
พัทลุง–สงขลา ปัญหาการกลั่นแกล้งหรือ “บูลลี่” ในสถานศึกษายังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะ การกลั่นแกล้งทางวาจาที่อาจเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันของนักเรียน ทั้งการล้อเลียนรูปร่างหน้าตา การพูดถึงสภาพร่างกาย รวมถึงการพาดพิงถึงครอบครัว ซึ่งแม้บางครั้งผู้พูดอาจมองว่าเป็นเพียงเรื่องสนุก แต่สำหรับผู้ถูกกระทำอาจกลายเป็นความอับอายและสร้างปมในใจได้
จากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของนักเรียนและครูในสถานศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดพัทลุง เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 พบกรณีตัวอย่างของนักเรียนที่เคยถูกเพื่อนล้อเลียนเรื่องรูปร่างและลักษณะทางกายภาพ โดยนักเรียนหญิงรายหนึ่งนามสมมุติ “มะปราง” เล่าว่า เคยถูกเพื่อนล้อเลียนเรื่องฟันและมีเพื่อนหลายคนร่วมโห่ ทำให้รู้สึกอับอาย ขณะที่นักเรียนชายรายหนึ่งนามสมมุติ “มานะ” เปิดเผยว่า เคยถูกเพื่อนล้อเรื่องรูปร่างผอม เปรียบเทียบในลักษณะที่ทำให้รู้สึกเป็นปมด้อยและไม่กล้าอยู่ต่อหน้าเพื่อน
ด้าน นายวิโรจน์ แก้วชูเชิด อาจารย์ประจำศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบลบางกล่ำ จ.สงขลา กล่าวว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว ครูจะพูดคุยและชี้แจงให้นักเรียนเข้าใจว่าแต่ละคนมีรูปร่างและลักษณะทางกายภาพแตกต่างกัน ไม่ควรนำความแตกต่างของผู้อื่นมาเป็นเรื่องล้อเลียน พร้อมเปิดโอกาสให้ทั้งผู้ถูกกระทำ ผู้กระทำ และเพื่อนที่อยู่ในเหตุการณ์ได้พูดคุยทำความเข้าใจร่วมกัน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน
เมื่อถามถึงแนวคิดการจัด “Safe Zone” หรือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียน เพื่อให้สามารถเข้ามาพูดคุยและขอคำปรึกษาเมื่อประสบปัญหา ครูมองว่าเป็นแนวทางที่ดี เพราะจะช่วยให้นักเรียนมีพื้นที่ในการระบายความรู้สึกและหาทางออกก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย
จากการลงพื้นที่สถานศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดพัทลุง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียนและครูผู้สอน พบว่า นักเรียนหลายคนสะท้อนปัญหาการบูลลี่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่ประเด็นที่พบร่วมกันยังคงเป็นการล้อเลียนรูปร่างและสรีระของเพื่อน รวมถึงการล้อเลียนฐานะความเป็นอยู่และครอบครัว
นักเรียนบางส่วนยอมรับว่า การบูลลี่เกิดจากความสนุก ความสะใจ หรือทำไปโดยไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของผู้ถูกกระทำ ขณะเดียวกัน นักเรียนหลายคนเห็นว่าหากเพื่อนถูกกลั่นแกล้ง ควรช่วยกันห้ามและให้กำลังใจ เพราะทุกคนเป็นเพื่อนและอยู่ในโรงเรียนเดียวกัน พร้อมยืนยันว่าจะไม่ล้อเลียนหรือบูลลี่เพื่อนอีก
นอกจากนี้ ปัญหาการกลั่นแกล้งทางวาจายังคงเป็นปัญหาที่ครูและผู้ปกครองให้ความกังวล โดยเฉพาะการพูดพาดพิงถึงครอบครัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อจิตใจของนักเรียนผู้ถูกกระทำอย่างมาก
สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา หากเกิดกรณีพิพาทขึ้นในสถานศึกษา จำเป็นต้องให้ฝ่ายการศึกษาและสถานศึกษาดำเนินการพูดคุยและแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นก่อน หากเป็นกรณีที่ไม่สามารถยุติข้อพิพาทได้ หน่วยงานด้านการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. สามารถเข้ามามีบทบาทเป็นศูนย์กลางในการให้คำปรึกษา ให้ข้อมูล และช่วยประสานกระบวนการไกล่เกลี่ย เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมและสามารถหาทางออกร่วมกันได้
ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ยังไม่สามารถระบุตัวเลขสถิติการบูลลี่ในสถานศึกษาได้อย่างชัดเจน เนื่องจากปัญหาบางส่วนอาจไม่ได้ถูกรายงานหรือเข้าสู่กระบวนการร้องเรียนอย่างเป็นทางการ
บทสรุป
การกลั่นแกล้งทางวาจาหรือ “บูลลี่” อาจไม่ใช่เพียงเรื่องล้อเล่นของเด็ก แต่เป็นปัญหาที่สามารถส่งผลต่อความรู้สึก ความมั่นใจ และการใช้ชีวิตในโรงเรียนของผู้ถูกกระทำ การเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กได้พูด ได้รับฟัง และกล้าขอความช่วยเหลือ จึงเป็นอีกแนวทางสำคัญในการป้องกันปัญหา ขณะเดียวกัน ครู ผู้ปกครอง เพื่อนนักเรียน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันสร้างความเข้าใจว่า “ความแตกต่างไม่ใช่เรื่องให้ล้อเลียน” และการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดไม่ใช่เพียงการหาคนผิด แต่คือการทำให้ผู้ถูกกระทำได้รับการดูแล ผู้กระทำได้เรียนรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และเพื่อนที่อยู่รอบข้างรู้จักยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เพื่อให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ที่เด็กทุกคนรู้สึกปลอดภัยและได้รับการเคารพซึ่งกันและกัน

ผลงานโดย : ธีรเทพ สังข์ทอง
ผลงานข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของ "โครงการพัฒนาผู้ผลิตสื่อต้นแบบเพื่อการรายงานข่าวสิทธิเด็กอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์" ภายใต้ โครงการพัฒนาวิชาชีพสื่อมวลชนด้านทักษะขาดแคลนบริหารจัดการหลักสูตรโดย สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา