
“ช่องว่างในช่วงรอยต่อ” สิทธิเด็กที่รอไม่ได้ สืบค้นช่องว่างการจัดสรรงบประมาณโรงเรียนพระปริยัติธรรม กับหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก
เด็กทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะศึกษาอยู่ในโรงเรียนของรัฐ โรงเรียนเอกชน หรือโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา สิทธิดังกล่าวมิได้หมายถึงเพียงการมีห้องเรียนและครูผู้สอน หากยังรวมถึงการได้รับการดูแลด้านอาหาร ที่พัก และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในระบบการศึกษา หลักการนี้ได้รับการรับรองทั้งในกฎหมายของไทยและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งกำหนดให้ “หลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก” เป็นข้อพิจารณาสำคัญในการดำเนินการทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเด็ก แต่เมื่อโรงเรียนเปิดภาคเรียน ขณะที่เงินอุดหนุนรายบุคคลและค่าภัตตาหารยังอยู่ระหว่างกระบวนการจัดสรร คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า ระบบบริหารงบประมาณในปัจจุบันสามารถคุ้มครองสิทธิของเด็กได้อย่างต่อเนื่องเพียงพอแล้วหรือไม่
คำถามนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสืบสวนครั้งนี้
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ตรวจสอบข้อมูลจากระบบ e-Citizen ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณ และสัมภาษณ์ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้เรียน ผู้แทนหน่วยงานรัฐ และผู้เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองเด็ก เพื่อค้นหาว่า “ช่องว่างของระบบ” เกิดขึ้นในขั้นตอนใด และส่งผลต่อสิทธิทางการศึกษาของผู้เรียนอย่างไร ผู้สื่อข่าวพบข้อเท็จจริงในทิศทางเดียวกัน แม้แต่ละโรงเรียนจะมีขนาดและบริบทแตกต่างกัน แต่ทุกแห่งต้องเริ่มภารกิจพร้อมกันทันทีเมื่อเปิดภาคเรียน ผู้เรียนกลับเข้าสู่ห้องเรียนภัตตาหารต้องจัดทุกวันครูต้องจัดการเรียนการสอนหอพักต้องดูแลผู้เรียน ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเกิดขึ้นทันทีแต่ในช่วงเวลาเดียวกัน เงินอุดหนุนจากภาครัฐยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลและกระบวนการจัดสรร แต่เบื้องหลังความปกตินั้น โรงเรียนหลายแห่งกำลังเผชิญความท้าทายร่วมกัน เมื่อเงินอุดหนุนรายบุคคลและค่าภัตตาหารยังอยู่ระหว่างกระบวนการจัดสรร แม้ภาคเรียนจะเปิดมาแล้วหลายสัปดาห์ ส่งผลให้โรงเรียนต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละวัน เพื่อให้การเรียนการสอนและการดูแลผู้เรียนดำเนินต่อไปโดยไม่สะดุด จากการลงพื้นที่ ตรวจสอบเอกสาร และสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย พบว่า ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้มิใช่การเลือกปฏิบัติต่อ ผู้เรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศกษา หากเป็น “ช่องว่างในช่วงรอยต่อ” ของกระบวนการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งแม้จะดำเนินไปตามหลักเกณฑ์ด้านการเงินการคลัง แต่ในทางปฏิบัติกลับทำให้โรงเรียนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายก่อนที่งบประมาณจะมาถึง
สกู๊ปข่าวชิ้นนี้จึงมุ่งค้นหาคำตอบว่า ระบบการจัดสรรงบประมาณในปัจจุบันสามารถรองรับการดำเนินงานของโรงเรียนในช่วงเปิดภาคเรียนได้เพียงใด และจะพัฒนาอย่างไรให้การตรวจสอบข้อมูลเป็นไปอย่างรอบคอบ ควบคู่กับการคุ้มครองโอกาสทางการศึกษาของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
โรงครัวที่ยังต้องเดินหน้าต่อ
หลายโรงเรียนนำเงินสำรองของวัดมาใช้หมุนเวียน บางแห่งได้รับการสนับสนุนจากผู้มีจิตศรัทธา ขณะที่อีกหลายแห่งอาศัยความร่วมมือจากร้านค้าในชุมชนในการจัดหาวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหาร โดยขอเครดิตชำระเงินในภายหลัง เพื่อให้ผู้เรียนได้รับภัตตาหารอย่างต่อเนื่อง
ครูอรพรรณ รักษ์เดช ครูผู้ปฏิบัติงานในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาปัญญาทีปวิทยานุสรณ์ กล่าวว่า แม้งบประมาณจะยังไม่ถูกจัดสรร โรงเรียนก็ไม่อาจหยุดการจัดการเรียนการสอนหรือการดูแลผู้เรียนได้ เด็กต้องมีอาหารรับประทาน ต้องได้เรียนหนังสือเหมือนเดิม โรงเรียนจึงต้องช่วยกันบริหารจัดการเท่าที่มี บางครั้งต้องอาศัยเงินสำรองของวัด ขอความร่วมมือจากร้านค้า หรือพึ่งพาการสนับสนุนจากชุมชน เพื่อไม่ให้ผู้เรียนได้รับผลกระทบ สิ่งที่โรงเรียนคาดหวังไม่ใช่การยกเว้นขั้นตอนการตรวจสอบ หากแต่อยากเห็นระบบที่สามารถดำเนินการได้รวดเร็วและมีมาตรการรองรับในช่วงเปิดภาคเรียน เพื่อให้โรงเรียนสามารถดูแลผู้เรียนได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องแบกรับภาระเพียงลำพัง
คำบอกเล่าของครูอรพรรณสะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่โรงเรียนพยายามรักษาไว้ไม่ใช่เพียงการดำเนินงานของสถานศึกษา แต่คือความต่อเนื่องของการเรียนรู้และคุณภาพชีวิตของผู้เรียนในช่วงเวลาที่กระบวนการจัดสรรงบประมาณยังไม่แล้วเสร็จ ตลอดการลงพื้นที่ ผู้สื่อข่าวไม่พบโรงเรียนแห่งใดหยุดการเรียนการสอนหรือปล่อยให้ผู้เรียนขาดภัตตาหาร ตรงกันข้าม ทุกแห่งต่างพยายามประคับประคองสถานการณ์ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ เพราะสำหรับโรงเรียนแล้ว การรอคอยของระบบไม่อาจหมายถึงการหยุดชะงักของการศึกษา

ผู้เรียนที่ฝากอนาคตไว้กับการศึกษา
โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา เป็นทางเลือกทางการศึกษาที่สำคัญสำหรับเด็กจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่มาจากครอบครัวยากจน พื้นที่ห่างไกล หรือมีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา สำหรับหลายครอบครัว การบวชเรียนมิได้เป็นเพียงการศึกษาพระธรรม หากยังเป็นโอกาสให้บุตรหลานได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีที่พักอาศัย และได้รับการดูแลด้านภัตตาหารอย่างต่อเนื่อง
สามเณรฟลุ๊ก (นามสมมติ) อายุ 15 ปี บอกกับผู้สื่อข่าวว่า แม้จะทราบข่าวเกี่ยวกับความล่าช้าของงบประมาณ แต่ยังคงตั้งใจเรียน เพราะเชื่อว่าการศึกษาจะเปิดโอกาสให้มีอนาคตที่ดีขึ้น
“ผมอยากเรียนต่อครับ เพราะเชื่อว่าความรู้จะทำให้มีโอกาสในชีวิตมากขึ้น” คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของสามเณร สะท้อนความจริงที่เรียบง่ายแต่สำคัญ เด็กไม่ได้กังวลว่าระบบงบประมาณดำเนินการถึงขั้นตอนไหน หากหวังเพียงว่าพรุ่งนี้จะยังมีห้องเรียน ครู และอาหารเหมือนเช่นทุกวัน
เมื่อรวบรวมข้อมูลจากหลายโรงเรียน ข้อสังเกตที่ตรงกันว่า แม้การเรียนการสอนจะยังดำเนินต่อไปได้ แต่สิ่งที่ประคับประคองระบบการศึกษาในช่วงรอยต่อกลับมิใช่กลไกที่ถูกออกแบบไว้ในระบบงบประมาณ หากเป็นการเสียสละของวัด ครู ชุมชน และผู้มีจิตศรัทธาที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว ข้อค้นพบเบื้องต้นนี้นำไปสู่คำถามสำคัญของการสืบสวนว่า ช่องว่างระหว่างวันเปิดภาคเรียนกับวันจัดสรรงบประมาณเกิดขึ้นได้อย่างไร และสามารถออกแบบระบบให้รักษาทั้งความถูกต้องของการใช้เงินแผ่นดินและหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กไปพร้อมกันได้หรือไม่
คำตอบของคำถามนี้ จึงเริ่มตรวจสอบตั้งแต่ฐานข้อมูลผู้เรียน ขั้นตอนการจัดสรรงบประมาณ และคำชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อค้นหาว่า “ช่องว่างของระบบ” อยู่ตรงจุดใด และมีแนวทางใดที่จะทำให้สิทธิของเด็กได้รับการคุ้มครองอย่างต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น
ช่องว่างของระบบ…เมื่อความถูกต้องต้องเดินคู่กับสิทธิเด็ก
คำถามสำคัญของการสืบสวนครั้งนี้คือ ช่องว่างระหว่างวันเปิดภาคเรียนกับวันที่โรงเรียนได้รับการจัดสรรเพื่อค้นหาคำตอบ ผู้สื่อข่าวตรวจสอบกระบวนการจัดสรรเงินอุดหนุนของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา ตั้งแต่การบันทึกข้อมูลผู้เรียน การตรวจสอบฐานข้อมูล การรับรองข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนถึงขั้นตอนการอนุมัติและจัดสรรงบประมาณ จากการตรวจสอบพบว่า ระบบการจัดสรรงบประมาณอาศัยข้อมูลจากระบบ e-Citizen เป็นฐานสำคัญในการคำนวณและจัดสรรเงินอุดหนุนรายบุคคล โดยข้อมูลผู้เรียนต้องผ่านการตรวจสอบให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง และไม่ซ้ำซ้อน ก่อนเข้าสู่กระบวนการอนุมัติงบประมาณตามหลักเกณฑ์ด้านการเงินการคลัง
ในมุมของการบริหารราชการ ขั้นตอนดังกล่าวมีความจำเป็น เพราะเป็นกลไกที่ช่วยให้การใช้จ่ายเงินแผ่นดินเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบย้อนหลังได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงของโรงเรียน ผู้สื่อข่าวพบว่า “กรอบเวลาของระบบ” และ “กรอบเวลาของการจัดการศึกษา” ไม่ได้เริ่มต้นพร้อมกัน โรงเรียนเริ่มภารกิจทันทีเมื่อเปิดภาคเรียน ขณะที่การจัดสรรงบประมาณต้องรอให้กระบวนการตรวจสอบข้อมูลแล้วเสร็จช่วงเวลาระหว่างสองเหตุการณ์นี้เอง คือช่องว่างที่สถานศึกษาต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้วยตนเองจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารและครูในหลายพื้นที่ ผู้สื่อข่าวพบว่า แม้แต่ละโรงเรียนจะมีวิธีบริหารจัดการแตกต่างกัน แต่ต่างเผชิญโจทย์เดียวกัน คือการรักษาความต่อเนื่องของการศึกษาในช่วงที่งบประมาณยังมาไม่ถึงเพื่อให้ข้อเท็จจริงครบทุกด้าน
ได้สอบถามผู้แทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งชี้แจงว่า การจัดสรรงบประมาณจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบการเงินการคลัง และหลักธรรมาภิบาล โดยต้องอาศัยข้อมูลผู้เรียนที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว ความล่าช้าที่เกิดขึ้นมิได้มีเจตนาให้สถานศึกษาได้รับผลกระทบ แต่เป็นผลจากกระบวนการที่ต้องรักษาความถูกต้องของข้อมูลและการใช้เงินของรัฐ
คำชี้แจงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ทั้งสถานศึกษาและหน่วยงานของรัฐต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือการให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ เพียงแต่แต่ละฝ่ายกำลังปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ข้อจำกัดที่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาข้อมูลจากทุกฝ่ายร่วมกัน พบว่า ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้จึงมิใช่การหาว่าใครเป็นผู้รับผิด หากเป็นการตั้งคำถามว่า ระบบปัจจุบันสามารถลดผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงรอยต่อได้มากเพียงใด
อีกประเด็นหนึ่งที่ให้ความสำคัญ คือสถานะของผู้เรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศกษา แม้จะครองสมณเพศ แต่ยังคงเป็นเด็กที่มีสิทธิได้รับการศึกษา การพัฒนา และการคุ้มครองตามกฎหมายเช่นเดียวกับเด็กทุกคนหลัก “ประโยชน์สูงสุดของเด็ก” จึงไม่ได้เป็นเพียงหลักการเชิงนามธรรม หากเป็นหลักที่ควรได้รับการพิจารณาในทุกขั้นตอนของการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้เรียน
ผู้เรียนกับหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก
นายสัจจะ อาวุธ นักพัฒนาสังคมสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ความเห็นว่า แม้ผู้เรียนกลุ่มนี้จะศึกษาอยู่ในโรงเรียนพระปริยัติธรรมและครองสมณเพศ แต่ในทางกฎหมายยังคงได้รับความคุ้มครองในฐานะเด็กเช่นเดียวกับผู้เรียนทุกคน
“หลักสำคัญคือการคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก เด็กทุกคนควรได้รับการศึกษา การพัฒนา และการดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะอยู่ในระบบการศึกษาใด” หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
ที่กำหนดให้รัฐคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ และสนับสนุนให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การเปรียบเทียบสิทธิของผู้เรียนกลุ่มใดกับอีกกลุ่มหนึ่ง หากแต่อยู่ที่การทำให้ระบบบริหารจัดการสามารถรองรับการดำเนินงานของสถานศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ให้ข้อจำกัดของกระบวนการส่งผลกระทบต่อโอกาสทางการศึกษาของผู้เรียน

จากข้อเท็จจริงทั้งหมด พบข้อค้นพบสำคัญ 3 ประการ
ประการแรก ความล่าช้าของการจัดสรรงบประมาณมีรากฐานจากกระบวนการตรวจสอบข้อมูลตามกฎหมาย มิใช่การดำเนินการของบุคคลหรือหน่วยงานใดเพียงฝ่ายเดียว
ประการที่สอง ในช่วงรอยต่อระหว่างการเปิดภาคเรียนกับการได้รับงบประมาณ โรงเรียนต้องรับภาระค่าใช้จ่ายจริงเพื่อให้การเรียนการสอนดำเนินต่อไปได้ โดยอาศัยทรัพยากรของวัด ชุมชน และผู้มีจิตศรัทธา
ประการที่สาม ระบบยังมีช่องว่างที่ควรได้รับการพัฒนา เพื่อให้การรักษาความถูกต้องของการใช้เงินแผ่นดินสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากข้อค้นพบดังกล่าว เห็นว่ามีประเด็นที่ควรได้รับการศึกษาร่วมกัน ทั้งการพิจารณากลไกรองรับค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดภาคเรียน การพัฒนาฐานข้อมูลให้เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน และการประเมินแนวทางจัดสรรงบประมาณที่ยังคงรักษาหลักธรรมาภิบาล แต่ลดผลกระทบต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียน
สกู๊ปข่าวชิ้นนี้อาจเริ่มต้นจากคำถามเรื่องงบประมาณ แต่ข้อค้นพบกลับนำไปสู่คำถามที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การออกแบบระบบของรัฐจะทำอย่างไรให้ “ความถูกต้อง” และ “หลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก” เดินไปในทิศทางเดียวกัน เพราะในขณะที่ระบบอาจต้องใช้เวลา เด็กยังคงเติบโตทุกวัน การเรียนรู้ยังคงดำเนินต่อทุกวัน และโอกาสทางการศึกษาที่ผ่านพ้นไปแล้ว ย่อมไม่อาจย้อนกลับมาได้ สิทธิของเด็กจึงไม่ควรเป็นสิ่งที่ต้องรอ หากควรเป็นหลักคิดที่อยู่ร่วมกับทุกขั้นตอนของการบริหารจัดการภาครัฐ เพื่อให้การศึกษาเดินหน้าควบคู่กับธรรมาภิบาล และเพื่อให้ผู้ที่รออยู่ปลายทางของระบบ ไม่ใช่เพียงตัวเลขในฐานข้อมูล แต่คือเด็กและเยาวชนที่กำลังฝากอนาคตไว้กับการศึกษา
เมื่อสิทธิเด็กต้องเดินไปพร้อมกับธรรมาภิบาล
การตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดินเป็นหน้าที่ของรัฐที่ไม่อาจละเลย เช่นเดียวกับการคุ้มครองสิทธิของเด็กก็เป็นพันธกิจที่ไม่อาจเลื่อนออกไปได้เช่นกันตลอดการสืบสวนครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวไม่พบข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ว่าหน่วยงานของรัฐละเลยต่อหน้าที่ หรือสถานศึกษาฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ของทางราชการ หากแต่พบว่า ทั้งสองฝ่ายต่างกำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนเองภายใต้ข้อจำกัดของระบบเดียวกันทหน่วยงานของรัฐต้องตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนอนุมัติงบประมาณขณะที่โรงเรียนต้องดูแลผู้เรียนตั้งแต่วันแรกของการเปิดภาคเรียนเมื่อสองภารกิจเดินอยู่บนกรอบเวลาที่แตกต่างกัน ภาระของช่วงรอยต่อจึงตกอยู่กับโรงเรียน วัด ชุมชน และผู้มีจิตศรัทธา ที่ร่วมกันประคับประคองการศึกษาให้เดินหน้าต่อไป
ข้อเท็จจริงดังกล่าวอาจสะท้อนว่า สิ่งที่ควรได้รับการทบทวนมิใช่หลักการของการตรวจสอบงบประมาณ หากเป็นการออกแบบกลไกบริหารจัดการให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของการจัดการศึกษา ซึ่งไม่สามารถหยุดรอได้แม้เพียงวันเดียวในวันที่ประเทศให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพการศึกษา การคุ้มครองเด็ก และการบริหารราชการที่โปร่งใส การทำให้ทั้งสามเรื่องเดินไปพร้อมกันจึงอาจเป็นโจทย์สำคัญยิ่งกว่าการเลือกว่าเรื่องใดควรได้รับความสำคัญก่อนเพราะในท้ายที่สุดแล้ว งบประมาณอาจเป็นเพียงเครื่องมือของการบริหาร แต่เด็กคือเป้าหมายของการพัฒนาทุกวันที่ระบบใช้เวลาตรวจสอบ คือทุกวันที่โรงเรียนยังคงต้องจัดการเรียนการสอน ครูยังคงทำหน้าที่ ผู้เรียนยังคงเข้าห้องเรียน และภัตตาหารยังคงต้องจัดเตรียมเหมือนเดิม
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ระบบควรตรวจสอบหรือไม่
แต่คือ ระบบจะตรวจสอบอย่างไร โดยไม่ทำให้สิทธิขั้นพื้นฐานของ เด็กต้องอยู่ในภาวะรอคอยหาก การศึกษาคือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ การออกแบบระบบที่ทำให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง ย่อมเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนสูงที่สุดเช่นกันและหากหลัก “ประโยชน์สูงสุดของเด็ก” เป็นหลักการที่ทุกภาคส่วนยอมรับร่วมกัน การพัฒนาระบบจัดสรรงบประมาณให้ลดผลกระทบในช่วงรอยต่อ จึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาทางการคลัง แต่คือการยืนยันว่า สิทธิของเด็กทุกคนยังคงเป็นหัวใจของนโยบายสาธารณะนั่นอาจเป็นคำตอบของคำถามที่การสืบสวนครั้งนี้เริ่มต้นไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องว่าเมื่อระบบรอความถูกต้อง สิทธิของเด็กควรรอด้วยหรือไม่และบางที คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การเร่งให้ระบบทำงานเร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การออกแบบระบบให้ “ความถูกต้อง” และ “สิทธิของเด็ก” สามารถเดินไปถึงปลายทางเดียวกันได้พร้อมกัน.
ท้ายที่สุดแล้ว หากหลัก “ประโยชน์สูงสุดของเด็ก” เป็นหัวใจของการจัดการศึกษาตามกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ การพัฒนาระบบในอนาคตอาจไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ความถูกต้อง” กับ “ความรวดเร็ว” หากคือการสร้างกลไกที่ทำให้ทั้งสองสิ่งดำเนินไปด้วยกัน โดยไม่ปล่อยให้ผู้เรียนเป็นผู้รับผลกระทบจากช่องว่างของกระบวนการบริหาร เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่รออยู่ปลายทางของการจัดสรรงบประมาณ ไม่ใช่เพียงตัวเลขในระบบฐานข้อมูล หากคือเด็กและเยาวชนที่กำลังฝากอนาคตไว้กับการศึกษา และสิทธิในการได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่องของพวกเขา ไม่ควรต้องหยุดรอให้ระบบเดินทางมาถึง

ผลงานโดย : สิทธิเณศ เห้งทับ
ผลงานข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของ "โครงการพัฒนาผู้ผลิตสื่อต้นแบบเพื่อการรายงานข่าวสิทธิเด็กอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์" ภายใต้ โครงการพัฒนาวิชาชีพสื่อมวลชนด้านทักษะขาดแคลนบริหารจัดการหลักสูตรโดย สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา