
4 ปีหลังหมอกระต่าย รถยังไม่หยุดให้ข้าม 92-94% วิเคราะห์ช่องโหว่กฎหมายจราจร โทษปรับ 4,000 บาท โครงสร้างเมือง และ Safe System — สิทธิคนเดินเท้าไทยมีอยู่จริงไหม?
“ทางม้าลาย” ถือเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของระบบคมนาคมในเมืองสมัยใหม่ โดยมีหน้าที่สำคัญในการคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของคนเดินเท้า อย่างไรก็ตาม ในบริบทของประเทศไทย แม้กฎหมายจะกำหนดให้ผู้ขับขี่ต้องหยุดรถเพื่อให้คนข้ามทางม้าลาย แต่ในทางปฏิบัติ คนเดินเท้าจำนวนมากยังคงรู้สึกไม่มั่นใจในการใช้พื้นที่ดังกล่าว
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ความปลอดภัยบนทางม้าลายในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของระบบคมนาคม การออกแบบเมือง การบังคับใช้กฎหมาย และวัฒนธรรมการใช้ถนนร่วมกัน
รายงานนี้มุ่งวิเคราะห์ปัญหาความปลอดภัยบนทางม้าลายในประเทศไทย ผ่านมุมมองด้านพฤติกรรมผู้ใช้ถนน มาตรการภาครัฐ และแนวคิดการออกแบบเมืองปลอดภัย เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า “สิทธิในการข้ามถนน” ของคนเดินเท้ายังไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงอย่างสมบูรณ์ในสังคมไทย
จุดเปลี่ยนสังคมไทย 4 ปีหลังกรณี “หมอกระต่าย” กับมาตรการจราจรยังไม่ตอบโจทย์
กรณีการเสียชีวิตของ พญ.วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล หรือ “หมอกระต่าย” เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สังคมไทยกลับมาตระหนักถึงปัญหาความปลอดภัยของคนเดินเท้าอีกครั้ง
หลังเหตุการณ์ดังกล่าว หน่วยงานภาครัฐหลายแห่งได้ดำเนินมาตรการเพื่อยกระดับความปลอดภัยบริเวณทางม้าลาย เช่น
- การทาสีพื้นทางม้าลายเป็นสีแดง
- การติดตั้งปุ่มกดสัญญาณไฟ
- การเพิ่ม Countdown Timer
- การติดตั้งสัญญาณเสียงสำหรับผู้พิการทางสายตา
- การรณรงค์ “หยุดรถให้คนข้าม”
มาตรการเหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามของรัฐในการสร้างการรับรู้ด้านความปลอดภัยทางถนน
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ มาตรการดังกล่าวสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ใช้ถนน และสร้าง “ความรู้สึกปลอดภัย” ให้กับคนเดินเท้าได้จริงหรือไม่

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิไทยโรดส์ ซึ่งสำรวจพฤติกรรมผู้ขับขี่บริเวณทางม้าลาย 24 จุดทั่วกรุงเทพมหานคร พบว่า อัตราการหยุดรถให้คนข้ามทางม้าลายยังอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง
- ปี 2564 รถหยุดให้คนข้ามเฉลี่ย 10%
- ปี 2565 เพิ่มเป็น 11%
- ปี 2566 อยู่ที่ 12%
- ปี 2567 ลดลงเหลือเพียง 6–8%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า รถมากกว่า 90% ยังคงขับผ่านทางม้าลายโดยไม่หยุด แม้จะมีการเพิ่มมาตรการด้านกายภาพและการรณรงค์ทางสังคมแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ ประชาชนจำนวนมากยังสะท้อนประสบการณ์ตรงว่า แม้สัญญาณไฟจะแสดงให้ข้ามได้ แต่ผู้ใช้ถนนยังคงต้องระมัดระวังและตรวจสอบรถที่กำลังวิ่งเข้ามาหลายครั้งก่อนตัดสินใจข้าม
ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ในทางปฏิบัติ คนเดินเท้ายังไม่สามารถเชื่อมั่นต่อ “สิทธิบนทางม้าลาย” ได้อย่างแท้จริง
ทีมข่าวพูดคุยกับประชาชน Gen Y ที่ใช้ทางม้าลายในชีวิตประจำวัน หลายคนสะท้อนความรู้สึกตรงกันว่า แม้รู้ว่ารถ “ควรหยุด” แต่ไม่เคยมั่นใจว่ารถจะหยุดจริง
“ต่อให้ไฟเขียวขึ้น เราก็ยังต้องมองซ้ำอยู่ดี” — นักศึกษามหาวิทยาลัย อายุ 22 ปี
“ทุกวันนี้ข้ามถนนเหมือนลุ้นเอา” — พนักงานบริษัท อายุ 27 ปี
หลายคนยอมรับว่า เวลาข้ามถนน สิ่งที่พึ่งพาได้มากที่สุดไม่ใช่สัญญาณไฟหรือกฎหมาย แต่คือ “สติของตัวเอง” บางคนเลือกเดินข้ามพร้อมกลุ่มใหญ่ เพราะเชื่อว่ารถจะมองเห็นได้ชัดกว่า บางคนเลือกวิ่ง หรือยอมเดินอ้อมไปใช้สะพานลอยแทน
ปัญหาสำคัญอาจไม่ใช่แค่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นซ้ำ แต่คือการที่สังคมเริ่มมองความเสี่ยงบนทางม้าลายเป็นเรื่องปกติ
ทางม้าลาย = กับดักมรณะ : ผู้ขับขี่อ้างสารพัด เมินจับปรับ กฎหมายไร้อำนาจ
“กฎหมายจราจรใหม่” หลังการแก้ไขอัตราค่าปรับจราจรตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฉบับที่ 13 พ.ศ.2565 ผู้ขับขี่ที่ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท จากเดิมที่ปรับไม่เกิน 1,000 บาท และถูกตัดคะแนนใบขับขี่ทันที 1 คะแนน จากระบบคะแนนความประพฤติในการขับรถ
อย่างไรก็ตาม แม้บทลงโทษจะรุนแรงขึ้น แต่พฤติกรรมบนถนนกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนนัก สิ่งนี้สะท้อนประเด็นสำคัญในทางสังคมศาสตร์ว่า
“การมีกฎหมาย” กับ “การทำให้คนเชื่อว่ากฎหมายเอาจริง” อาจเป็นคนละเรื่องกัน

พ.ต.อ.จามร ทองพรรณ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันเทคโนโลยี AI สามารถช่วยตรวจจับผู้กระทำผิดได้มากขึ้น แต่ ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ “การจับไม่ได้” หากอยู่ที่ “การบังคับใช้กฎหมายหลังการจับกุม” ผู้กระทำผิดจำนวนมากยังเพิกเฉยต่อใบสั่ง บางรายไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หรือปล่อยคดีจนหมดอายุความ ส่งผลให้บทลงโทษไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อกฎหมายไม่สามารถสร้าง “ความยำเกรง” ต่อการกระทำผิดได้มากเพียงพอ ผู้ใช้ถนนจำนวนหนึ่งจึงยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการหยุดรถให้คนเดินเท้า
สาเหตุของอุบัติเหตุหลายกรณีเกิดจาก
- การมองไม่เห็นคนข้าม
- ระยะเบรกไม่พอ
- จุดอับสายตา
- รถจักรยานยนต์ขี่แทรกในเลนด้านใน
รองผู้บังคับการตำรวจจราจร กล่าวว่า อุบัติเหตุจำนวนไม่น้อยเกิดจากกรณีที่รถยนต์หยุดให้คนข้ามแล้ว แต่รถจักรยานยนต์ยังขี่แทรกผ่านด้วยความเร็ว “คนข้ามไม่เห็นมอเตอร์ไซค์ มอเตอร์ไซค์ก็ไม่เห็นคนข้าม”
จากการศึกษาดูงานระบบการจัดการจราจรในหลายประเทศ พบว่าระบบเหล่านั้นมีรูปแบบที่น่าสนใจ โดยหลายประเทศได้พัฒนาการเชื่อมโยงระบบเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ อาทิ การจัดทำฐานข้อมูลกลางและเชื่อมโยงการเก็บค่าปรับโดยตรงกับทะเบียนรถ ภาษีรถยนต์ หรือสิทธิการใช้รถ ซึ่งส่งผลให้ผู้ขับขี่ไม่กล้าฝ่าฝืนกฎหมาย
ต่างจากประเทศไทย แม้จะมีกล้องตรวจจับ หลักฐานภาพ และใบสั่ง แต่กระบวนการบังคับใช้กฎหมายยังมีช่องโหว่อยู่จำนวนมาก
อีกทั้งส่วนของการแลกเปลี่ยนในเชิงระบบการทำงานของผู้ควบคุมทางกฎหมาย เจ้าหน้าที่ต่างประเทศจำนวนมากรู้สึกประหลาดใจกับระบบใบสั่งของไทย ที่ผู้กระทำผิดเพิกเฉย ไม่ปฏิบัติตาม ไม่ชำระเงินค่าปรับ ตามกฎหมาย
“ต่างประเทศเขางงกันว่า ออกใบสั่งแล้วไม่จ่ายก็ได้เหรอ” รอง ผู้บังคับการจราจร (บก.จร.) กล่าว
แม้กฎหมายกำหนดให้คนเดินเท้ามีสิทธิ์บนทางม้าลาย แต่ยังจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังสูง ในสภาพการจราจรปัจจุบัน “ความไม่ประมาท” ยังเป็นสิ่งจำเป็น และ แม้กฎหมายจราจรของไทยจะกำหนดบทลงโทษต่อผู้ที่ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย แต่ประสิทธิภาพในการบังคับใช้ยังคงเป็นประเด็นสำคัญ
ปัญหาเชิงโครงสร้าง : เมืองที่ออกแบบเพื่อรถมากกว่าคน
นอกจากปัจจัยด้านพฤติกรรมและกฎหมายแล้ว นักวิชาการด้านความปลอดภัยทางถนนมองว่า ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือ “การออกแบบโครงสร้างถนน”

รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐพงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย (TARC) อธิบายว่า ถนนแต่ละประเภทควรมีรูปแบบทางข้ามที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านจำนวนเลน ความเร็วรถ ระยะการมองเห็น และพื้นที่พักรอกลางถนน
อย่างไรก็ตาม หลายพื้นที่ในประเทศไทยยังใช้รูปแบบทางม้าลายมาตรฐานเดียวกัน แม้บริบทของถนนจะแตกต่างกันอย่างมาก ในบางพื้นที่ คนเดินเท้าจำเป็นต้องข้ามถนนหลายเลนต่อเนื่องโดยไม่มีเกาะกลางพัก ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่การจราจรหนาแน่น
ประเด็นนี้สะท้อนว่า ปัญหาทางม้าลายในไทยไม่ได้เกิดจาก “พฤติกรรมผู้ใช้ถนน” เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเมืองที่ให้ความสำคัญกับ “ความคล่องตัวของรถ” มากกว่าความปลอดภัยของคนเดินเท้า
พื้นทางม้าลายสีแดงช่วยเพิ่มการมองเห็น และทำให้ผู้ขับขี่ชะลอรถมากขึ้นในบางกรณี แต่หากใช้วัสดุไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่มีระบบกันลื่นรองรับ พื้นผิวดังกล่าวอาจกลายเป็นจุดเสี่ยง โดยเฉพาะช่วงฝนตก “มันไม่ใช่แค่การทาสี แต่ต้องมีวัสดุกันลื่นร่วมด้วย” บางครั้งประเทศไทยอาจให้น้ำหนักกับ “สิ่งที่มองเห็นง่าย” มากกว่ามาตรการที่ช่วยลดอุบัติเหตุได้จริง เช่น
- ทางข้ามยกสูง
- เกาะกลางพักรอ
- ระบบควบคุมความเร็ว
- การออกแบบถนนให้รถชะลอโดยอัตโนมัติ
ถอดบทเรียน "Safe System" ทางข้ามปลอดภัยลดความสูญเสีย
หลายประเทศได้พัฒนาแนวคิด “Safe System” เพื่อออกแบบระบบคมนาคมที่ยอมรับว่า มนุษย์สามารถเกิดความผิดพลาดได้เสมอ ดังนั้นเป้าหมายสำคัญของระบบจึงไม่ใช่เพียงการลดอุบัติเหตุ แต่รวมถึงการลด “ความรุนแรง” ของอุบัติเหตุเมื่อเกิดขึ้น
ตัวอย่างมาตรการในต่างประเทศ ได้แก่

Puffin Crossing เซนเซอร์ตรวจจับคนข้ามและปรับเวลาไฟเขียวอัตโนมัติ

AI Smart Lighting AI ส่องไฟตอนมีคนข้าม แก้ปัญหาคนขับมองไม่เห็นในเวลากลางคืน
3D Crosswalk ลาย 3 มิติ หลอกสายตา บังคับให้รถชะลอโดยธรรมชาติ
Raised Crosswalk ทางข้ามยกสูงและระบบควบคุมความเร็วในเขตเมือง
แนวทางเหล่านี้สะท้อนว่า เมืองที่ปลอดภัยไม่ได้พึ่งพา “จิตสำนึก” ของผู้ใช้ถนนเพียงอย่างเดียว แต่ใช้การออกแบบระบบเพื่อลดโอกาสการสูญเสียตั้งแต่ต้นทาง
สำหรับทางม้าลายในประเทศไทยสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของระบบคมนาคมเมืองในหลายมิติ ทั้งด้านพฤติกรรมผู้ใช้ถนน ประสิทธิภาพของกฎหมาย และการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน แม้ภาครัฐจะมีความพยายามในการยกระดับมาตรการความปลอดภัย แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์และประสบการณ์ของประชาชนยังแสดงให้เห็นว่า คนเดินเท้าจำนวนมากยังไม่สามารถรู้สึกปลอดภัยในการใช้สิทธิบนทางม้าลายได้อย่างแท้จริง
ท้ายที่สุดแล้ว “ทางม้าลาย” อาจไม่ใช่เพียงเครื่องหมายบนพื้นถนน แต่เป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า เมืองหนึ่งให้คุณค่ากับชีวิตของประชาชนมากเพียงใด หากประชาชนยังต้องอาศัยความระมัดระวังส่วนบุคคลเพื่อเอาชีวิตรอดบนถนน นั่นอาจสะท้อนว่า ระบบคมนาคมดังกล่าวยังไม่สามารถทำให้ “สิทธิในการเดินทางอย่างปลอดภัย” กลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน

ข้อมูลสำคัญ (ล้อมกรอบ)
การขับรถฝ่าฝืนไม่จอดให้คนข้ามทางม้าลายจนเกิดอุบัติเหตุ มีบทลงโทษครอบคลุมทั้งกฎหมายจราจร กฎหมายอาญา และความรับผิดทางแพ่ง ดังนี้
1. ความผิดตามกฎหมายจราจร (พ.ร.บ. จราจรทางบก) ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย : มีโทษปรับไม่เกิน 4,000 บาท (ปรับปรุงใหม่ปี 2565) และถูกตัดคะแนนความประพฤติในการขับขี่ทันที 1 คะแนนการแซงในระยะ 30 เมตรก่อนถึงทางม้าลาย: มีโทษปรับ 400 - 1,000 บาท
2. ความผิดทางอาญา (กรณีชนคนเจ็บหรือเสียชีวิต)หากขับรถชนคนบนทางม้าลาย จะถือเป็นการขับรถโดยประมาท ซึ่งมีโทษตามความร้ายแรงของผลที่เกิดขึ้น ดังนี้
- กรณีบาดเจ็บสาหัส (มาตรา 300): จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- กรณีเสียชีวิต (มาตรา 291): ถือเป็นความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
3. ความรับผิดทางแพ่ง (ค่าเสียหาย)ผู้ขับขี่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายหรือครอบครัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่
- ค่ารักษาพยาบาล: ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
- ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้: กรณีต้องหยุดงานหรือทุพพลภาพ
- ค่าปลงศพและค่าขาดอุปการะ: ในกรณีที่ผู้เสียหายเสียชีวิตค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน: เช่น เสื้อผ้า หรือของมีค่าที่เสียหายจากอุบัติเหตุ
- ข้อควรรู้: การชนคนบนทางม้าลาย ผู้ขับขี่มักถูกสันนิษฐานว่าเป็นฝ่ายผิดเนื่องจากเป็นเขตปลอดภัยสำหรับคนเดินเท้า และหากหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือจะมีโทษทางอาญาเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ที่มาข้อมูล
- สัมภาษณ์ พ.ต.อ.จามร ทองพรรณ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร (รอง ผบก.จร.)
- สัมภาษณ์ รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย (TARC) และผู้เรียบเรียงคู่มือ ศวปถ.
- ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
- มูลนิธิไทยโรดส์
บทความนี้เป็น หนึ่งในชิ้นงานโครงงานกลุ่มที่ 7 ประเด็น ทางม้าลายไทย…ข้ามได้กี่โมง? ของสัมมนาสาธารณะของโครงการพัฒนาหลักสูตรอบรมการประยุกต์ใช้ AI สำหรับสื่อมวลชนเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศสื่อสุขภาวะ
Infographic



Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา