
"...โลกออนไลน์มักกระตุ้นให้เกิด การเปรียบเทียบในแนวนอนหรือการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นในห้วงเวลาเดียวกัน ซึ่งอัลกอริทึมถูกออกแบบมาเพื่อสิ่งนี้ ในขณะที่การเปรียบเทียบในแนวตั้งซึ่งเป็นการเปรียบเทียบตนเองในปัจจุบันกับอดีต มักจะก่อให้เกิดความสุขและเป็นแรงผลักดันได้ดีกว่า หากการเปรียบเทียบเริ่มสร้างความทุกข์ทรมานใจ สามารถรับมือได้ด้วยการสร้าง 'การรู้เท่าทันสื่อ'..."
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยข้อมูลในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 ว่า Gen Z ใช้งานสมาร์ตโฟนสูงถึงร้อยละ 99.1 และใช้อินเทอร์เน็ตร้อยละ 99.0 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าทุกกลุ่มอายุ โดยใช้เวลาเฉลี่ยวันละ 12 ชั่วโมง 8 นาที มากกว่าค่าเฉลี่ยของทุกกลุ่มวัยที่อยู่ที่ 11 ชั่วโมง 25 นาที
ตัวเลขที่ตามมาสะท้อนภาพได้คมชัดยิ่งกว่า ร้อยละ 53 ของ Gen Z ยอมรับว่าได้รับผลกระทบด้านจิตใจจากการใช้โซเชียลมีเดีย ขณะที่ร้อยละ 58 รู้สึกกดดันจากการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น และแม้จะรับรู้ถึงผลกระทบเหล่านี้ ร้อยละ 44 ของกลุ่มเดียวกันก็ยังยอมรับว่าการลดหรือเลิกใช้โซเชียลมีเดียเป็นเรื่อง "ยาก" ขณะที่อีกร้อยละ 18 บอกตรง ๆ ว่า "ยากมาก"
นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของไทย ออสเตรเลียผ่านร่างกฎหมาย Social Media Minimum Age Bill 2024 กำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ไว้ที่ 16 ปี อังกฤษมี The Online Safety Act 2023 ที่บังคับให้แพลตฟอร์มต้องมีมาตรการจัดการเนื้อหาที่เป็นอันตราย จีนจำกัดเวลาใช้อินเทอร์เน็ตของเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีไว้ไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน และเยาวชนอายุ 16-18 ปี ไม่เกิน 2 ชั่วโมง ส่วนรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ มีร่างกฎหมายมุ่งเน้นปกป้องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของเยาวชนบนแพลตฟอร์มออนไลน์
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. ระบุว่า การนำมาตรการเหล่านี้มาปรับใช้ตามบริบทของประเทศอาจช่วยลดผลกระทบจากการใช้โซเชียลมีเดียในเด็ก และเยาวชนได้ แต่ก่อนจะไปถึงเรื่องมาตรการ บทสนทนาที่อยู่ตรงหน้าอาจมีคำถามที่ใหญ่กว่านั้นรออยู่ ว่าเหตุใดคนรุ่นนี้จึงรู้ดีว่าสิ่งที่เห็นในจอไม่ใช่ความจริงทั้งหมด แต่ก็ยังหยุดมองไม่ได้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิงห์ สิงห์ขจร คณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้พยายามทำให้ดราม่าว่าเมื่อสองปีก่อน นักศึกษาที่ถูกส่งตัวกลับจากการฝึกงานกลางคันมีราวสองคนต่อเทอม แต่เทอมล่าสุดตัวเลขนั้นขึ้นไปถึงสิบ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิงห์ สิงห์ขจร
มันไม่ใช่เพียงเรื่องของคุณภาพการศึกษาที่ถูกมองว่าถดถอย หรือนิสัยส่วนตัวของคำที่เราเรียกแบบรวม ๆ ว่า "เด็ก Gen Z" ที่รักความสบาย อย่างที่ผู้ใหญ่ซึ่งอาจเป็นคุณผู้อ่านบทความชิ้นนี้อยู่ก็ได้ ชอบก่นด่ากันอย่างมักง่าย
หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่อาจเป็นความลักลั่นระหว่างโลกของความเป็นจริงที่แสนเชื่อง ช้า กับโลกออนไลน์ที่เร่งเร้าเวลามากเหลือเกิน
คำถามที่ไม่ได้อยากรู้คำตอบ
สังคมไทยมีคำถามชุดหนึ่งที่แทบทุกคนเคยโดนถามในงานเลี้ยง ในวงข้าว หรือแม้แต่ในรถที่กำลังพาลูกไปโรงเรียน "เรียนอะไร" "ทำงานที่ไหน" "เงินเดือนเท่าไหร่" "แต่งงานยัง" "มีลูกกี่คน"
คำถามเหล่านี้ไม่ใช่ความอยากรู้อยากเห็น แต่เป็นพิธีกรรมของการวัดระยะ ซึ่งเป็นการวางตัวเอง และคนอื่นลงบนแกนของความสำเร็จที่สังคมได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าอะไรคือ "ก้าวหน้า" อะไรคือ "ยังล้าหลัง" ใครอยู่เหนือ ใครอยู่ใต้ ในความสัมพันธ์ที่ถ้าไม่ได้เปรียบก็ต้องแพ้เปรียบ
นายแพทย์ปทานนท์ ขวัญสนิท รองผู้อำนวยการสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา อธิบายสิ่งนี้ด้วยภาษาแพทย์ที่มีความชัดเจนว่า ตราบใดที่มนุษย์ยังเป็นสัตว์สังคม การเปรียบเทียบก็จะมีอยู่ โซเชียลมีเดียแค่เปลี่ยนมันให้มาเคาะประตูบ้านเราในทุกเวลา แม้ว่าเราอาจจะต้องการหรือไม่ต้องการก็ตาม

นายแพทย์ปทานนท์ ขวัญสนิท
พื้นที่เสมือนที่มีอำนาจเหนือพื้นที่จริง
ในอดีตมนุษย์เปรียบเทียบตัวเองผ่านสายตาของเพื่อนบ้าน หรือคนในชุมชน ซึ่งอย่างน้อยก็ยังเป็นสายตาที่มองเห็นหน้าค่าตาและกระบวนการการใช้ชีวิตของกันและกัน แต่ในปัจจุบัน โลกโซเชียลมีเดียได้สถาปนาพื้นที่ใหม่ที่บีบให้เราต้องส่องกระจกตลอดเวลา 24 ชั่วโมง
ฐิตติยา จารุไพบูลย์พรรณ หรือแพรว คอนเทนต์ ครีเอเตอร์ในองค์กรรัฐที่ทำงานมาได้ห้าปีแล้ว บอกว่า สิ่งแรกที่เธอทำหลังลืมตาตื่นนอนทุกเช้าไม่ใช่การแปรงฟัน ไม่ใช่การดื่มน้ำ แต่คือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู Instagram ว่าวันนี้เพื่อนทำอะไร เซเลบริตี้ที่ฟอลโลว์ไปออกงานที่ไหน คนที่ติดตามอยู่ซื้อของอะไรใหม่บ้าง

ฐิตติยา จารุไพบูลย์พรรณ (ซ้าย) ไอรดา ยุรชัย (ขวา)
"ส่วนใหญ่คนที่ตามอ่ะ เขาทำงานเป็นแนวฟรีแลนซ์ เป็นสายอินฟลูเอนเซอร์ไปเลย บางทีก็กลับมาคิดเหมือนกันว่า ถ้าเราจะมีชีวิตแบบนี้ เราจะต้องผันตัวเองไปเป็นอินฟลูฯ ไหม" เธอว่า ก่อนจะหยุดคิดสักครู่ "แต่เคยทดลองแล้ว มันไม่ใช่แบบเขาจริง ๆ"
ค่าเฉลี่ยการใช้โซเชียลมีเดียของแพรวอยู่ที่สี่ชั่วโมงครึ่งต่อวัน และนั่นไม่ใช่ตัวเลขที่โดดเด่นเป็นพิเศษ เพราะไอรดา ยุรชัย หรือ ไอซ์ พนักงานบริษัทเอกชนที่เพิ่งจบการศึกษาและทำงานด้านคอนเทนต์ วิดีโอได้ราวสามเดือน บอกตรง ๆ ว่าวันที่ว่างเธออาจอยู่กับ TikTok ได้ถึงแปดชั่วโมง
ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกเรื่องความขี้เกียจ หรือความไม่รับผิดชอบ แต่บอกเรื่องความเป็นไปได้ของโลกที่อัลกอริทึมไม่เคยหยุดพัก และไม่เคยมีเวลาปิดทำการ
โลกที่รอไม่เป็นอีกแล้ว
ที่น่าสนใจก็คือ กระจกบานนี้มิได้สะท้อนความจริง หากแต่สะท้อน "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" ของความสำเร็จที่ถูกคัดสรรมาแล้วอย่างประณีต ความขัดแย้งที่แหลมคมที่สุดคือ คนรุ่นใหม่ตระหนักดีว่าสิ่งที่เห็นนั้นคือภาพตัวแทนที่ไม่จริง แต่กลับไม่อาจเพิกถอนอารมณ์ความรู้สึกด้อยค่าในตัวเองออกจากใจได้ โดยเฉพาะเมื่ออัลกอริทึมทำหน้าที่เป็นผู้คุมกฎที่คอยตอกย้ำว่า "เรายังไม่ดีพอ" ในทุกครั้งที่นิ้วเลื่อนผ่านหน้าจอ
ปัญหา "ความอดทนน้อย" ที่มักถูกตราหน้านั้น หากมองให้ลึกซึ้ง มันคือผลผลิตของสังคมที่เสพติดความเร็วของโลกออนไลน์ ซึ่งทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงภายในไม่กี่นาทีหรือวินาที แต่โลกของการทำงานจริงนั้นเต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า ความล่าช้า
ดร.สิงห์ พูดถึงเรื่องนี้ว่า อาจารย์ทุกคนในมหาวิทยาลัยล้วนเคยโดนนักศึกษาส่งข้อความมาถามย้ำซ้ำ ๆ เมื่อคำถามของนักศึกษาไม่ได้ถูกตอบภายในเวลาสามชั่วโมง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นกับนักศึกษารุ่นก่อน
"เขาโตมากับการตอบสนองอย่างรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย มันทำให้เขามีพฤติกรรมอีกแบบหนึ่ง" ดร.สิงห์กล่าว
เมื่อเด็ก ๆ ที่โตมากับโลกที่การทัชสกรีนบนหน้าจอให้ผลลัพธ์ภายในสามชั่วโมง ต้องมาเจอกับโลกที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนเป็นเดือน หรือเป็นปี พวกเขาจึงเกิดภาวะแปลกแยกกับงานการที่ทำ การเดินออกจากที่ฝึกงานจึงมิใช่ความอ่อนแอ แต่คือการวิ่งกลับไปหาพื้นที่ที่พวกเขายังรู้สึกว่ามีอำนาจของตัวเอง ซึ่งก็คือโลกในหน้าจอนั่นเอง
เส้นแบ่งที่แพทย์บอก
นพ.ปทานนท์อธิบายว่า การเปรียบเทียบในเชิงจิตวิทยาแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ประเภทที่เรียกว่า Upward comparison คือการเทียบตัวเองกับคนที่ดูมีสถานภาพ รูปลักษณ์ หรือไลฟ์สไตล์ที่ดีกว่า ซึ่งในทางทฤษฎีสามารถเป็นได้ทั้งแรงผลักดัน และแรงทำลาย ขึ้นอยู่กับปัจจัยสามอย่าง
ปัจจัยแรกคือตัวบุคคลเอง โดยพื้นฐานทางจิตใจ หรือบาดแผลที่เคยถูกเปรียบเทียบมาตลอดตั้งแต่เด็ก คนที่เคยถูกบอกซ้ำ ๆ ว่าตัวเองด้อยกว่า การเปรียบเทียบเพียงเล็กน้อยก็กระทบสุขภาพจิตได้มาก ปัจจัยที่สองคือสิ่งแวดล้อมใกล้ชิด โดยเฉพาะค่านิยมของครอบครัว และปัจจัยที่สามคือค่านิยมระดับสังคมหรือระดับโลก ที่ตัดสินความสำเร็จจากความร่ำรวยหรือไลฟ์สไตล์ที่หรูหรา
"บางประเทศที่มีตัวชี้วัดเป็นดัชนีความสุขแทนที่จะเป็นรายได้ครัวเรือน คนในประเทศนั้นก็จะไม่ค่อยเปรียบเทียบกันว่าใครมีฐานะดีกว่าใคร" คุณหมอว่า และประโยคนี้ดูไร้เดียงสาในเชิงนโยบาย แต่กลับเป็นประโยคที่ตรงที่สุดในบทสนทนาวันนั้น เพราะมันบอกว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่มนุษย์ แต่อยู่ที่กติกาที่มนุษย์ตั้งขึ้น
ส่วนเส้นแบ่งระหว่างการเปรียบเทียบที่ดีต่อสุขภาพกับการเปรียบเทียบที่ทำลายตัวเองนั้น คุณหมอให้คำตอบที่เรียบง่ายว่า ถ้ามันทำให้เกิดความทุกข์ทรมานใจอย่างมาก จนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน การงาน หรือความสัมพันธ์กับผู้อื่น นั่นแหละคือสัญญาณ ซึ่งเส้นแบ่งไม่ได้อยู่ที่ความถี่ของการเปรียบเทียบ แต่อยู่ที่ว่ามันเข้ามาปกครองชีวิตหรือยัง
ความเหลื่อมล้ำที่ถูกฉาบด้วยคำว่าแรงบันดาลใจ
เรามักปลอบประโลมเด็ก ๆ ด้วยคำแนะนำที่ดูดีว่า "ให้มองคนอื่นเป็นแรงบันดาลใจ" แต่ในสังคมที่ความเหลื่อมล้ำหยั่งรากลึกอย่างไทย คำแนะนำนี้อาจเป็นเพียงการตอกย้ำความเจ็บปวด
ธนวรชัย ยิ่งวิทูร หรือ แบงค์ นักศึกษาชั้นปีที่สาม จากมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เล่าเรื่องงานอดิเรกในวัยเด็กของเขาก็คือการวาดรูป แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เรียนที่โรงเรียนกวดวิชา เพราะครอบครัวมองว่าแพงเกินไป และไม่มีมาตรฐานวิชาการ

ธนวรชัย ยิ่งวิทูร
ขณะที่เพื่อนจากครอบครัวฐานะดีกว่าขอไปแล้วได้รับอนุญาตทันที เขาบอกว่าผ่านมาได้ด้วยการ "ยอมรับ" แต่ความรู้สึกที่ว่าโอกาสของคนไม่เท่ากันตั้งแต่ต้น และมันไม่ได้เกิดจากความขยันหรือความสามารถ แต่เกิดจากตัวแปรที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ ความรู้สึกนั้นไม่มีคลิปใน YouTube บอกวิธีจัดการ
การเปรียบเทียบทางสังคมจึงทำหน้าที่เผยให้เห็นความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้าง โซเชียลมีเดียไม่ได้สร้างความอิจฉาขึ้นมาใหม่ แต่มันทำให้ความเหลื่อมล้ำที่เคยถูกซ่อนไว้ใต้พรม ถูกหยิบขึ้นมาวางตรงหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้มากกว่า
เรื่องของแพรวชัดเจนกว่านั้น เธอเติบโตมากับคำสอนของพ่อแม่ที่บอกว่าต้องเป็นหมอ และเมื่อเรียนไม่ไหว พ่อแม่ก็ยังคาดหวังว่าต้องได้งานมั่นคงในออฟฟิศ ต้องมีรถ มีบ้าน ในลำดับเวลาที่กำหนดไว้แล้ว "เคยเถียงกับพ่อแม่ว่าเศรษฐกิจรุ่นพ่อแม่เติบโตปีละห้าถึงเจ็ดเปอร์เซ็นต์ รุ่นเราสามเปอร์เซ็นต์ยังไม่ถึงเลย" เธอเล่า และพ่อแม่ก็เงียบ แต่ก็ยังคาดหวังในแบบเดิม
ช่องว่างระหว่างความคาดหวังของรุ่นก่อนกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของรุ่นปัจจุบันนั้น ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางสถิติ แต่เป็นแรงกดที่ซ้อนทับกันในชีวิตประจำวัน ทั้งจากครอบครัวข้างใน และจากฟีดโซเชียลมีเดีย
KPI และหมอดูไพ่ทาโรต์
มีเรื่องหนึ่งที่แพรวเล่าและดูเหมือนจะหลุดมาโดยบังเอิญ แต่กลับเป็นจุดที่น่าสนใจที่สุดในบทสนทนา คือเรื่องที่เธอทำงานเป็นนักอ่านไพ่ทาโรต์อยู่ด้วยในฐานะงานเสริม และจากประสบการณ์ของเธอ ปัญหาส่วนใหญ่ที่วัยทำงานนำมาปรึกษาล้วนเป็นเรื่องงานทั้งสิ้น
"บางทีเขาอาจจะไม่ได้อยากได้คำตอบ แต่อยากเล่าให้ฟังว่าเขาเจออะไรบ้าง แล้วเขาจะรับมือหรือจัดการยังไง" เธอว่า "เหมือนเขารู้สึกว่าได้ระบายออกมาแล้ว บางทีเขาอาจจะไม่กล้าพูดกับหัวหน้า หรือคนรอบข้างโดยตรง" ประโยคนี้ไม่ใช่การโฆษณาหมอดู แต่เป็นการบอกเล่าถึงช่องว่างที่ยังอยู่ในระบบสุขภาพจิตของไทย แพรวตั้งคำถามตรง ๆ ว่าทำไมคนถึงไปหาหมอดูมากกว่าจิตแพทย์ และเธอก็ตอบเองด้วยว่า "เพราะราคาถูกกว่า"
จริง ๆ แล้วนี่คือการวิพากษ์นโยบายสาธารณสุขที่แฝงอยู่ในเรื่องเล่าธรรมดาที่สุด เพราะถ้าผู้คนต้องพึ่งไพ่ทาโรต์เพื่อระบายความเครียดจากที่ทำงานแทนจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความงมงายของผู้คน แต่อยู่ที่ระบบที่ทำให้ความช่วยเหลือทางจิตใจเข้าถึงได้ยากเกินไปสำหรับคนธรรมดา
ธัญพร ธำรงวิสิฐ
ธัญพร ธำรงวิสิฐ หรือจอยส์ ผู้บริหารระดับ Growth Marketing Manager ของบริษัทสื่อแห่งหนึ่ง พูดถึงเรื่อง KPI ในฐานะอีกด้านของสมการเดียวกัน เธอบอกว่า องค์กรต้องตั้ง KPI ให้สมเหตุสมผล โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลจริง ไม่ใช่ตั้งตัวเลขที่สูงเกินจริงจนพนักงานทำไม่ได้
แพรวพูดถึงประสบการณ์ตรงของเธอในที่ทำงานว่า การแข่งขันในยุคนี้ไม่เหมือนตอนเรียน
ตอนเรียนอาจจะแค่แข่งเรื่องเกรด แต่วันนี้บริษัทสื่อต้องการให้คนคนหนึ่งทำได้ทุกอย่าง ไล่ตั้งแต่ เขียนข่าว ถ่ายภาพ ตัดต่อ และยังต้องมีตัวเลข KPI ที่วัดผลเป็นตัวเงินเดือน
"ถ้า KPI ไม่ดี เงินเดือนน้อย แปลว่าเงินเก็บก็น้อย แปลว่า ชีวิตที่คิดว่าจะมีก็ยิ่งไกลออกไปเรื่อย ๆ"
สิ่งที่เธอบรรยายคือวงจรของการเปรียบเทียบที่ขยายตัวออกจากโซเชียลมีเดียเข้าสู่โครงสร้างของที่ทำงาน และวงจรนั้นก็กลับมาบนโซเชียลมีเดียอีกครั้ง ในรูปของภาพชีวิตที่ดูดีของคนอื่นที่เธอดูทุกเช้า
เกราะของคนทำสื่อและขีดจำกัด
ไอซ์เล่าในมุมที่ต่างออกไป ในฐานะคนที่เพิ่งทำงานด้านคอนเทนต์ เธอมองโลกโซเชียลด้วยสายตาที่เธอเรียกว่า เกราะ ซึ่งคือความรู้ว่า อะไรอยู่เบื้องหลังภาพแต่ละภาพ
"เราทำงานสื่อมา เราก็รู้ว่าอะไรมันคือเรื่องจริง" เธอว่า "เรามีเกราะป้องกันแล้วไง แต่ถ้าบางคนเขาไม่ได้มีเกราะป้องกัน เขาก็เห็นอะไรเขาก็เชื่อไปหมด"
นี่เป็นการแบ่งโลกที่น่าคิดมาก ระหว่างคนที่รู้เท่าทัน "ภาษา" ของสื่อ และคนที่ไม่รู้
นพ.ปทานนท์เรียกสิ่งนี้ว่า Social media literacy และบอกว่ามันทำงานเหมือนการรู้หนังสือ คนที่อ่านออกเขียนได้ก็รอดชีวิตในสังคมได้ดีกว่า คนที่เข้าใจภาษาของโซเชียลมีเดียก็ปกป้องสุขภาพจิตตัวเองได้ดีกว่าเช่นกัน
แต่ถ้าการรู้เท่าทันสื่อเป็นทักษะที่ต้องอาศัยการฝึก ประสบการณ์ หรือการทำงานในอุตสาหกรรมนั้น แล้วคนที่ไม่มีโอกาสนั้นล่ะ อยู่ในฐานะอะไร และคำว่า สุดท้ายมันอยู่ที่ตัวเขาเอง ที่ไอซ์พูดนั้น ฟังดูยุติธรรมแค่ไหนสำหรับคนที่ไม่เคยมีโอกาสได้เรียนรู้ภาษานั้นมาก่อน
ไอซ์เองก็มีการเปรียบเทียบ แต่เธอบอกว่า สำหรับเธอมันมักเป็นเรื่องของการพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่การด้อยค่า เธอเปรียบเทียบตัวเองกับตัวเองในอดีต มากกว่าเปรียบตัวเองกับคนอื่นในปัจจุบัน
"ตั้งแต่เด็ก ๆ ที่ร้อยเอ็ดดูไม่มีอะไรเลย แต่ตอนโตเริ่มหาเงินได้ เริ่มทำตามในสิ่งที่ฝันเอาไว้ ตรงนี้มันเป็นแรงผลักดัน"
เรื่องของไอซ์บอกอะไรบางอย่างที่น่าสนใจมาก คือการเปรียบเทียบในแนวตั้ง กับตัวเองในช่วงเวลาต่างกัน มักก่อความสุขมากกว่าการเปรียบเทียบในแนวนอน กับคนอื่นในห้วงเวลาเดียวกัน แต่อัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเปรียบเทียบในแนวตั้ง มันออกแบบมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าคนอื่นกำลังทำอะไรอยู่ตอนนี้
จากแรงกดดันสู่การดิ้นรนนิยามใหม่
ท่ามกลางพายุของการเปรียบเทียบ เรายังเห็นความพยายามดิ้นรนเพื่อรักษาความเป็นตัวของตัวเองเอาไว้ และบางครั้งความพยายามนั้นก็ออกมาในรูปที่น่าประทับใจ
แพรวตัดสินใจทำ Social detox ในวันเสาร์-อาทิตย์ โดยไม่แตะโซเชียลมีเดีย แล้วเลือกไปฟิตเนสหรือเข้าคลาสที่ครูไม่อนุญาตให้ใช้โทรศัพท์
"หลังจากทำมา ก็รู้สึกว่าดีขึ้นจริง ๆ เหมือนเราได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น รู้สึกว่าอะไรหลาย ๆ อย่างมันช้าลง เราอาจจะไม่ต้องทำตามกระแสขนาดนั้น"
ไอซ์เลือกที่จะเป็นตัวเอง แม้จะรู้ดีว่า อัลกอริทึมไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรางวัลความเป็นปัจเจก เธอบอกว่า เคยมีช่วงที่ทำคอนเทนต์อย่างจริงจัง แต่ก็ยังสู้คลิปมั่ว ๆ ของคนอื่นที่กลายเป็นไวรัลไม่ได้
"สุดท้ายคนจะรักที่ตัวตนที่คนนั้นเป็นมากกว่า" เธอว่า ซึ่งอาจจะเป็นความเชื่อที่ไม่ผิด แต่ก็เป็นความเชื่อที่ต้องอาศัยความอดทนสูงมากในโลกที่ทุกอย่างถูกวัดด้วยยอดวิว
ขณะที่ กฤตเมธ ทานะมัย หรือเบียร์ บอกว่า เขาเริ่มเรียนรู้ที่จะ "คุมฟีดแทนการถูกฟีดคุม" หรือการเปลี่ยนจากความอิจฉามาเป็นการ "คำนวณเงินออม" เพื่อวางแผนชีวิตของตัวเองอย่างจริงจัง แต่นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ตราบเท่าที่โครงสร้างสังคมไทยรวมถึงสถาบันการศึกษา และองค์กรยังไม่เลิกใช้ไม้บรรทัดอันเดียวมาวัดค่าคนทุกคน
กฤตเมธ ทานะมัย
วนซ้ำทุก 20 ปี
จอยส์พูดถึงการทำงานในองค์กรที่มีหลายรุ่นอย่างน่าสนใจว่า ส่วนตัวเธอชอบองค์กรที่มีทุกเจน เพราะ Gen Z มีพลังแต่ขาดประสบการณ์ Gen X มีประสบการณ์ และรู้ลึกถึงรากฐานองค์กร และ Gen Y เป็นสะพานเชื่อม
"ทุกฝ่ายต้องเปิดใจคุยกัน Gen X ต้องยอมรับความต่าง ส่วน Gen Z ก็ต้องมีสัมมาคารวะเพื่อให้พี่ ๆ ยอมรับ และถ่ายทอดวิชาให้ เพราะประสบการณ์บางอย่างไม่มีในตำรา"
นี่เป็นคำพูดที่ฟังดูดีมาก แต่ก็ตั้งคำถามกับตัวเองได้เหมือนกันว่า เมื่อ "ประสบการณ์" ของรุ่นก่อนถูกสร้างขึ้นมาในระบบที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง แล้วประสบการณ์นั้นยังใช้ได้กับโลกที่ AI กำลังเปลี่ยนสูตรการคำนวณอยู่ทุกวันหรือไม่
นพ.ปทานนท์มองปัญหาระหว่างรุ่นว่า ปัญหาสุขภาพจิตของทุกเจนก็เหมือนกัน คือคนเราก็อยากมีชีวิตที่มีความสุข ถ้าเราทำความเข้าใจว่า ทุกคนต่างปรารถนาสิ่งเดียวกัน มันก็ลดโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้ง คุณหมอเล่าต่อไปว่า ความขัดแย้งระหว่างรุ่นส่วนมากมาจากการที่แต่ละรุ่นถูกปลูกฝังด้วยชุดค่านิยมที่ต่างกัน ไม่ใช่เพราะรุ่นใดรุ่นหนึ่งดีหรือแย่กว่ากัน
ไอซ์พูดในมุมของคนที่เป็น Gen Z ว่ารุ่นพ่อแม่เราถูกเลี้ยงด้วยความกลัว ส่วนเธอถูกเลี้ยงด้วยการเห็นอะไรผ่านโซเชียลมีเดียเยอะ บางทีอาจจะเยอะเกินไปจนรู้สึกว่า อันนี้ไม่ถูกต้อง เราเลยเรียกร้องสิทธิของตัวเองมากขึ้น กล้าพูดความต้องการของตัวเองมากขึ้น และนี่ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือการที่ขอบเขตของสิ่งที่พูดได้เปลี่ยนไปแล้ว
คำถามที่น่าสนใจกว่าว่า Gen Z อ่อนแอหรือเปล่า เราอาจต้องเปลี่ยนคำถามว่า สังคมต่างหากที่พร้อมจะฟังสิ่งที่ Gen Z พูดหรือยัง

เมื่อไหร่ที่ควร “หยุด”
นพ.ปทานนท์ให้สัญญาณเตือนที่ควรสังเกตเอาไว้สี่อย่าง หนึ่งคือเราใช้โซเชียลมีเดียเกินกว่าที่ตั้งใจไว้บ่อย ๆ สองคือแม้ไม่ได้เปิดมือถือ แต่ในหัวยังหมกมุ่นครุ่นคิดถึงเรื่องในโซเชียล สามคือความรู้สึกดีต่อตัวเองลดลงเรื่อย ๆ หลังการใช้งาน และสี่คือวงจรการกินการนอนเริ่มถูกรบกวน "ถ้าเราลืมเอาโทรศัพท์ออกจากบ้านแล้วรู้สึกอึดอัดต้องกลับไปเอาทันที อันนี้อาจจะเป็นสัญญาณเตือนเหมือนกัน" คุณหมอว่า และสิ่งนี้ไม่ได้เป็นการตัดสินผู้ใช้งาน แต่เป็นการบอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโซเชียลมีเดียนั้นอาจจะถึงจุดที่ควรตรวจสอบแล้ว
สำหรับคนที่เริ่มรู้สึกว่าตกอยู่ในวังวนของการเปรียบเทียบ คุณหมอแนะนำ Grounding Technique ที่เรียกว่า 5-4-3-2-1 ซึ่งเป็นการดึงสติกลับมาอยู่กับประสาทสัมผัสของร่างกาย มองหาสิ่งของรอบตัวห้าอย่าง สัมผัสสี่อย่าง ฟังเสียงสามเสียง ดมกลิ่นสองกลิ่น รับรสหนึ่งอย่าง
"เมื่อเราอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานพอ ความคิดที่กระโดดไปกระโดดมาก็จะเข้าที่ขึ้น" และจากนั้นก็ถึงเวลาถามตัวเองว่าโซเชียลมีเดียทำอะไรกับเราบ้างในชั่วโมงที่ผ่านมา เพราะบางครั้งเราต้องหยุดก่อนจึงจะมองเห็น


บทสรุป
บทสรุปของเรื่องนี้จึงมิใช่เพียงการบอกให้เด็กส่องกระจกให้น้อยลง แต่คือการตั้งคำถามกับสังคมไทยว่า เราพร้อมจะสร้างพื้นที่ที่อนุญาตให้คนแต่ละคนเติบโตในจังหวะของตัวเองได้หรือไม่ หรือเราจะยังคงปล่อยให้อัลกอริทึมเป็นผู้กำหนดว่าใครควรค่าแก่การได้รับการยอมรับ และใครควรถูกทิ้งไว้ข้างหลังในโลกที่ฟีดไม่มีวันสิ้นสุด
ท่านคณบดีพูดถึงมหาวิทยาลัยที่พยายามสร้างนิยามความสำเร็จใหม่ว่า ไม่ใช่แค่เกรดหรือบริษัทใหญ่ แต่รวมถึงการก้าวออกมาร่วมกิจกรรม ได้รางวัลชมเชยในการประกวดเล็ก ๆ ก็นับว่าสำเร็จ
แพรวพูดถึงนโยบายรัฐที่ควรทำให้การปรึกษาสุขภาพจิตเข้าถึงได้ในราคาที่จับต้องได้ จอยส์พูดถึงองค์กรที่ต้องตั้ง KPI ให้เป็นธรรมและฟังพนักงานให้มากขึ้น ไอซ์พูดถึงการเป็นตัวเองในโลกที่อัลกอริทึมไม่ได้ออกแบบมาเพื่อคนเป็นตัวเอง และนพ.ปทานนท์ พูดถึงการใช้โซเชียลมีเดียโดยไม่ปล่อยให้โซเชียลมีเดียมาใช้เรา
ทั้งหมดนี้คือชิ้นส่วนของคำตอบที่ยังประกอบกันไม่เสร็จ แต่ที่น่าสนใจที่สุดในบทสนทนาทั้งหมดนั้น ไม่ใช่คำตอบ แต่คือความจริงที่ว่า คนรุ่นนี้รู้ดีว่าสิ่งที่เห็นในโซเชียลมีเดียไม่ใช่ความจริงทั้งหมด พวกเขาเหล่านั้นต่างรู้ว่า มันคือยอดของภูเขาน้ำแข็ง และรู้ว่าใครก็ตามที่ยืนอยู่บนยอดนั้นต้องผ่านกระบวนการที่ไม่มีใครถ่ายทอดสดมาก่อน แต่พวกเขาก็รู้เช่นกันว่า แม้จะรู้ว่ากระจกที่อยู่บนหน้าจอสมาร์ตโฟนบิดเบี้ยว มันก็ยังยากที่จะหยุดมอง
บางทีนั่นต่างหากคือปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่จอสมาร์ตโฟน แต่คือสังคมที่ผลิตเรื่องราวเหล่านี้มาตั้งแต่ก่อนโซเชียลมีเดียจะเกิดขึ้น แล้วก็ไม่เคยถามตัวเองอย่างจริงจังว่า ต้องการจะหยุดผลิตหรือเปล่า
บทความนี้เป็น หนึ่งในชิ้นงานโครงงานกลุ่มที่ กลุ่มที่ 8 การเปรียบเทียบทางสังคมของ Gen Z ของสัมมนาสาธารณะของโครงการพัฒนาหลักสูตรอบรมการประยุกต์ใช้ AI สำหรับสื่อมวลชนเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศสื่อสุขภาวะ
Infographic:

คลิปประกอบ:

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา