในบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพระพุทธบาท (จังหวัดสระบุรี) ชื่อบัญชีพรรคไทรักธรรม (กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง) ซึ่งเป็นบัญชีธนาคารที่พรรคไทรักธรรมใช้ในการรับเงินอุดหนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง หรือในรูปแบบของเงินสดต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้
จึงเป็นการที่จำเลยกับพวกนำเงินอุดหนุน 6,729,767,64 บาท ซึ่งเป็นเงินหรือทรัพย์สินของพรรคไทรักธรรมไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือบุคคลอื่น หรือนำไปใช้เพื่อการอื่นใด โดยไม่นำไปใช้จ่ายเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งของพรรคการเมืองและสมาชิกและค่าใช้จ่ายในการบริหารพรรคการเมืองตามวัตถุประสงค์ของเงินอุดหนุนพรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ. 2560 มาตรา 74 อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ ตำบลขุนโขลน และตำบลพุคำจาน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เกี่ยวพันกัน
จำเลยให้การรับสารภาพ
@ ไม่นำเงินไปใช้นานเกินควรผิดวิสัยปกติทั้วไป
พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์แล้ว คดีมีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายเอกรัฐ แดนวงศ์ หัวหน้างานสืบสวนสอบสวนพรรคการเมืองประจำจังหวัดสระบุรี, นายดุลยวัฒน์ เสียงหวาน ผู้อำนวยการประจำสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัดบึงกาฬ และนายพิษณุ สุขสนิท ลูกจ้างประจำของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่ในการตรวจสอบค่าใช้จ่ายเงินอุดหนุนพรรคการเมือง เบิกความในทำนองเดียวกันว่า
ช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2564 ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2564 จำเลยดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทรักธรรม ซึ่งจัดตั้งเมื่อปี 2556 แม้ในปี 2562 มีการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค แต่จำเลยยังคงเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองดังกล่าวอยู่ และในปีเดียวจำเลยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ แม้ต่อมาพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ แต่ในปี 2563 จำเลยกลับเข้าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่ออีกครั้ง
โดยปกติพรรคการเมืองจะได้รับเงินอุดหนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ซึ่งเป็นเงินที่มีไว้สำหรับจัดสรรในการบริหารพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือก ดังนั้น จุดประสงค์ของเงินดังกล่าวจึงมีไว้เพื่อเป็นกองทุนหมุนเวียนเพื่อดำรงกิจกรรมในพรรคนั้นๆ เมื่อพรรคได้รับเงินอุดหนุนจากกองทุน พรรคจะต้องบริหารจัดการเงินดังกล่าวโดยการทำแผนเพื่อจัดการบริหารเงินอุดหนุน แล้วส่งแผนหรือโครงการให้กับสำนักงานกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองตรวจสอบก่อน หรือหลังการบริหารเงินดังกล่าว
โดยทุกครั้งที่มีการใช้เงินอุดหนุน ต้องมีการรายงานค่าใช้จ่ายในการใช้กับสำนักงานกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองกลับมาเสมอ โดยต้องรายงานค่าใช้จ่ายข้างต้น 3 เดือนต่อครั้ง ต่อสำนักงานกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง
โดยครั้งแรกคือระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 มีนาคม พรรคต้องรายงานไม่เกินวันที่ 15 เมษายน ครั้งที่ 2 ตั้งแต่ระหว่างวันที่ 1 เมษายน ถึงวันที่ 30 มิถุนายน พรรคต้องรายงานไม่เกินวันที่ 15 กรกฎาคม ครั้งที่ 3 ตั้งแต่ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน พรรคต้องรายงานไม่เกินวันที่ 15 ตุลาคม และครั้งสุดท้ายตั้งแต่ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พรรคต้องรายงานไม่เกินวันที่ 15 มกราคม ของปีถัดไป
เมื่อปี 2563 พรรคไทรักธรรม ได้รับเงินอุดหนุนเป็นเงินประมาณ 6,000,000 กว่าบาท ซึ่งเมื่อรวมกับเงินที่เหลือของปี 2562 รวมเป็นทั้งสิ้นประมาณ 6,710,000 บาท ตามรายงานสรุปค่าใช้จ่ายเอกสารหมาย จ.33 เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2564 พรรคไทรักธรรมได้มีหนังสือรายงานแจ้งค่าใช้จ่ายเงินอุดหนุนประจำปี 2564 ครั้งที่ 1 ว่า ไม่มีการนำเงินไปใช้บริหารพรรคการเมือง ตามหนังสือพรรคไทรักธรรมเอกสารหมาย จ.12 เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 ซึ่งเป็นการรายงานค่าใช้จ่ายประจำปีครั้งที่ 2 พรรคไทรักธรรมได้มีหนังสือรายงานแจ้งค่าใช้จ่ายว่า ยังไม่มีการนำเงินไปใช้บริหารพรรคการเมืองเช่นเดียวกันตามหนังสือพรรคไทรักธรรมเอกสารหมาย จ.13
ต่อมาพรรคไทรักธรรมไม่ได้ส่งรายงานการใช้จ่ายเงินอุดหนุนพรรคประจำปี 2564 ครั้งที่ 3 คณะกรรมการเลือกตั้งจึงมีหนังสือแจ้งให้พรรคส่งรายงานค่าใช้จ่ายภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2564 พรรคไทรักธรรมจึงได้มีหนังสือส่งรายงานค่าใช้จ่ายประจำปี 2564 ครั้งที่ 3 โดยยังคงรายงานว่าไม่ได้นำเงินอุดหนุนไปใช้บริหารพรรคแต่อย่างใด ตามหนังสือพรรคไทรักธรรมเอกสารหมาย จ.15 ซึ่งการไม่นำเงินอุดหนุนที่ได้ไปจากกองทุนเพื่อใช้จ่ายและบริหารพรรคเป็นระยะเวลานานเกินสมควรย่อมผิดวิสัยปกติทั่วไป ทำให้ต้องมีการตรวจสอบ
ซึ่งได้ตรวจพบต่อมาว่า เมื่อระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม 2564 ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2564 มีการถอนเงินอุดหนุนพรรคการเมืองจากบัญชีพรรคไทรักธรรม ทั้งสิ้น 19 ครั้ง เป็นเหตุให้คงเหลือยอดเงินในบัญชี 247 บาท ตามรายการเดินบัญชีเอกสารหมาย จ.17 โดยช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นช่วงระยะเวลาเดียวกับที่พรรคไทรักธรรมได้มีหนังสือรายงานค่าใช้จ่ายประจำปี 2564 ครั้งที่ 3 ต่อสำนักงานกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ว่าไม่มีการใช้เงินอุดหนุนเพื่อบริหารพรรคการเมืองแต่อย่างใด
@ นำเงินอุดหนุนไปใช้ประโยชน์ส่วนตน
ดังนั้น คณะกรรมการเลือกตั้งจึงได้มีคำสั่งให้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเงินอุดหนุนของพรรคไทรักธรรม และจากการตรวจสอบพบข้อมูลการทำธุรกรรมของบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย ของพรรคไทรักธรรม มีรายชื่อผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน ได้แก่ จำเลย, นางพัตรพิมล ฉิมนาคพันธ์ และนายจตุวิทย์ กาละมิตร์ โดยในการเบิกถอนเงินจากบัญชีพรรคไทรักธรรม ต้องมีการลงลายมือชื่อผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินอย่างน้อย 2 ใน 3 คน ตามรายชื่อผู้มีอำนาจในการเบิกถอนเอกสารหมาย จ.21 ทั้งเมื่อตรวจสอบบัตรตัวอย่างลายมือชื่อบัญชีธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี พรรคไทรักธรรม ตามบัตรตัวอย่างลายมือชื่อเอกสารหมาย จ.22 กับสำเนาใบถอนเงินเอกสารหมาย จ.23 ตรวจพบว่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยและนางพัตรพิมล
ภายหลังเมื่อรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบครบถ้วนแล้ว จึงพบว่า จำเลยได้นำเงินอุดหนุนไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน ไม่ได้นำไปใช้เพื่อบริหารพรรคแต่อย่างใด นอกจากนั้น ยังตรวจพบว่า พรรคไทรักธรรมไม่ได้ทำหนังสือรายงานค่าใช้จ่ายประจำปี 2564 ครั้งที่ 4 ต่อสำนักงานกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรค
ท้ายที่สุด คณะกรรมการเลือกตั้งจึงมีมติให้ดำเนินคดีกับจำเลยซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค และนางพัตรพิมลซึ่งเป็นเหรัญญิก รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตามมติคณะกรรมการเลือกตั้งเอกสารหมาย จ.29 และเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2565 ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ยุบพรรคไทรักธรรม ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเอกสารหมาย จ.31 และได้ประกาศยุบพรรค ตามประกาศนายทะเบียนพรรคการเมืองเอกสารหมาย จ.32 เห็นว่า พยานโจทก์ปากนายเอกรัฐ แดนวงศ์, ปากนายดุลยวัฒน์ เสียงหวาน และปากนายพิษณุ สุขสนิท ต่างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ย่อมไม่มีเหตุให้บิดเบือน ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อใส่ร้ายจำเลยแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์จึงมีความน่าเชื่อถือ
นอกจากนั้นการที่พยานโจทก์ทั้งสามปากสามารถเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงถึงรายละเอียดในส่วนงานที่แต่ละฝ่ายรับผิดชอบได้อย่างชัดเจนและมีรายละเอียด แม้พยานแต่ละปากจะรับผิดชอบงานกันคนละส่วนในช่วงระยะเวลาเกิดเหตุ แต่กลับสามารถเบิกความได้สอดคล้องต้องกัน รับฟังได้เป็นเรื่องเดียว
อีกทั้งสอดคล้องต่อเนื่องกับพยานเอกสารและเบิกความได้อย่างเป็นลำดับขั้นตอนมีที่มาที่ไป รวมถึงท่าทีพิรุธและเหตุที่ทำให้ต้องมีการตรวจสอบไปจนถึงผลการตรวจสอบ รับฟังได้เป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องน่าเชื่อถือ ยิ่งสนับสนุนพยานหลักฐานโจทก์ให้มีน้ำหนักต้องรับฟัง
@ สารภาพเป็น ปย. - ลดโทษกึ่งหนึ่ง
ยิ่งไปกว่านั้นพยานโจทก์ปากนายพิษณุซึ่งขณะนั้นมีหน้าที่ในการตรวจสอบค่าใช้จ่ายเงินอุดหนุนของพรรคการเมือง ยังสามารถเบิกความยืนยันแจกแจงรายละเอียดรายการใช้จ่ายเงินอุดหนุนแต่ละปีของพรรคไทรักธรรมได้อย่างเป็นขั้นเป็นเหตุเป็นผลมีลำดับชัดเจน และเมื่อพิจารณาคำเบิกความทั้งหมดประกอบกับหนังสือแจ้งรายการค่าใช้จ่ายประจำปี 2564 ครั้งที่ 3 เอกสารหมาย จ.15, รายการเดินบัญชีของพรรคไทรักธรรม เอกสารหมาย จ.24, รายชื่อผู้มีอำนาจในการเบิกถอนเอกสารหมาย จ.21, บัตรตัวอย่างลายมือชื่อเอกสารหมาย จ.22, และสำเนาใบถอนเงินเอกสารหมาย จ.23 ซึ่งตรวจพบว่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยและนางพัตรพิมล
จึงเชื่อว่า พยานโจทก์ทั้งหมดเบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น มีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง ประกอบกับจำเลยได้ให้การรับสารภาพตั้งแต่ชั้นสอบสวน เมื่อประมวลจากคำเบิกความของพยานประกอบเอกสารที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นพิจารณาเป็นที่พอใจรับฟังได้ว่า จำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมืองกับพวกได้นำเงินอุดหนุน ซึ่งเป็นเงินหรือทรัพย์สินของพรรคไทรักธรรมไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือบุคคลอื่นหรือนำไปใช้เพื่อการอื่นใด โดยไม่นำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของเงินอุดหนุนพรรคการเมือง
พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 87 วรรคหนึ่ง, 132 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน.
ที่มาภาพปก : FB ส.ส.เอ๋ พระบาท - พีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา