
การกดปุ่ม "โพสต์" เพียงครั้งเดียว อาจทำให้ภาพหรือคลิปของเด็กและ เยาวชนเดินทางไปสู่สายตาผู้คนนับหมื่นนับแสนภายในเวลาไม่กี่วินาที แม้การเผยแพร่จะเกิดจากความรัก ความภาคภูมิใจ หรือความตั้งใจที่จะบอกเล่าเรื่องราวดี ๆ แต่บนโลกดิจิทัลที่ข้อมูลสามารถถูกคัดลอก บันทึก และส่งต่อได้อย่างไร้ขีดจำกัด "ช่วงเวลาหนึ่ง" ในวันนี้ อาจกลายเป็นร่องรอยบนโลกออนไลน์ที่ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต ประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เพียงเรื่องของจริยธรรมในการใช้สื่อ หากแต่เป็น สิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก ที่ได้รับการรับรองใน อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ (Convention on the Rights of the Child : CRC) ซึ่งประเทศไทยให้สัตยาบันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 โดยกำหนดให้ทุกการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับเด็กต้องยึด "ประโยชน์สูงสุดของเด็ก" (Best Interests of the Child) เป็นสำคัญ เด็กทุกคนมีสิทธิในความเป็นส่วนตัว ได้รับการคุ้มครองจากการเปิดเผยข้อมูลที่อาจกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง และพัฒนาการของตนเอง รวมถึงมีสิทธิแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนตามวัยและวุฒิภาวะ
หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ที่กำหนดให้การปฏิบัติต่อเด็กต้องคำนึงถึงความปลอดภัย สวัสดิภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสำคัญ ขณะที่ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ได้กำหนดให้การเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและชอบด้วยกฎหมาย เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ในระดับสากล องค์การยูเนสโก (UNESCO) ยังให้ความสำคัญกับการสร้าง การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ (Media and Information Literacy : MIL) โดยมองว่า ในยุคที่ทุกคนสามารถเป็นผู้ผลิตและเผยแพร่สื่อได้ การรู้เท่าทันสื่อไม่ได้หมายถึงเพียงการเข้าถึงหรือสร้างเนื้อหาเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงการใช้สื่ออย่างมีความรับผิดชอบ เคารพสิทธิ ศักดิ์ศรี และความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น โดยเฉพาะเด็กซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง พร้อมย้ำว่า "สิทธิมนุษยชนต้องไม่ถูกลดทอนเพียงเพราะอยู่บนโลกดิจิทัล" เมื่อทุกคนสามารถเป็น "สื่อ" ได้ ความรับผิดชอบในการคุ้มครองสิทธิเด็กจึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย เพราะทุกการเผยแพร่สามารถเป็นได้ทั้งโอกาสในการสร้างพื้นที่ปลอดภัย หรืออาจกลายเป็นบาดแผล ซึ่งในสังคมไทยยังคงพบกรณีการละเมิดสิทธิเด็กผ่านสื่ออย่างต่อเนื่อง ทั้งการเผยแพร่ภาพเด็กผู้เสียหาย การเปิดเผยใบหน้าเด็ก การถ่ายทอดสด การแชร์คลิป ฯลฯ หลายกรณีจะถูกลบออกในเวลาต่อมา แต่ข้อมูลได้ถูกบันทึกและส่งต่อไปอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้เด็กจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับการล้อเลียน การตีตรา การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) และร่องรอยบนโลกดิจิทัล (Digital Footprint) ที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต โอกาสในอนาคต และสุขภาพจิตของพวกเขาไปอีกยาวนาน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า "เด็กควรอยู่บนสื่อหรือไม่" หากแต่คือ "สังคมจะร่วมกันใช้สื่ออย่างไร เพื่อให้สิทธิ ศักดิ์ศรี และอนาคตของเด็กได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง"

ผู้สื่อข่าวจึงชวนครูร่วมสะท้อนมุมมองต่อการสร้าง "เซฟโซนของเด็ก" ในยุคดิจิทัล จากคำสัมภาษณ์ของคุณครูทั้ง 2 ท่าน ที่เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมเด็ก วิฬาร์ศนี ขำเจริญ ครูวิทยฐานะครูชำนาญการ ระดับปฐมศึกษา และ อรวรรณ งามสมบัติ ครูประจำชั้นอนุบาล 3 สะท้อนตรงกันว่า เด็กในปัจจุบันเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้ง่ายกว่าที่เคย และใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากขึ้น โดยเป็นทั้งเครื่องมือเพื่อความบันเทิง และส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในห้องเรียน เริ่มใช้โปรแกรม หรือสื่อออนไลน์ในการนำเสนอผลงาน แทนการใช้กระดาษชาร์ตเหมือนในอดีต แต่ในอีกด้านหนึ่ง โรงเรียนกลับพบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้สื่อออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากเกินไป การติดเกม ปัญหาด้านสมาธิ การจดจ่อที่ลดลง รวมถึงพฤติกรรมและอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งล้วนส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก ครูมองว่า เด็กจำนวนไม่น้อยยังขาดทักษะในการแยกแยะข้อมูลและการใช้สื่ออย่างเหมาะสม จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลและชี้แนะอย่างใกล้ชิด ในประเด็นการเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลของเด็กผ่านสื่อออนไลน์ คุณครูทั้งสองเห็นตรงกันว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ ความปลอดภัยของเด็ก เพราะเมื่อข้อมูลส่วนบุคคลหรือภาพถ่ายถูกเผยแพร่แล้ว อาจถูกส่งต่อ หรือ นำใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม หรือเปิดช่องให้เกิดการคุกคามและการล่วงละเมิดได้โดยที่เด็กไม่รู้ตัว จึงควรมีความระมัดระวังทุกครั้งก่อนเผยแพร่ข้อมูลของเด็กสู่สาธารณะ ด้านการรับมือ โรงเรียนได้บูรณาการการรู้เท่าทันสื่อและการใช้สื่ออย่างปลอดภัยเข้าไปในกระบวนการเรียนการสอน เพื่อให้เด็กเรียนรู้ทั้งประโยชน์และความเสี่ยงของโลกออนไลน์ควบคู่กัน อย่างไรก็ตาม คุณครูทั้งสองย้ำว่า การสร้าง "เซฟโซนของเด็ก" ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากโรงเรียนเพียงฝ่ายเดียว หากต้องเริ่มต้นจาก ครอบครัว ซึ่งเป็นพื้นที่เรียนรู้แห่งแรกของเด็ก ควบคู่กับการปลูกฝังให้เด็กมีวินัยในการใช้สื่อ และการสนับสนุนจากสถานศึกษาและทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างปลอดภัยทั้งในโลกจริงและโลกดิจิทัล

วิฬาร์ศนี ขำเจริญ
ครูวิทยฐานะครูชำนาญการ ระดับปฐมศึกษา

อรวรรณ งามสมบัติ
ครูประจำชั้นอนุบาล 3
หากโรงเรียนคือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ครอบครัวคือพื้นที่แรกที่เด็กเรียนรู้การใช้สื่อ ผู้ปกครองทั้งสามท่าน ได้แก่ วณิชชา ภราดรสุธรรม ผู้ปกครองเด็กชายวัย 3 ปี 3 เดือน, วิลาสินี เนตรนพรัตน์ ผู้ปกครองเด็กหญิงวัย 9 ปี และ รัตติกาล อะโนดาษ ผู้ปกครองเด็กชายวัย 8 ปี ต่างสะท้อนตรงกันว่า การใช้สื่อออนไลน์ของเด็กในปัจจุบันเริ่มตั้งแต่อายุน้อย และมีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทั้งเพื่อความบันเทิง
การเรียนรู้ การสื่อสารกับเพื่อน และการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ สิ่งที่ผู้ปกครองกังวลมากที่สุดไม่ใช่เพียงระยะเวลาที่เด็กใช้หน้าจอ แต่รวมถึง เนื้อหาที่เด็กเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย ทั้งความรุนแรง คำหยาบ พฤติกรรมไม่เหมาะสม ค่านิยมที่บิดเบือน รวมถึงการโฆษณาและการซื้อขายสินค้าที่อาจกระตุ้นให้เด็กเกิดพฤติกรรมบริโภคเกินความจำเป็น ขณะเดียวกัน เด็กจำนวนมากยังขาดวุฒิภาวะในการคิดวิเคราะห์ จึงอาจเลียนแบบพฤติกรรมที่เห็นจากผู้มีชื่อเสียงหรือผู้สร้างสรรค์เนื้อหาโดยไม่รู้ตัว ผู้ปกครองยังแสดงความกังวลต่อการเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลของเด็กบนโลกออนไลน์ โดยหลายคนเคยพบกรณีที่สื่อเผยแพร่ภาพเด็กผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยไม่ได้ปกปิดใบหน้า หรือพบเหตุการณ์ที่เด็กถ่ายคลิปและเผยแพร่ความขัดแย้งกันบนสื่อสังคมออนไลน์ จนนำไปสู่การล้อเลียน การกลั่นแกล้ง (Cyberbullying) และการละเมิดความเป็นส่วนตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเด็กในระยะยาว สำหรับการดูแลบุตรหลาน ผู้ปกครองเห็นตรงกันว่า การห้ามเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ แต่ควรเริ่มจากการอยู่เคียงข้างลูก เปิดโอกาสให้พูดคุย รับฟัง และใช้เหตุผลในการอธิบายถึงข้อดี ข้อเสีย และความเสี่ยงของการใช้สื่อ พร้อมกำหนดเวลาและคัดกรองเนื้อหาให้เหมาะสมกับช่วงวัย รวมทั้งชื่นชมเมื่อเด็กใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ เพื่อปลูกฝังวินัยและความรับผิดชอบในการใช้สื่อตั้งแต่เด็ก ในมุมมองของผู้ปกครอง การสร้าง "เซฟโซนของเด็ก" ไม่ใช่หน้าที่ของครอบครัวเพียงฝ่ายเดียว แต่ผู้ผลิตสื่อ ผู้สร้างสรรค์เนื้อหา และแพลตฟอร์มออนไลน์ ต้องร่วมกันแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการเคารพสิทธิและความเป็นส่วนตัวของเด็ก ไม่เผยแพร่ภาพหรือข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอม คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาวพร้อมมีกรองเนื้อหาตามช่วงวัย และร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัย เพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้ เติบโต และใช้สื่อดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม
แม้การเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลของเด็กบนโลกออนไลน์จะเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจยาวนานกว่าที่หลายคนคิด รวงข้าว ขวัญนาค นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

รวงข้าว ขวัญนาค
นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
รวงข้าว ขวัญนาค นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ อธิบายว่า เด็กแต่ละช่วงวัยได้รับผลกระทบจากการใช้สื่อออนไลน์แตกต่างกัน โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถตัดสินใจหรือเข้าใจสิทธิของตนเองได้อย่างแท้จริง เด็กมักทำตามความคาดหวังของผู้ใหญ่เพราะต้องการความรักและการยอมรับ จึงอาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลโดยไม่สามารถปฏิเสธได้ เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เด็กจะเริ่มตระหนักถึงอัตลักษณ์และให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวมากขึ้น หากผู้ปกครองหรือบุคคลใกล้ชิดเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอม เด็กอาจรู้สึกว่าความไว้วางใจถูกทำลาย เกิดความอับอาย วิตกกังวล สูญเสียความมั่นใจ และนำไปสู่ปัญหาความสัมพันธ์ภายในครอบครัวได้
นักจิตวิทยายังชี้ให้เห็นว่า Cyberbullying เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพจิตของเด็ก เพราะการล้อเลียน การประจาน หรือการแสดงความคิดเห็นเชิงลบบนโลกออนไลน์ สามารถทำลายความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) ส่งผลให้เด็กบางคนไม่อยากไปโรงเรียน แยกตัวออกจากสังคม มีภาวะซึมเศร้า ทำร้ายตนเอง และในบางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้นพยายามฆ่าตัวตาย ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้อาจส่งผลต่อบุคลิกภาพและการใช้ชีวิตในระยะยาว สำหรับสัญญาณเตือนที่ผู้ใหญ่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ เด็กเริ่มเงียบผิดปกติ เก็บตัว หงุดหงิดง่าย ผลการเรียนเปลี่ยนแปลง ต่อต้านคนในครอบครัว หรือมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ใช้สารเสพติด รวมถึงการแสดงออกผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น การโพสต์ข้อความเศร้า การพูดถึงความตาย การสวมเสื้อแขนยาวเพื่อปกปิดบาดแผล หรือพกของมีคมติดตัว ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการทำร้ายตนเองและควรได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน รวงข้าวย้ำว่า การใช้สื่ออย่างมีจริยธรรมต้องตั้งอยู่บนหลัก "ประโยชน์สูงสุดของเด็ก" (Best Interests of the Child) เพราะทุกภาพ ทุกข้อความ และทุกคลิปที่ถูกเผยแพร่ล้วนกลายเป็น Digital Footprint หรือร่องรอยบนโลกดิจิทัลที่อาจติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต ผู้ใหญ่จึงควรเคารพสิทธิของเด็ก ขอความยินยอมก่อนเผยแพร่ข้อมูล ให้เกียรติความเป็นมนุษย์ของเด็ก และตระหนักว่าเด็กทุกคนมีศักดิ์ศรีไม่แตกต่างจากผู้ใหญ่
ผู้ใหญ่ทุกคนคือผู้ปกป้องเด็ก การสร้างเซฟโซนจึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของครอบครัว โรงเรียน สื่อมวลชน ผู้สร้างสรรค์เนื้อหาเพื่อให้เด็กเติบโตได้อย่างปลอดภัยทั้งในโลกจริงและโลกดิจิทัล เด็กมีสิทธิที่จะเติบโต เรียนรู้ และแสดงออกอย่างปลอดภัย การสร้างเซฟโซนของเด็ก จึงเป็นภารกิจร่วมกันของทั้งสังคม เพราะการปกป้องเด็กในวันนี้ คือการสร้างผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในวันข้างหน้า และบางครั้ง การปกป้องที่ดีที่สุด อาจเริ่มต้นจากการหยุดคิดเพียงไม่กี่วินาที ก่อนกดปุ่ม "โพสต์"

ผลงานโดย : สุธาวัลย์ ธรรมสังวาล
ผลงานข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของ "โครงการพัฒนาผู้ผลิตสื่อต้นแบบเพื่อการรายงานข่าวสิทธิเด็กอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์" ภายใต้ โครงการพัฒนาวิชาชีพสื่อมวลชนด้านทักษะขาดแคลนบริหารจัดการหลักสูตรโดย สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา