“….แม้ตามเอกสารดังกล่าวในหน้าที่ 178 จะแสดงรูปโปรไฟล์ระบุชื่อ ธนาวุฒิ แสงอรุณ ซึ่งเป็นชื่อและชื่อสกุลของผู้คัดค้านที่ 1 ก็ตาม แต่ผู้ร้อง (กกต.) มิได้นำพยานเข้าไต่สวน หรืออ้างพยานเอกสารว่าผู้ร้องได้ตรวจสอบยืนยันว่าบัญชีการใช้งานผ่านแอปพลิเคชันไลน์ดังกล่าวเป็นของผู้คัดค้านที่ 1 จริงหรือไม่…”
............................................
เมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลฎีกา เผยแพร่คำพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 3/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 72/2569 ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. (ผู้ร้อง) และ นายธนาวุฒิ แสงอรุณ (ผู้คัดค้านที่ 1) กับนายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์ (ผู้คัดค้านที่ 2) เรื่อง การเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
คดีนี้ ศาลฯพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์ (ผู้คัดค้านที่ 2) เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา ให้ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนของนายธนาวุฒิ แสงอรุณ (ผู้คัดค้านที่ 1) สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดคำพิพากษาของศาลฯในคดีนี้ ดังนี้
@ร้องศาลฯตัดสิทธิสมัครเลือกตั้ง 2‘ผู้รวบรวมเสียง’เลือก สว.
ผู้ร้อง (กกต.) ยื่นคำร้องว่า สืบเนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567 ให้ไว้ ณ วันที่ 24 เมษายน 2567 และผู้ร้องได้มีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 เรื่อง กำหนดวันเลือกและวันรับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา กำหนดวันเลือกระดับอำเภอวันที่ 9 มิถุนายน 2567 วันเลือกระดับจังหวัดวันที่ 16 มิถุนายน 2567 และวันเลือกระดับประเทศวันที่ 26 มิถุนายน 2567
ก่อนประกาศผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ผู้ร้อง (กกต.) ได้รับคำร้องจากนายสมเกียรตินัยวิกุล แต้ฐิติพงศ์ ว่า มีผู้ติดต่อให้เข้าร่วมประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลส อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เพื่อวางแผนเกี่ยวกับการจัดตั้งกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศเพื่อลงคะแนนให้แก่กัน ระหว่างวันที่ 20 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2567
นายภูมิพัฒน์ เหล็กดีพิสุทธิ ผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด จังหวัดอุบลราชธานี เป็นตัวแทนของนายสมเกียรตินัยวิกุล เข้าร่วมประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลส วันที่ 22 มิถุนายน 2567 นายสมเกียรตินัยวิกุล ลงทะเบียนเป็นผู้เข้าพักที่โรงแรมดังกล่าว
ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 (นายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์) ให้นายภูมิพัฒน์ ชักชวนนายสมเกียรตินัยวิกุล ไปรับประทานอาหารที่ร้านนิตยาไก่ย่าง สาขาเมืองทองธานี ผู้คัดค้านที่ 2 เสนอให้เงินแก่ทุกคน คนละ 200,000 บาท และเสนอเงินให้นายสมเกียรตินัยวิกุล 10,000,000 บาท
โดยมีผู้คัดค้านที่ 1 (นายธนาวุฒิ แสงอรุณ) เป็นผู้กำกับดูแลในการให้เงินดังกล่าว ตามภาพถ่ายข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างนายสมเกียรตินัยวิกุลกับผู้คัดค้านที่ 1
ชั้นไต่สวน ผู้คัดค้านที่ 1 (นายธนาวุฒิ แสงอรุณ) ให้ถ้อยคำยอมรับว่า ถูกชักชวนให้ไปจัดหาผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ มาประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลส และประสงค์จะรับเงินส่วนแบ่งจากผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศที่เข้าร่วมประชุมวางแผนการเลือก
ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 (นายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์) ทำหน้าที่เป็นตัวแทนหรือคนกลางชักชวนหรือชักจูงให้ผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศมาที่โรงแรมปทุมธานีเพลส และร้านนิตยาไก่ย่าง สาขาเมืองทองธานี เพื่อสมคบคิดวางแผนหรือจัดเตรียมในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศเพื่อลงคะแนน หรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด
โดยมีการจัด ทำ ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77 (1) หรือเพื่อสมยอมกันในการลงคะแนนเลือกสมาชิกวุฒิสภา
อันมิได้เป็นการลงคะแนนเลือกกันเองตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 11 และมาตรา 33 เป็นการทุจริตการเลือกทำให้การเลือกเป็นไปโดยไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 22 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226
การกระทำดังกล่าวของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นการจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นสมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือถอนการสมัคร หรือกระทำการใดๆ อันไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะเลือกหรือได้รับเลือก หรือเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด
อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งเป็นการทุจริตในการเลือกและทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามมาตรา 62
ผู้ร้องจึงมีคำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 614/2568 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62
ผู้คัดค้านที่ 1 (นายธนาวุฒิ แสงอรุณ) ไม่ยื่นคำคัดค้าน
ผู้คัดค้านที่ 2 (นายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์) ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มิได้เป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ไม่มีส่วนได้เสียจากการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ผู้คัดค้านที่ 2 ไปพบปะและรับประทานอาหาร แต่ไม่ใช่การจัดประชุมหรือวางแผนเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา มิได้จัด ทำ ให้ เสนอให้หรือสัญญาจะให้เงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้มีสิทธิเลือกหรือบุคคลใดเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด
ผู้ร้อง (กกต.) ไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงว่าผู้คัดค้านที่ 2 ให้เงินหรือเกี่ยวข้องกับการให้เงิน ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ใช่ผู้ริเริ่ม ไม่ใช่ผู้สั่งการ ไม่ใช่ผู้ให้ผลประโยชน์ หรือมีบทบาทเป็นตัวกลางหรือผู้จัดการ อันจะเป็นการกระทำความผิดในลักษณะขบวนการหรือเครือข่าย
ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารหรือข้อความการสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ การสนทนาดังกล่าว มิได้มีเนื้อหาแสดงถึงการให้ เสนอให้หรือสัญญาจะให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเลือกสมาชิกวุฒิสภา ขอให้ยกคำร้อง
@ศาลฯมีอำนาจวินิจฉัยคดี แม้‘ผู้คัดค้าน’มิใช่ผู้สมัครรับเลือกเป็น‘สว.’
ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไต่สวนและประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า
เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567
ต่อมาผู้ร้อง (กกต.) มีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 เรื่อง กำหนดวันเลือกและวันรับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา กำหนดวันเลือกระดับอำเภอวันที่ 9 มิถุนายน วันเลือกระดับจังหวัดวันที่ 16 มิถุนายน 2567 และวันเลือกระดับประเทศวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 2 (นายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์) มิได้เป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 นายสมเกียรตินัยวิกุล แต้ฐิติพงศ์ หรือนายสมเกียรติเชยนัยวิกุลนาถโกศัลวัฒน์ แต้ฐิติพงศ์ปัญชะเรติ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ ได้ยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า ผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 มีพิรุธ มีคะแนนซ้ำกันเป็นจำนวนมาก
และก่อนวันเลือกมีบุคคลไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลโทรศัพท์แจ้งให้นายสมเกียรตินัยวิกุลเข้าร่วมประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลส และเสนอให้เงินนายสมเกียรตินัยวิกุลจำนวน 100,000 บาท
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 เวลา 19 นาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 2 (นายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์) นายสมเกียรตินัยวิกุล นายภูมิพัฒน์ นายดิเรก พรศรีมา และนางรัชนี บุตรรัตน์ ไปร่วมรับประทานอาหาร ที่ร้านนิตยาไก่ย่าง สาขาเมืองทองธานี
คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ผู้ร้อง (กกต.) มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านที่ 2 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 22 หรือไม่
ที่ผู้คัดค้านที่ 2 (นายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์) ยื่นคำคัดค้านอ้างว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มิได้เป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา และไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านที่ 2 นั้น
เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า
“เมื่อคณะกรรมการประกาศผลการเลือกตามมาตรา 42 วรรคสอง แล้ว ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น”
บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ระบุเฉพาะผู้สมัครรับเลือก ได้กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ใด ซึ่งหมายถึงบุคคลที่มิได้เป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาเช่นเดียวกับผู้คัดค้านที่ 2 ด้วย
ดังนั้น เมื่อได้ความตามที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 จูงใจให้นายสมเกียรตินัยวิกุลผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ ลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด
ผู้ร้อง (กกต.) ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านที่ 2 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62
@ชี้‘ผู้คัดค้านที่ 2’เป็นผู้หา‘ผู้มีสิทธิ สว.’เลือก‘บุคคล’ที่กำหนด
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า ผู้คัดค้านทั้งสอง (นายธนาวุฒิ แสงอรุณ (ผู้คัดค้านที่ 1) และนายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์ (ผู้คัดค้านที่ 2)) กระทำการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 22 หรือไม่
ศาลฎีกา เห็นสมควรวินิจฉัย สำหรับการกระทำของผู้คัดค้านที่ 2 เสียก่อน ซึ่งทางไต่สวน ได้ความจากคำเบิกความของพยานผู้ร้อง นายสมเกียรตินัยวิกุล นายภูมิพัฒน์ นายดิเรก และนางรัชนี สอดคล้องกันว่า นายสมเกียรตินัยวิกุลเคยพบกับผู้คัดค้านที่ 2 มาก่อน และมีหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้คัดค้านที่ 2
ก่อนวันที่ 24 มิถุนายน 2567 นายสมเกียรตินัยวิกุล ได้รับการติดต่อจากผู้คัดค้านที่ 2 ให้ไปรับประทานอาหารร่วมกันที่ร้านอาหารนิตยาไก่ย่าง สาขาเมืองทองธานี ต่อมาในวันที่ 24 มิถุนายน 2567 นายสมเกียรตินัยวิกุล พร้อมด้วยนายภูมิพัฒน์ ไปพบนายดิเรก ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ และนางรัชนี ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
นายสมเกียรตินัยวิกุล จึงชักชวนให้บุคคลทั้งสองไปร่วมรับประทานอาหารกับผู้คัดค้านที่ 2 ที่ร้านอาหารดังกล่าว เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ เมื่อไปถึงร้านอาหาร พบผู้คัดค้านที่ 2 นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว โดยมีทีมงานของผู้คัดค้านที่ 2 นั่งรออยู่ด้วย นายสมเกียรตินัยวิกุล นายดิเรก และนางรัชนี นั่งตรงข้ามกับผู้คัดค้านที่ 2 ส่วนนายภูมิพัฒน์ นั่งถัดจากผู้คัดค้านที่ 2 ประมาณ 2 คน
ผู้คัดค้านที่ 2 (นายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์) แจ้งให้หาบุคคลที่มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ เพื่อให้ลงคะแนนเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศตามที่กำหนด โดยผู้คัดค้านที่ 2 พูดกับนายสมเกียรตินัยวิกุลและนางรัชนี ว่าจะจ่ายค่าตอบแทนให้
และแจ้งกับนายดิเรกว่า หากอยากได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ให้นายดิเรก หาผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศมา 40 ถึง 50 คน หากหามาได้ผู้คัดค้านที่ 2 จะพูดคุยทำความตกลงกับบุคคลเหล่านั้นให้ลงคะแนนเลือกนายดิเรกกับนายสมเกียรตินัยวิกุล
แล้วผู้คัดค้านที่ 2 พูดต่อไปว่า จะดูแลผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ ตามที่นายดิเรกจัดหามาได้ ซึ่งนายดิเรก เบิกความว่าคำว่า ดูแล ของผู้คัดค้านที่ 2 หมายความว่า จะจัดการค่าใช้จ่ายในการเดินทางและเงินกันถุงบางส่วน
ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 ชักชวนให้นายสมเกียรตินัยวิกุล นายดิเรก และนางรัชนีเข้าพักและร่วมประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลสในวันที่ 25 มิถุนายน 2567 ก่อนวันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ ซึ่งมีนายสมเกียรตินัยวิกุลกับนางรัชนี เข้าพักและร่วมประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลส
โดยนางรัชนีเบิกความว่า หลังจากร่วมรับประทานอาหารกับผู้คัดค้านที่ 2 ที่ร้านอาหารนิตยาไก่ย่างแล้ว นางรัชนีได้เพิ่มผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์ หลังจากนั้น นางรัชนีติดต่อพูดคุยกับผู้คัดค้านที่ 2 เรื่อยมา ตามภาพถ่ายข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ เอกสารหมาย ร.ค.1 หน้าที่ 290 ถึงหน้าที่ 296
นายสมเกียรตินัยวิกุลให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนตามบันทึกถ้อยคำผู้ร้อง เอกสารหมาย ร.ค.1 หน้าที่ 112 ถึงหน้าที่ 114 หน้าที่ 221 ถึงหน้าที่ 224 และหน้าที่ 226 ถึงหน้าที่ 227
ส่วนนายดิเรก นายภูมิพัฒน์ และนางรัชนี ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ตามบันทึกถ้อยคำพยาน เอกสารหมาย ร.ค.1 หน้าที่ 232 ถึงหน้าที่ 235 หน้าที่ 250 ถึงหน้าที่ 252 และหน้าที่ 286 ถึงหน้าที่ 289 ตามลำดับ
ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เบิกความในชั้นไต่สวนว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2567 ก่อนวันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ ได้รับโทรศัพท์จากบุคคลหนึ่ง โดยไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด นัดให้ผู้คัดค้านที่ 2 ไปรับประทานอาหารร่วมกันที่ร้านอาหารนิตยาไก่ย่าง สาขาเมืองทองธานี เมื่อไปถึงพบว่ามีบุคคลหลายคนนั่งรออยู่แล้ว และยกมือเรียกให้ผู้คัดค้านที่ 2 ไปร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน
และให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2567 ตามบันทึกถ้อยคำผู้ถูกร้องที่ 2 เอกสารหมาย ร.ค.1 หน้าที่ 268 ถึงหน้าที่ 271
เห็นว่า นายสมเกียรตินัยวิกุล นายดิเรก และนางรัชนี พยานผู้ร้องเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ได้ร่วมรับประทานอาหารกับผู้คัดค้านที่ 2 โดยพยานทั้งสามนั่งตรงข้ามกับผู้คัดค้านที่ 2 ย่อมได้ยินคำพูดของผู้คัดค้านที่ 2 ชัดเจน
และพยานผู้ร้องทั้งสามปากเบิกความตรงกันว่าผู้คัดค้านที่ 2 แจ้งให้หาผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศเพื่อลงคะแนนให้ผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศตามที่จะตกลงกัน โดยจะมีค่าตอบแทนให้
ซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 ยอมรับว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 ได้ไปรับประทานอาหารร่วมกับนายสมเกียรตินัยวิกุลนายภูมิพัฒน์ นายดิเรก และนางรัชนี ที่ร้านอาหารนิตยาไก่ย่าง สาขาเมืองทองธานี
แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะเบิกความยืนยันว่าเป็นการพบปะพูดคุยตามปกติทั่วไป มิได้เป็นการประชุมลับ มิได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ และไม่ได้เสนอว่าจะให้เงิน 20,000 บาท หรือ 200,000 บาท เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศก็ตาม
แต่นายสมเกียรตินัยวิกุล และนางรัชนีพยานผู้ร้องยืนยันว่า ผู้คัดค้านที่ 2 พูดว่าจะมอบค่าตอบแทนให้แก่บุคคลทั้งสอง แม้นายสมเกียรตินัยวิกุล อาจมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้คัดค้านที่ 2 เนื่องจากไม่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา และเป็นผู้ร้องเรียนต่อผู้ร้อง (กกต.) ตามหนังสือ เรื่อง ร้องคัดค้านการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ เอกสารหมาย ร.ค.1 หน้าที่ 42 ถึงหน้าที่ 48
แต่นางรัชนี มิได้เป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ ไม่มีส่วนได้เสียกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศดังกล่าว นางรัชนีจึงไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้คัดค้านที่ 2 อันจะเป็นเหตุให้เบิกความปรักปรำผู้คัดค้านที่ 2 เชื่อว่านางรัชนีเบิกความตามความจริงที่เกิดขึ้นที่ร้านอาหารดังกล่าว
ทั้งปรากฏตามบันทึกถ้อยคำพยานประกอบเอกสารหมาย ร.ค.1 หน้าที่ 288 บรรทัดที่ 5 ว่า นางรัชนี จำได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ได้เสนอเงิน หรือทรัพย์สินให้แก่นางรัชนี นายดิเรก และนายสมเกียรตินัยวิกุล เพียงแต่จำไม่ได้ว่าจำนวนเท่าใด คำเบิกความของนางรัชนี จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อ
แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะมีนายสุโท สร้างคำ เบิกความว่า ได้ไปร่วมรับประทานอาหารกับผู้คัดค้านที่ 2 นายสมเกียรตินัยวิกุลกับบุคคลอื่นอีก 4 ถึง 5 คน และไม่ได้ยินว่าผู้คัดค้านที่ 2 จะมีการพูดคุยเรื่องที่ผิดกฎหมายหรือฝ่าฝืนกฎหมายแต่อย่างใด เป็นการพูดคุยปกติทั่วไป ไม่ได้ยินว่าผู้คัดค้านที่ 2 เสนอให้ทรัพย์สินหรือให้เงินแก่ผู้ใด
แต่ไม่ปรากฏว่านายสุโท นั่งอยู่ใกล้ชิดกับผู้คัดค้านที่ 2 ที่สามารถได้ยินบทสนทนาของผู้คัดค้านที่ 2 กับนายสมเกียรตินัยวิกุล และนางรัชนีโดยตลอดหรือไม่ จึงไม่อาจยืนยันได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 มิได้แจ้งแก่นายสมเกียรตินัยวิกุล และนางรัชนีเช่นนั้น
นอกจากนี้แล้ว ผู้ร้องยังมีนายธานินทร์ จันทโรบล ผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ กลุ่มที่ 12 เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา พยานได้พบผู้คัดค้านที่ 2 ที่โรงแรมแกรนด์ราชพฤกษ์ ห้อง 302 จังหวัดนนทบุรี
ผู้คัดค้านที่ 2 แจ้งให้พยานจัดหาผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศภายในเวลา 15 นาฬิกา ของวันดังกล่าว เพื่อออกโพยการเลือกในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ โดยพยานและผู้คัดค้านที่ 2 ยอมรับการเป็นเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์ ตามเอกสารหมาย ร.ค.4 หน้าที่ 1527 หน้าที่ 1428 และหน้าที่ 1530 สนทนาผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ของพยาน เลขหมาย XXXXXXXXX
ผู้คัดค้านที่ 2 ส่งโพยการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศให้แก่พยานทางแอปพลิเคชันไลน์ ปรากฏว่าผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ กลุ่มที่ 12 หมายเลข 22 ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่พยานไม่ได้รับเลือก
พยานหลักฐานที่ผู้ร้อง (กกต.) นำมาไต่สวนมีน้ำหนักน่าเชื่อรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 แจ้งให้นายสมเกียรตินัยวิกุล นายภูมิพัฒน์ นายดิเรก นางรัชนี และนายธานินทร์ หาผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ เพื่อให้เลือกบุคคลตามที่กำหนด โดยสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทน
ฟังได้ว่าเป็นการกระทำการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 เห็นควรให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านที่ 2
@ตัดสิทธิสมัครเลือกตั้ง‘หัวคะแนน’ 1 ราย-ส่วนอีกรายรอด
คดีสำหรับผู้คัดค้านที่ 1 (นายธนาวุฒิ แสงอรุณ) ทางไต่สวนผู้ร้อง (กกต.) มีเพียงนายสมเกียรตินัยวิกุล เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 23 ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2567 พยานเข้าพักที่โรงแรมปทุมธานีเพลส ตามคำชักชวนของผู้คัดค้านที่ 2 ในวันดังกล่าวเวลา 20 ถึง 21 นาฬิกา พยานพบผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 1 แจ้งว่าจะมอบค่าใช้จ่ายให้แก่พยาน 100,000 บาท
ซึ่งพยานให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนรวมสามครั้ง ตามบันทึกถ้อยคำผู้ร้อง เอกสารหมาย ร.ค.1 หน้าที่ 112 ถึงหน้าที่ 114 หน้าที่ 221 ถึงหน้าที่ 224 และหน้าที่ 226 ถึงหน้าที่ 227
โดยการให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 พยานได้ให้ถ้อยคำว่า มีบุคคลที่พยานไม่รู้จักชื่อและชื่อสกุล เสนอเงินให้แก่ทุกคนที่ร่วมรับประทานอาหารที่ร้านนิตยาไก่ย่างคนละ 200,000 บาท และเสนอเงินให้พยาน 10,000,000 บาท เนื่องจากพยานมีลูกทีม 80 คน ที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ โดยมีผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเงินทุนสำหรับจ่ายเงิน
และเมื่อผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศมาลงทะเบียนเข้าพักที่โรงแรมปทุมธานีเพลส จะมีบุคคลเรียกให้เข้าไปรับเงินโดยจ่ายเป็นเงินสด คนละ 100,000 บาท โดยบุคคลที่จ่ายเงินดังกล่าว พยานไม่ขอเอ่ยนาม ตามบันทึกถ้อยคำของผู้ร้อง เอกสารหมาย ร.ค.1 หน้าที่ 113 บรรทัดที่ 23 ถึงบรรทัดที่ 26 และบรรทัดที่ 29 ถึงบรรทัดที่ 30 ตามลำดับ
ส่วนที่พยานให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 ตามบันทึกถ้อยคำผู้ร้อง เอกสารหมาย ร.ค.1 หน้าที่ 221 ถึงหน้าที่ 224 ได้ความว่า พยานได้มอบภาพถ่ายข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ส่วนตัวระหว่างพยานกับผู้คัดค้านที่ 1 ให้แก่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน
ซึ่งปรากฏข้อความที่ผู้คัดค้านที่ 1 ส่งให้พยานว่า ตกลงรายงานตัวอยู่ในกลุ่มของเราสำหรับผู้ที่ได้เป็น สว. 1. จัดการให้ 1.5 ล้านระดับแรก 2.จัดรถตู้ให้ 1 คันตลอด 5 ปี ราคา 3 ล้านขึ้นไป 3.จัดเด็กบริการบอดี้การ์ด 2 คนต่อสว. คน 1 พร้อมชุดเครื่องแบบ 4 ชุด ตามภาพถ่ายข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ เอกสารหมาย ร.ศ.1 หน้าที่ 178 ถึงหน้าที่ 183
เห็นว่า แม้ตามเอกสารดังกล่าวในหน้าที่ 178 จะแสดงรูปโปรไฟล์ระบุชื่อ ธนาวุฒิ แสงอรุณ ซึ่งเป็นชื่อและชื่อสกุลของผู้คัดค้านที่ 1 ก็ตาม แต่ผู้ร้อง (กกต.) มิได้นำพยานเข้าไต่สวน หรืออ้างพยานเอกสารว่าผู้ร้องได้ตรวจสอบยืนยันว่าบัญชีการใช้งานผ่านแอปพลิเคชันไลน์ดังกล่าวเป็นของผู้คัดค้านที่ 1 จริงหรือไม่
ทั้งที่เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2567 ผู้คัดค้านที่ 1 ได้เข้าให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะกรรมการดังกล่าว ก็มิได้ซักถามให้ได้ความแน่ชัดว่า บัญชีการใช้งานแอปพลิเคชันไลน์ดังกล่าว เป็นบัญชีการใช้งานของผู้คัดค้านที่ 1 หรือไม่ และภาพถ่ายข้อความสนทนาดังกล่าวเป็นการสนทนาระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับพยานจริงหรือไม่ ตามบันทึกถ้อยคำผู้ถูกร้องที่ 1 เอกสารหมาย ร.ค.1 หน้าที่ 262 ถึงหน้าที่ 266
ดังนั้น การจะรับฟังข้อความตามภาพถ่ายข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ เอกสารหมาย ร.ค.1 หน้าที่ 178 ถึงหน้าที่ 183 ซึ่งเป็นโทษแก่ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่ถนัดนัก
แม้ในชั้นไต่สวนนายสมเกียรตินัยวิกุล พยานผู้ร้องเบิกความยืนยันต่อศาลว่า ผู้คัดค้านที่ 1 แจ้งว่าจะมอบเงินให้ 100,000 บาท ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงนี้ พยานกลับมิได้ให้ถ้อยคำไว้ต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ซึ่งถ้อยคำที่พยานให้ต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ครั้งที่ 1 ระบุว่า บุคคลที่จ่ายเงินดังกล่าว พยานไม่ขอเอ่ยนาม
ส่วนในการให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ครั้งที่ 2 ระบุว่า บุคคลที่เป็นผู้จ่ายเงิน จำนวน 100,000 บาท ให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ มาจากพรรคการเมืองหนึ่ง พรรคสีแดง และหม่อมกิตติ (ชื่อเล่นอู่) ไม่ทราบชื่อสกุล
การให้ถ้อยคำของพยานต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนทั้งสองครั้ง ไม่ปรากฏว่าบุคคลที่จะจ่ายเงินให้แก่พยาน คือ ผู้คัดค้านที่ 1 คำเบิกความของพยานผู้ร้องในชั้นไต่สวน และถ้อยคำที่พยานให้ต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนจึงแตกต่างไม่สอดคล้องกัน ไม่สามารถรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้แจ้งกับพยานว่า จะเป็นผู้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่พยานจริง
พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำเข้าไต่สวนยังไม่พอฟังว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62
พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์ ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา ให้ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนของนายธนาวุฒิ แสงอรุณ ผู้คัดค้านที่ 1

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา