
ท่ามกลางละอองฝนยามเช้า ใต้ก้อนเมฆเทาเข้มที่อุ้มน้ำพร้อมกระหน่ำลงมาตามฤดูกาลในพื้นที่ตะเข็บชายแดนจังหวัดเชียงราย ในบางมุมเล็กๆ ที่เคยมีเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และรอยยิ้มสดใสของเด็กๆ กับผู้ปกครองดังออกจากศูนย์เรียนรู้ริมทางหรือศูนย์ Drop-in กลับเลือนหายไปนานแล้ว จากการปิดตัวของศูนย์ Drop-in ไปมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ความเงียบที่อึมครึมเข้ามาแทนที่ พร้อมความยอมจำนนของเหล่าครูและคนทำงานหน้าด่านที่รับดูแลเด็กเร่ร่อน พวกเขาต้องอยู่อย่างหวาดระแวง ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้ตัวเองจะต้องกลายเป็นจำเลยในคดีความมั่นคงหรือคดีอาญาร้ายแรงหรือไม่
ขณะเดียวกัน ความเงียบนั้นก็กำลังกลืนกินเด็กชายขอบนับหมื่นคนที่ถูกผลักออกจากระบบการศึกษา ละทิ้งพื้นที่ปลอดภัยเดิม สู่ความเสี่ยงที่จะเลื่อนไหลลงสู่อาณาจักรอาชญากรรมข้ามชาติที่เปิดอ้ารับพวกเขาด้วยเม็ดเงินล่อลวงและตามฝันร้ายที่อาจไม่มีโอกาสตื่น
ตัวเลขจากโครงการ Thailand Zero Dropout (TZD) ในจังหวัดเชียงราย สะท้อนวิกฤตนี้อย่างชัดเจน โดยพบเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาสูงถึง 16,293 คน แม้เจ้าหน้าที่จะพยายามติดตามจนพบตัวแล้ว 14,072 คน แต่ยังคงมีเด็กอีก 2,221 คนที่อันตรธานหายไปอย่างสมบูรณ์ ไร้ร่องรอยและไร้การติดต่อ เมื่อนำไปผนวกกับผลสำรวจเชิงลึกของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่พบเด็กตกหล่นนอกระบบทะเบียนราษฎร์อีก 24,081 คน นั่นหมายความว่าบนแผ่นดินเชียงรายแห่งเดียว มีเด็กที่ยืนยันตัวตนได้ว่าไม่อยู่ในระบบการศึกษาสูงถึง 40,374 คน และหากนับรวมเด็กไร้สถานะกับเด็กเร่ร่อนตามแนวตะเข็บชายแดนที่ย่านความถี่ของรัฐส่องไปไม่ถึง ตัวเลขจริงอาจพุ่งสูงถึงเกือบ 50,000 คน
ด้าน ผอ.โอ๊ต วีระ อยู่รัมย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา ได้สะท้อนภาพความจริงที่น่าตกใจ หากสังคมและรัฐปล่อยให้เด็กเปราะบางเหล่านี้ถูกผลักออกจากระบบการศึกษาไว้ว่า
“หากเราปล่อยเด็กกลุ่มนี้หลุดมือไป สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือเรื่องยาเสพติด ตอนนี้กัญชามันอยู่ใกล้ตัวเด็กมาก เมื่อเขาหลุดจากระบบและเข้าถึงได้ง่าย มันก็จะลามไปสู่ยาเสพติดชนิดอื่น และสุดท้ายเขาก็จะกลายเป็นผู้ขายเสียเอง นอกจากนี้เมื่อเด็กไม่มีที่ไป จะเกิดการรวมกลุ่มตั้งแก๊ง ซึ่งจะนำปัญหาความรุนแรงอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย อย่างที่เราเห็นกรณีเด็กในเชียงใหม่ที่ยกพวกตีกัน หรือแว้นซิ่งป่วนเมือง”
ผอ.โอ๊ต เน้นย้ำถึงทางออกเดียวที่จะช่วยตัดวงจรนี้ได้ คือการดึงเด็กกลับเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยของสถานศึกษา โดยระบุว่า อย่างน้อยที่สุด เราต้องดึงเขามาอยู่ในระบบสถานศึกษาให้ได้จนถึงอายุ 18 ปี เด็กทุกคนในไทยต้องได้อยู่ในสถานศึกษาอย่างน้อยจนจบ ม.3 หรือ ม.6 เมื่อจบออกไป เขาก็จะพร้อมทำงาน การศึกษาขอให้เขาได้เข้าเรียนเถอะครับ มันจะนำไปสู่การพัฒนาตัวตนให้เขามีคุณภาพก่อนออกสู่สังคม เด็กทุกคนเกิดมาแล้วควรได้รับการพัฒนา โรงเรียนควรจะเปิดประตูรับพวกเขาไว้ ไม่ใช่เลือกที่จะไม่รับเลย
ตามหลักการแล้ว รหัส G-Code (Generate Code) ที่กระทรวงมหาดไทยออกให้แก่เด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ ควรทำหน้าที่เป็น "โล่มนุษยธรรม" ในการเปิดทางให้เด็กทุกคนได้รับสิทธิการศึกษาและงบประมาณอุดหนุนรายหัวจากรัฐ ทว่าในทางปฏิบัติ ช่องโหว่ของระบบกลับถูกเครือข่ายทุจริตบิดเบือน นำรหัส G-Code ไปใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากินจนเกิดเป็นคดี "G-เทา" โดยกลุ่มผู้กระทำผิดมุ่งหวังสร้างตัวตนทางกฎหมายปลอมให้แก่บุคคลต่างด้าว เพื่อให้อยู่ในประเทศไทยและทำธุรกรรมต่างๆ ได้อย่างแนบเนียน ทั้งยังใช้บุคคลเหล่านี้เป็นนอมินีในการถือครองทรัพย์สินเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐ และใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการฟอกเงินจากธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการพนันออนไลน์ ซึ่ง พ.ต.อ.ชลทฤษ ชัชวาลย์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ในฐานะหัวหน้าทีมสืบสวนคดีในนี้พื้นที่ ได้ยืนยันว่าขบวนการสวมบัตรดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องจริง และกำลังถูกขยายผลในฐานะเครือข่ายฟอกเงิน
ผลกระทบเชิงโครงสร้างจากคดี G-เทา ได้กลายเป็นฝันร้ายของสถานศึกษาทั่วไป ความหวาดกลัวการถูกตรวจสอบทำให้โรงเรียนหลายแห่งเลือกตัดปัญหาด้วยการปฏิเสธไม่รับเด็กที่ไม่มีเอกสารเข้าเรียนอย่างสิ้นเชิง ขณะที่หลายโรงเรียนแม้ยังเปิดรับ แต่ก็ตั้งเงื่อนไขว่าต้องได้รับการเซ็นรับรองจากผู้นำชุมชน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนันก่อน ซึ่งในความเป็นจริง ผู้นำชุมชนจำนวนมากไม่กล้าเซ็นรับรองให้แก่เด็ก แม้เด็กจะอาศัยอยู่ในชุมชนนั้นจริงก็ตาม เพราะเกรงกลัวความผิดฐานนำพาหรือให้ที่พักพิงคนต่างด้าว
ต่อกรณีนี้ ผอ.โอ๊ต ได้ตั้งคำถามถึงเงื่อนไขข้อจำกัดดังกล่าวว่า “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมโรงเรียนอื่นต้องรอให้ผู้ใหญ่บ้านเซ็นก่อนแล้วถึงจะรับเด็กเข้าเรียน เพราะกฎตรงนี้กำหนดไว้ในกฎหมายใด”
ขณะที่ โรงเรียนไร่ส้มวิทยา ซึ่งยังคงยืนหยัดช่วยเหลือเด็กเปราะบาง ผอ.โอ๊ต ยืนยันว่า โรงเรียนยังคงเปิดรับเด็กเข้าเรียนตามปกติ แม้จะไม่มีหนังสือรับรองจากผู้นำชุมชนก็ตาม โดยครูจะบันทึกประวัติเด็กเข้าระบบ DMC (Data Management Center: ระบบจัดเก็บข้อมูลนักเรียนรายบุคคล) ของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ และนำส่งเอกสารไปยังสำนักทะเบียนอำเภอ เพื่อขออนุมัติออกรหัส G-Code ตามขั้นตอน เพียงแต่ในปัจจุบัน หน่วยงานปกครองอำเภอได้เพิ่มมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น โดยกำหนดให้ครูต้องลงพื้นที่ถ่ายรูปเด็กคู่กับผู้ปกครอง พร้อมเช็กอินปักหมุดพิกัด GPS ที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจน เพื่อใช้เป็นหลักฐานพิสูจน์ยืนยันกับฝ่ายปกครองว่าเด็กคนนี้มีตัวตนอยู่จริง
เมื่อพิจารณาในมุมมองของคนไทยหรือด้านความมั่นคงที่กังวลว่า การรับเด็กไร้สถานะจะกลายเป็นภาระงบประมาณหรือกระตุ้นให้เกิดการทะลักเข้าเมือง เราอาจต้องยอมรับความจริงตรงหน้าว่า เด็กเหล่านี้ไม่ได้ข้ามฝั่งมาเพียงเพื่อแสวงหาสิทธิทางการศึกษา แต่พวกเขาใช้ชีวิตและอาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกับเราอยู่ก่อนแล้ว โดย ผอ.โอ๊ต ได้สะท้อนภาพของเด็กที่รับเข้ามาดูแลซึ่งอาจเคยมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ไว้ว่า หากเราให้การดูแลที่เหมาะสม พวกเขาก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แน่นอนว่าเด็กที่มีอาการก้าวร้าวหรือเก็บตัว ส่วนใหญ่มักมีภูมิหลังมาจากครอบครัวที่ใช้ความรุนแรงหรือเคยถูกทำร้ายมาก่อน แต่ที่ผ่านมาเมื่อโรงเรียนรับเมื่อได้รับการดูแลเอาใจใส่และอบรมสั่งสอนอย่างใกล้ชิด เด็กๆ ก็จะสามารถปรับตัวและใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างปกติสุข
ในยามที่โรงเรียนในระบบปิดกั้นโอกาส ภาระหน้าที่ทั้งหมดจึงต้องตกอยู่กับศูนย์ Drop-in และองค์กรภาคเอกชน (NGO) ซึ่งเปรียบเสมือนตาข่ายรองรับด่านสุดท้าย ทว่าในปัจจุบัน ตาข่ายนี้กำลังถูกทำลายลงด้วย ปรากฏการณ์แช่แข็งทางกฎหมาย จากผลกระทบของคดีความ ดังเช่นกรณีของ ผอ.ปุ๊ หรือนางกัลยา ทองคำ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านกล้วย อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย (อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จังหวัดอ่างทอง) ที่เปิดรับเด็กข้ามแดนจำนวน 126 คนเข้าเรียน โดยเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกอดีต ผอ.โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 เป็นเวลา 3 ปี ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157
สำหรับเหตุผลความผิดที่ศาลชี้ชัดระบุว่า การนำเด็กนักเรียนต่างด้าวที่ยังไม่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยเข้ามาทำประวัติและสร้างหลักฐานเพื่อขอออกรหัส G-Code ในระบบของกระทรวงศึกษาธิการนั้น เป็นการกระทำเพื่อให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจารณารับรองเพื่อนำไป ใช้เบิกจ่ายเงินงบประมาณอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวให้แก่สถานศึกษา เนื่องจากการตีความข้อกฎหมายตามเจตนารมณ์เชิงเคร่งครัดของศาลเห็นว่า มติ ครม. ปี 2548 ให้การคุ้มครองสิทธิเฉพาะเด็กที่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยอยู่ก่อนแล้ว ไม่รวมถึงกลุ่มเด็กที่เพิ่งข้ามแดนเข้ามาใหม่ พฤติการณ์ดังกล่าวจึงถูกวินิจฉัยว่าเป็นการร่วมกันแสวงหาผลประโยชน์จากเงินงบประมาณแผ่นดินที่ไม่ควรได้รับ ซึ่งสร้างความเสียหายต่องบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการและภาครัฐ
อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญที่ช่วยยืนยันถึงเจตนาอันบริสุทธิ์ของคนทำงานด่านหน้าคือ ศาลได้มีคำพิพากษา ยกฟ้อง ในข้อหาตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง โดยชี้ชัดว่าพฤติกรรมของครูปุ๊และคณะในการเดินทางไปรับเด็กทั้ง 126 คนนั้น เป็นการกระทำ โดยเปิดเผย มีการประสานงานขอความอนุเคราะห์จากหน่วยงานความมั่นคง (ทหารทัพเจ้าตาก) และผู้นำชุมชนไว้ล่วงหน้าอย่างโปร่งใส จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ามีเจตนาซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม คำวินิจฉัยนี้จึงเป็นข้อพิสูจน์ถึงความบริสุทธิ์ใจในการดึงเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับขบวนการลักลอบขนคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยในขณะนี้คดีความดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมยื่นอุทธรณ์

นอกจากนี้ ยังรวมถึงกรณีของ "ครูน้ำ" น.ส.นุชนารถ บุญคง จากมูลนิธิบ้านครูน้ำ ที่เจตนาส่งเด็กในความดูแลไปบวชเรียนเพื่อความปลอดภัยและมอบโอกาสทางการศึกษา แต่กลับต้องอยู่ระหว่างการถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาให้ที่พักพิงแก่คนต่างด้าว คดีความเหล่านี้ได้สร้างความหวาดกลัวให้กระจายไปทั่วพื้นที่แนวชายแดน จนบีบบังคับให้ศูนย์ Drop-in หลายแห่งต้องเลือกปิดตัวลง เนื่องจากคนทำงานไม่สามารถนำอิสรภาพของตนเองไปเสี่ยงภัยกับคดีอาญาได้อีกต่อไป
สำหรับ "ครูน้ำ" นุชนารถ บุญคง ได้ทำงานดูแลเด็กชายขอบ เด็กตกสำรวจ และเด็กข้ามแดนริมฝั่งแม่น้ำโขงมานานเกินสองทศวรรษ โอบอุ้ม ช่วยชีวิต และให้การดูแลเด็กเปราะบางมาแล้วกว่า 500 ชีวิต โดยในปัจจุบัน มูลนิธิบ้านครูน้ำยังคงรับภาระดูแลเด็กๆ ในความดูแลอยู่อีกร่วมร้อยคน
ครูน้ำได้เล่าถึงภาพจำในใจ ครั้งไปพบเด็กหญิงตัวเล็กๆ นอนนิ่งซุกในผ้าคลุมตรงมุมอับ ขณะที่ผู้เป็นแม่ซึ่งอยู่ในอาการมึนเมายาเสพติดใช้ก้นบุหรี่จี้ลงบนผิวหนังของลูกจนเด็กส่งเสียงร้องไห้จ้าขึ้นมา ในวินาทีนั้นไม่มีข้อกฎหมายใดอยู่ในหัว มีเพียงสัญชาตญาณความเป็นมนุษย์ที่สั่งให้เธอต้องเจรจาขออุ้มเด็กออกมาจากพื้นที่ทันทีเพื่อส่งแม่ไปรักษา ทว่าในวันนี้ สัญชาตญาณการช่วยชีวิตที่ถูกมองว่าผิดขั้นตอนทางกฎหมาย กลับกลายเป็นกับดักที่ทำให้เธอต้องตกเป็นผู้ต้องหา ซึ่งเธอต้องสู้เพื่อพิสูจน์ความจริงไปพร้อมกับการดูแลเด็กๆ ที่อยู่ในบ้าน เพราะหากหยุดทำบ้านพัก ก็ไม่รู้ว่าจะนำเด็กเหล่านี้ไปไว้ที่ไหน โดยเธอต้องการให้สังคมและรัฐมองว่าพวกเขาคือกลุ่มเปราะบาง
ความจริงหน้างานที่น่ากลัวในห้วงการทำงานยุคแรกๆ ที่ครูน้ำจดจำได้ดี คือบรรยากาศในพื้นที่ชายแดนเขตเมืองลา ซึ่งทำให้เห็นว่าความไร้ตัวตนทางกฎหมายคือตั๋วเดินทางสู่นรก เด็กชาติพันธุ์ที่ไม่มีชื่อในระบบทะเบียนราษฎร์กลายเป็นสินค้าชั้นดีของขบวนการค้ามนุษย์ระดับสากล เพราะเมื่อเด็กเหล่านี้หายไป จะไม่มีใครตามหา และไม่มีรัฐใดออกมาร้องเรียน ข้อมูลภาคสนามพบว่าหัวใจเด็กหนึ่งดวงในตลาดมืดมีมูลค่าสูงถึง 1,000,000 บาท ซึ่งเป็นฝันร้ายสะเทือนขวัญที่เคยเกิดขึ้นในปี 2548 เมื่อเด็กอายุ 4–7 ปี หายตัวไปนับร้อยคน และเป็นภัยคุกคามที่คนในพื้นที่ตะเข็บชายแดนต่างรับรู้กันดี
ขณะเดียวกัน เด็กอีก 2,221 คนที่หายไปจากระบบ TZD ในเชียงราย ก็กำลังไหลผ่านหลุมดำเข้าสู่วงจรธุรกิจสีเทาในเขตเศรษฐกิจพิเศษ สามเหลี่ยมทองคำ หรือพื้นที่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้านอย่างท่าขี้เหล็กและบริเวณใกล้เคียง พวกเขาถูกหลอกล่อด้วยรายได้เพื่อไปทำหน้าที่เป็นคนตอบแชท หรือ "แอดมินกระดาษทิชชู่" ที่ได้ค่าตอบแทนสูง เป็นพนักงานในคาสิโน และปลายทางที่เลวร้ายที่สุดคือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่เด็กจะถูกกักขัง ทรมาน และบังคับให้ร่วมขบวนการหลอกลวงพลเมืองไปหลายประเทศทั่วโลก
ยิ่งไปกว่านั้น บาดแผลจากปัญหายาเสพติดยังเปลี่ยนให้บ้านกลายเป็นสถานที่อันตรายที่สุด ครูน้ำเล่าว่า เด็กที่ถูกส่งมารับการบำบัดฟื้นฟูจิตใจมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ จากเดิมที่เป็นกลุ่มวัยรุ่น ลดลงมาเหลือเพียง 3 – 7 ปี โดยเคสที่สะเทือนใจที่สุดคือเด็กหญิงวัยเพียง 3 ขวบเศษ ที่ต้องเข้ารับการรักษาด้วยอาการอวัยวะเพศบวมและอักเสบอย่างรุนแรงจากการถูกล่วงละเมิดโดยคนในครอบครัวที่ติดยาเสพติดอย่างหนัก การเยียวยาบาดแผลอันลึกซึ้งเหล่านี้ไม่อาจทำได้ด้วยการขุดคุ้ยความทรงจำอันเลวร้าย แต่ต้องใช้ความเมตตาและหลักการบำบัดใจเพื่อสร้างทักษะชีวิต ให้พวกเขามีความแข็งแกร่งพอจะกลับไปเผชิญโลกกว้างได้อีกครั้ง ไม่นับรวมถึงสถิติผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ปรากฏจำนวนหวนกลับมาสูงขึ้นมากอีกครั้งในกลุ่มเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงราย
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้สะท้อนมุมมองเชิงโครงสร้างว่า ปัญหาใหญ่เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐตีความมติ ครม. เรื่อง Education for All อย่างคลาดเคลื่อน โดยยึดติดกับคำว่า "ถิ่นที่อยู่" ทั้งที่ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) รัฐไทยมีหน้าที่ต้องจัดการศึกษาให้แก่เด็กทุกคนที่ "ปรากฏตัวอยู่ในเขตอำนาจรัฐ" โดยไม่เลือกปฏิบัติ
ดังนั้น ข้อเสนอแนะสำคัญคือรัฐต้องแยกมิติความมั่นคงออกจากมิติการศึกษา เรื่องการเข้าเมืองผิดกฎหมายเป็นหน้าที่ของตำรวจและตรวจคนเข้าเมือง แต่เมื่อเด็กมาปรากฏตัวอยู่ข้างโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการต้องมีหน้าที่รับเด็กเข้าเรียนทันที
นอกจากนี้ การเบิกงบอุดหนุนรายหัวให้กับเด็กที่มีตัวตนและมาเรียนจริงไม่ใช่การทุจริต การทุจริตจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเป็นการเบิกงบให้นักเรียนผีที่ไม่มีตัวตนอยู่จริงเท่านั้น พร้อมทั้งต้องจัดตั้งเจ้าภาพหลักระดับชาติ เพื่อบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย และฝ่ายความมั่นคง ในการคุ้มครองคนทำงานหน้าด่านให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยไม่ต้องหวาดหวั่นกับคดีอาญาที่ยังขาดความชัดเจนในเชิงนโยบาย
การโอบอุ้มเด็กชายแดนเข้าสู่ระบบการศึกษา จึงไม่ใช่การแบกรับภาระ หรือการสูญเสียงบประมาณไปเปล่าๆ แต่คือการลงทุนเพื่อความมั่นคงที่แท้จริงของสังคม หากรัฐไทยยังคงปล่อยให้กฎหมายแช่แข็งพื้นที่ปลอดภัย และผลักครูผู้พิทักษ์สิทธิให้กลายเป็นผู้ต้องหา ผลลัพธ์สุดท้ายจะย้อนกลับมาทำลายประเทศในรูปแบบของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติที่เข้มแข็งขึ้น เพราะเมื่อประตูโรงเรียนปิดลง ประตูของขบวนการอาชญากรรมจะเป็นสิ่งแรกที่เปิดอ้ารับเด็กๆ เหล่านี้เสมอ
นี่จึงเป็นโจทย์ท้าทายสังคม บนมุมมองและความจริงที่ว่า การจ่ายเงินอุดหนุนรายหัวไม่กี่พันบาทเพื่อให้เด็กอยู่ในสายตาของรัฐ มีครูช่วยดูแล และมีโอกาสเติบโตไปสร้างประโยชน์ให้สังคม ย่อมคุ้มค่ากว่าการปล่อยให้พวกเขาเป็น 'บุคคลไร้ตัวตน' ที่รัฐควบคุมไม่ได้ ซึ่งสุดท้ายแล้ว สังคมกลับต้องเสียภาษีมหาศาลไปกับค่าวินาศกรรม ค่าปราบปรามยาเสพติด หรือค่าใช้จ่ายและงบประมาณในเรือนจำเมื่อพวกเขาเติบโตไปเป็นอาชญากรหรือไม่
ผลงานโดย : ปิยนันท์ จิตต์แจ้ง
ผลงานข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของ "โครงการพัฒนาผู้ผลิตสื่อต้นแบบเพื่อการรายงานข่าวสิทธิเด็กอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์" ภายใต้ โครงการพัฒนาวิชาชีพสื่อมวลชนด้านทักษะขาดแคลนบริหารจัดการหลักสูตรโดย สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
หมายเหตุ : ภาพประกอบจาก taif.or.th

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา