
"...บทบาทในอนาคตของราชบัณฑิต จะยังคงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลและให้คำแนะนำแก่ประชาชนทั่วไป โดยหวังว่าในอนาคตจะมีการเพิ่มอัตราและงบประมาณเพื่อให้สามารถรองรับนักวิจัยและผู้ทรงคุณวุฒิมาช่วยกันพัฒนาองค์ความรู้ของประเทศให้ก้าวทันโลกยิ่งขึ้น..."
ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยวกรากของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) องค์กรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับศตวรรษอย่าง ‘ราชบัณฑิตยสภา’ กำลังก้าวสู่หมุดหมายสำคัญในวาระครบรอบ 100 ปี ในปี 2569 นี้ นี่ไม่ใช่เพียงการฉลองความสำเร็จในอดีต แต่คือการปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อสลัดภาพลักษณ์ ‘หอคอยงาช้าง’ สู่การเป็นสถาบันทางปัญญาที่เป็นเข็มทิศให้กับสังคมไทยอย่างแท้จริง
คุณมานิต สุขสมจิตร ราชบัณฑิตสาขาวิชานิเทศศาสตร์ พูดคุยกับ สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ถึงภาพรวมของสถาบันอันทรงเกียรติแห่งนี้ ตั้งแต่รากฐานประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการรับมือกับความท้าทายใหม่อย่าง AI ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในการสืบค้นข้อมูลของคนรุ่นใหม่
@‘ราชบัณฑิต’ นิยามของ ‘นักปราชญ์หลวง’ แห่งรัฐ
คุณมานิต เริ่มต้นด้วยการอธิบายถึงนิยามและความหมายของคำว่า ‘ราชบัณฑิต’ คือ ‘นักปราชญ์หลวงที่เป็นสมาชิกขององค์การวิทยาการของรัฐ’ ซึ่งก็คือราชบัณฑิตยสภา ตำแหน่งนี้ไม่ใช่เพียงตำแหน่งทางวิชาการทั่วไป แต่เป็นตำแหน่งที่ต้องผ่านการคัดกรองอย่างเข้มงวด
ผู้ที่จะได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นราชบัณฑิตนั้น จะต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้นที่สำคัญคือ มีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี และที่สำคัญที่สุดคือต้องเป็นผู้ที่มีเกียรติประวัติดีงาม ได้รับการยอมรับและการยกย่องจากผู้รู้ในศาสตร์สาขาเดียวกันและจากสาธารณชนทั่วไป
กระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งนั้น ไม่ได้มาจากการแต่งตั้งในทันที แต่มีขั้นตอนที่เป็นระบบ เริ่มจากการสมัครเข้าเป็น ‘ภาคีสมาชิก’ ก่อน ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งนี้และแสดงผลงานค้นคว้าวิจัยหรือส่งเสริมความก้าวหน้าในวิทยาการของตนมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ในความเป็นจริง หลายท่านอาจต้องรอคอยและสร้างผลงานนานกว่านั้น ดังเช่นคุณมานิตที่เล่าว่าตนเองเป็นภาคีสมาชิกถึง 6 ปี หรือบางท่านอาจนานถึง 20 ปี เมื่อมีอัตราว่างและผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมสภาราชบัณฑิตแล้ว นายกรัฐมนตรีจึงจะนำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งต่อไป โดยตำแหน่งราชบัณฑิตนี้จะเป็นตำแหน่งที่ติดตัวไปจนเสียชีวิต เว้นแต่จะลาออกหรือกระทำการเสื่อมเสียร้ายแรง
คุณมานิต เปิดเผยถึงเหตุผลส่วนตัวที่ตัดสินใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกราชบัณฑิตยสภา เนื่องจากเชื่อในหลักการการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ราชบัณฑิตยสภาจึงเป็นแหล่งรวมตัวของผู้รู้ที่ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ทำหน้าที่ค้นคว้า วิจัย และแลกเปลี่ยนความรู้กับองค์กรอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ
“เราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่นี่คือแหล่งความรู้อย่างหนึ่งที่น่าสนใจ” คุณมานิตกล่าว
@โครงสร้างแห่งปัญญา 3 สำนักที่ครอบคลุมทุกสรรพวิชา
คุณมานิจ กล่าวว่า หลายคนอาจติดภาพจำว่าราชบัณฑิตดูแลเพียงเรื่องภาษาและพจนานุกรม แต่ความจริงแล้ว ราชบัณฑิตยสภาแบ่งการทำงานออกเป็น 3 สำนักหลัก เพื่อครอบคลุมทุกมิติของความรู้ ได้แก่
-
สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง เป็นแหล่งรวมผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย การเมืองการปกครองเศรษฐศาสตร์ และรัฐศาสนศาสตร์
-
สำนักศิลปกรรม ดูแลงานด้านศิลปะทุกแขนง ตั้งแต่วิจิตรศิลป์ สถาปัตยกรรม ไปจนถึงดุริยางคศิลป์ (คีตศิลป์) และนาฏศิลป์ (วาทศิลป์)
-
สำนักวิทยาศาสตร์ รวบรวมนักวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ และเทคโนโลยี
ปัจจุบันมีอัตราตามงบประมาณแผ่นดินอยู่ที่ 110 อัตรา โดยราชบัณฑิตแต่ละท่านจะได้รับค่าสัมนาคุณรายเดือน (ราชบัณฑิต 30,000 บาท และภาคีสมาชิก 15,000 บาท) เพื่อเป็นแรงสนับสนุนในการค้นคว้าและผลิตผลงานวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ
@จากลอนดอนสู่สยาม ย้อนรอยประวัติศาสตร์ ‘ราชบัณฑิตสภา’
คุณมานิต ได้ให้ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบที่น่าสนใจเกี่ยวกับรากเหง้าของสถาบันประเภทนี้ โดยยกตัวอย่าง ‘ราชสมาคมแห่งลอนดอน (The Royal Society of London)’ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2103 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชของไทย โดยพระบรมราชานุญาตของสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ
ราชสมาคมแห่งลอนดอนถือเป็นองค์การวิทยาศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีบทบาทสำคัญในการยกระดับความรู้ทางธรรมชาติ โดยมีบุคคลสำคัญอย่าง เซอร์ ไอแซก นิวตัน เป็นสมาชิกและเคยดำรงตำแหน่งประธานสมาคมด้วย
การมีอยู่ของราชสมาคมในประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จึงสะท้อนถึงการที่สถาบันพระมหากษัตริย์ให้ความสำคัญกับการเชิดชูสติปัญญาและการค้นคว้าทางวิทยาการเพื่อความก้าวหน้าของแผ่นดิน
@ข้อมูลเท็จในคราบความรอบรู้ ความท้าทายในยุค AI
ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสืบค้นข้อมูล คุณมานิตได้แสดงทัศนะที่น่าสนใจและเป็นคำเตือนที่สำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ แม้ AI จะมีความรวดเร็วและดูเหมือนจะรอบรู้ทุกอย่าง แต่คุณมานิตเน้นย้ำว่า “การตรวจสอบข้อมูลยังเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง”
คุณมานิจ ได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงในวงการกฎหมาย ซึ่งมีผู้นำ AI ไปช่วยสืบค้นคำพิพากษาหรือคดีความต่างๆ ผลปรากฏว่า AI มีการอ้างตัวเลขเลขคำพิพากษาที่มีอยู่จริง แต่เมื่อตรวจสอบในรายละเอียดกลับพบว่า เนื้อหาของคดีไม่ตรงกับที่ AI อ้าง กล่าวคือ AI มีการนำข้อมูลมาปะติดปะต่อจนเกิดเป็นข้อมูลเท็จ (Hallucination) ที่ดูน่าเชื่อถือ
นี่คือบทบาทสำคัญของราชบัณฑิตในยุคใหม่ คือการเป็น ‘ที่พึ่งทางปัญญา’ ที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และมีหลักฐานอ้างอิงที่ตรวจสอบได้จริง ท่ามกลางกระแสข้อมูลท่วมท้นในโลกอินเทอร์เน็ต
@มากกว่าพจนานุกรม สู่ ‘คลังความรู้สู่คนรุ่นใหม่’
เมื่อถามภาพจำของเด็กรุ่นใหม่ที่มีต่อราชบัณฑิตยสภาว่าจำกัดอยู่เพียงแค่การทำพจนานุกรมภาษาไทยหรือไม่ คุณมานิต อธิบายว่า พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานเป็นเพียงงานส่วนหนึ่งเท่านั้น แท้จริงแล้วยังมีงานด้าน ‘พจนานุกรมเฉพาะทาง’ หรือพจนานุกรมสรรพวิชาอีกมากมาย
ตัวอย่างเช่น ในสาขาของคุณมานิตเอง คือ ‘พจนานุกรมศัพท์นิเทศศาสตร์’ ปัจจุบันจัดทำออกมาแล้วถึง 3 เล่ม เพื่อสร้างมาตรฐานการใช้คำศัพท์และคำอธิบายในวงการสื่อสารมวลชนให้เป็นสากลและถูกต้องตามหลักวิชาการ
นอกจากนี้ยังมี ‘คลังความรู้’ ในรูปแบบดิจิทัลที่เผยแพร่สู่ประชาชนทั่วไป เพื่อให้เข้าถึงองค์ความรู้ที่ผ่านการกลั่นกรองจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง
คุณมานิจ กล่าวทิ้งท้ายถึงบทบาทในอนาคตของราชบัณฑิตว่า จะยังคงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลและให้คำแนะนำแก่ประชาชนทั่วไป โดยหวังว่าในอนาคตจะมีการเพิ่มอัตราและงบประมาณเพื่อให้สามารถรองรับนักวิจัยและผู้ทรงคุณวุฒิมาช่วยกันพัฒนาองค์ความรู้ของประเทศให้ก้าวทันโลกยิ่งขึ้น

คุณมานิจ สุขสมจิตรร ราชบัณฑิตสาขาวิชานิเทศศาสตร์
ภาพจาก สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
@ ปรับตัว 5 ด้าน สู่ศตวรรษที่ 2
“สิ่งที่เด็กหรือเราสืบค้นจาก AI ต้องตรวจสอบให้ละเอียด เพราะ AI อาจให้ข้อมูลเท็จได้ เช่น การอ้างเลขคำพิพากษาที่ไม่มีอยู่จริง ดังนั้นการตรวจสอบต้องละเอียดถี่ถ้วน” — มุมมองจากราชบัณฑิตต่อความท้าทายของเทคโนโลยี
ราชบัณฑิตยสภาได้วางแนวทางการดำเนินงานในรูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง โดยสามารถสรุปความเปลี่ยนแปลงสำคัญได้ใน 5 ด้าน ดังนี้
1. จาก ‘ผู้กำกับภาษา’ สู่ ‘คลังปัญญาแห่งชาติ’ (National Knowledge Repository)
ขยายอาณาเขตแห่งการเรียนรู้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องอักขระหรือศัพท์บัญญัติ แต่ขยายความเชี่ยวชาญสู่สาขามนุษยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การแพทย์ และสังคมศาสตร์อย่างเต็มตัว เพื่อเป็นศูนย์กลางอ้างอิงข้อมูลที่แม่นยำที่สุดของประเทศ
2. จาก ‘งานวิชาการภายใน’ สู่ ‘ข้อเสนอแนะนโยบาย’ (Policy White Papers)
สวมบทบาท 'ที่ปรึกษาทางปัญญาของรัฐบาล' เปลี่ยนจากงานวิจัยบนหิ้งสู่การเป็น Think Tank โดยจัดทำเอกสารข้อเสนอทางกลยุทธ์เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตชาติ อาทิ การรับมือสังคมสูงวัย (Aging Society) และการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
3. จาก ‘วิชาการเชิงตำรา’ สู่ ‘การสื่อสารสาธารณะ’ (Public Engagement)
เชื่อมโยงปราชญ์สู่ประชาชน เปลี่ยนผ่านจากการเผยแพร่ความรู้ในวงแคบ สู่การเป็นสถาบันสาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และการพัฒนาข้อมูลในรูปแบบ AI-Ready Data เพื่อให้คนไทยเข้าถึงความรู้ที่ถูกต้องและผ่านการกรองมาแล้วอย่างรวดเร็ว
4. จาก ‘สาขาเดี่ยว’ สู่ ‘สหวิทยาการ’ (Interdisciplinary Integration)
ทะลายกำแพงความรู้แบบแยกส่วน ลบภาพการทำงานแบบแยกสำนัก สู่การผสมผสานศาสตร์สมัยใหม่ เช่น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาทำงานร่วมกับอักษรศาสตร์ เพื่อสร้างนวัตกรรมทางความรู้ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่
5. จาก ‘บทบาทเชิงอนุรักษ์’ สู่ ‘บทบาทนำอนาคต’ (Future-Oriented Leadership)
ผู้นำทางความคิดที่มองการณ์ไกล ยกระดับเป็นสถาบันที่ไม่ได้เพียงแค่รักษาอดีต แต่ต้องมองไปข้างหน้า ช่วยสังคมวิเคราะห์แนวโน้มและเตรียมความพร้อมสำหรับความท้าทายในอีก 10 ปีข้างหน้า เพื่อให้คนไทยก้าวไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงอย่างมั่นคง
การก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่สองของราชบัณฑิตยสภาภายใต้การนำของเหล่า ‘ราชบัณฑิต’ จึงไม่ใช่เพียงการรักษาของเก่า แต่เป็นการนำความเชี่ยวชาญระดับปรมาจารย์มาปรับใช้ในบริบทใหม่ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีรากฐานทางปัญญาที่แข็งแกร่ง ไม่สั่นคลอนไปตามกระแสข้อมูลที่บิดเบือน และยังคงเป็นแสงประทีปทางวิชาการที่ชี้นำสังคมไทยสืบต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา