“…ส่วนที่จำเลย (ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ) อ้างเหตุเจ็บป่วยจำเลย ก็ยังมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาตัวตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่นตามที่กล่าวอ้างมา ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย...”
....................................
เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ศาลฎีกา ได้เผยแพร่คำพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม 14/2568 คดีหมายเลขแดงที่ 26/2569 ซึ่งเป็นคดีที่ อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้อง นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ (จำเลย) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สส.เขต 2 จ.อุตรดิตถ์ สังกัดพรรคเพื่อไทย ในคดีเสียบบัตรแทนกัน
โดยคดีนี้ ศาลฯ พิพากษาว่า นายศรัณย์วุฒิ มีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 จำคุก 1 ปี อย่างไรก็ดี คำรับของนายศรัณย์วุฒิในชั้นตรวจพยานหลักฐานเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตาม ป.อ.มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน
เนื่องจากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายศรัณย์วุฒิ ยินยอมให้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของตนเอง ไปอยู่ในความครอบครองของ สส.รายอื่น เพื่อให้ สส.นั้น ใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์กดปุ่มแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนตนเองในลงมติร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศฯ
การกระทำของนายศรัณย์วุฒิ จึงเป็นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นความผิดตามมาตรา 123/1 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 นั้น
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดคำพิพากษาของศาลฯในคดีนี้ มีรายละเอียดดังนี้
@‘อสส.’มีอำนาจฟ้อง-มีข้อยกเว้นให้‘ป.ป.ช.’ไต่สวนฯแม้พ้น 5 ปี
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลย (นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ) ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ (อัยการสูงสุด) ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกเรื่องขึ้นไต่สวนเมื่อพ้นกำหนดเวลาห้าปีนับแต่จำเลยพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือพ้นจากตำแหน่งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 55 และมาตรา 59 หรือไม่
โดยจำเลยอ้างว่า จำเลยพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 ซึ่งเป็นวันที่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพิ่งมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2565 เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2565 มีมติให้แยกเรื่องกล่าวหาใหม่เป็นรายบุคคล
และเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2565 มีมติให้ปรับเปลี่ยนกรรมการไต่สวน ต่อจากนั้นคณะกรรมการไต่สวนมีมติให้แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลย โดยจำเลยรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 30 มิถุนายน 2566 การยกเรื่องขึ้นไต่สวนและการแจ้งข้อกล่าวหา จึงเกินกว่าห้าปีนับแต่วันที่จำเลยพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ชอบด้วยมาตรา 55 และ 59 มีผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
พิเคราะห์แล้ว มาตรา 55 บัญญัติว่า “ห้ามมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับหรือยกเรื่องที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ขึ้นพิจารณา เว้นแต่มีหลักฐานปรากฏชัดแจ้ง และคณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่าเป็นกรณีที่เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง (1) เรื่องที่ล่วงเลยมาแล้วเกินสิบปีนับแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่มีการกล่าวหา
(2) เรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่า มีการดำเนินการต่อผู้ถูกร้องหรือผู้ถูกกล่าวหาตามกฎหมายอื่นเสร็จสิ้นและเป็นไปโดยชอบแล้ว และไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าการดำเนินการนั้น ไม่เที่ยงธรรม
(3) ผู้ถูกร้องหรือผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือพ้นจากตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาไปแล้วเกินห้าปี ในกรณีที่มีการพิจารณาเรื่องภายในกำหนดเวลา แม้จะพ้นกำหนดเวลาห้าปีแล้วก็ให้มีอำนาจดำเนินการต่อไปได้”
และมาตรา 59 วรรคสอง บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 55 การกล่าวหาเจ้าพนักงานของรัฐ ให้กล่าวหาในขณะที่ผู้ถูกร้องเป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐไม่เกินห้าปี แต่ไม่ตัดอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะยกคำกล่าวหาที่ได้มีการกล่าวหาไว้แล้วหรือกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยขึ้นไต่สวนได้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่ผู้ถูกร้องพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวแล้วแต่กรณี”
เห็นว่า มาตรา 55 (1) และ (3) บัญญัติห้ามไว้ตอนต้นมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับหรือยกเรื่องขึ้นพิจารณาหรือไต่สวน สำหรับเรื่องที่ล่วงเลยมาแล้วเกินสิบปีนับแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่มีการกล่าวหา และเรื่องที่ผู้ถูกร้องหรือผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือพ้นจากตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาไปแล้วเกินห้าปี
แต่บัญญัติต่อไปถึงข้อยกเว้นให้รับหรือยกเรื่องขึ้นพิจารณาหรือไต่สวนได้ ในกรณีที่มีหลักฐานปรากฏชัดแจ้ง และคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าเป็นกรณีที่เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง
ดังนั้น แม้จำเลยพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือพ้นจากตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาไปแล้วเกินห้าปี คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ยังมีอำนาจยกเรื่องดังกล่าวของจำเลยขึ้นพิจารณาหรือไต่สวนได้ตามข้อยกเว้นดังกล่าว
และที่มาตรา 59 วรรคสอง บัญญัติในตอนต้นให้มาตรา 59 วรรคสอง อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 55 ย่อมหมายความได้ว่ามาตรา 59 วรรคสอง อยู่ภายใต้ข้อยกเว้นตามมาตรา 55 ที่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจยกขึ้นพิจารณาหรือไต่สวนได้ด้วยเหตุผลเช่นเดียวกับที่วินิจฉัยมาข้างต้น
เมื่อพิจารณาต่อไปถึงเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกขึ้นไต่สวน สืบเนื่องมาจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 3-4/2557 ว่า ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ... นายนริศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่นแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนกัน
การกระทำของนายนริศร ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มีผลทำให้การออกเสียงลงคะแนนของสภาผู้แทนราษฎรในการประชุมพิจารณานั้น เป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ไม่สุจริต ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้แทนปวงชนชาวไทย
เมื่อกระบวนการออกเสียงลงคะแนนในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงถือว่ามติของสภาผู้แทนราษฎรในกระบวนการตราร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นมติที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อันมีผลให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
และมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญตามมาตรา 169 วรรคหนึ่ง และมาตรา 170 วรรคสอง ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นสาระสำคัญ มีผลให้ร่าง พ.ร.บ.นี้ เป็นอันตกไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรคสาม
หลังจากนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงในกรณีที่มีผู้กล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี รวม 35 คน ร่วมกันมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีเหตุอันควรสงสัยว่า นายนริศร ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามกฎหมายอื่น
และในการไต่สวนพบว่าจำเลย (นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ) ไม่อยู่ในที่ประชุม แต่มีการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยกดปุ่มแสดงตนและออกเสียงลงคะแนน อันบ่งชี้ว่าจำเลยอาจฝากหรือยินยอมให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่น ใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยแสดงตน และออกเสียงลงคะแนนแทน ซึ่งมีผลให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ตราขึ้น โดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จนต้องตกไปย่อมต้องด้วย
ข้อยกเว้นที่ว่า กรณีดังกล่าวปรากฏหลักฐานชัดแจ้ง และคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นได้แล้วว่า เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจยกเรื่องนี้ขึ้นไต่สวนได้
แม้ว่าจำเลยพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือพ้นจากตำแหน่งเป็นเวลาเกินกว่าห้าปีแล้ว ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกเรื่องจำเลยขึ้นไต่สวนและแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยจึงเป็นไปโดยชอบ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้
ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่า ที่คณะกรรมการไต่สวนและคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นพ้องต้องกันไม่เรียกนางเสริมศรี และนายบุญฐิน มาไต่สวนตามที่จำเลยร้องขอ มีผลให้การไต่สวนไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 25 และ 46
และระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการไต่สวนข้อเท็จจริง พ.ศ.2561 ข้อ 77 ทำให้โจทก์ (อัยการสูงสุด) ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น
เห็นว่า กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการไต่สวนไม่เรียกนางเสริมศรี และนายบุญฐิน มาไต่สวนตามที่จำเลยร้องขอ โดยให้เหตุผลว่าพยานสองปากนี้ ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยนั้น
เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในการไต่สวนตามข้อ 77 แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการไต่สวนข้อเท็จจริง พ.ศ.2561 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการไต่สวนใช้ดุลพินิจไม่เรียกพยานมาไต่สวนตามที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยร้องขอได้ ในกรณีเห็นว่าพยานนั้นไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย
อันเป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานว่า พยานหลักฐานในสำนวนเพียงพอแล้วหรือจำเป็นต้องไต่สวนพยานสองปากที่จำเลยขอให้เรียกไต่สวนหรือไม่ กรณีที่ไม่เรียกไต่สวนให้ ยังไม่มีผลให้การไต่สวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันจะทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
อย่างไรก็ตาม แม้คณะกรรมการไต่สวนไม่เรียกพยานดังกล่าวให้ แต่ในชั้นไต่สวนของศาล จำเลยนำ นางเสริมศรีและศาลเรียกนายบุญฐิน มาไต่สวน โดยศาลเปิดโอกาสให้จำเลยซักถามพยานสองปากนี้จนพอใจ ซึ่งไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบแล้ว
อีกทั้งแม้ว่าการไต่สวนพยานหลักฐานนั้น จะมีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากขั้นตอน วิธีการ หรือกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลย่อมใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานนั้นได้ เพราะศาลได้ให้โอกาสแก่คู่ความในการโต้แย้งคัดค้านพยานหลักฐานนั้นแล้ว เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตรงตามความจริงที่เกิดขึ้นในคดี
ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง
@‘ศรัณย์วุฒิ’ยินยอมให้‘สส.รายอื่น’ใช้‘บัตรฯ’ลงคะแนนแทน
มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลย (นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ) ฝากบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไว้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่น หรือยินยอมให้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปอยู่ในความครอบครองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่น
เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่นนั้นใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยกดปุ่มแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนจำเลยในการพิจารณาและลงมติร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ....ตามฟ้องหรือไม่
โจทก์ มีนางสาวสายฝน ไกรสมเลิศ ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานบริหารทั่วไป สำนักการประชุม สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และนายพรเทพ เอียดแก้ว คณะกรรมการไต่สวน สำนักงาน ป.ป.ช. เบิกความเป็นพยาน จำเลยมีจำเลยและนางเสริมศรี เหมือนสิงห์ เบิกความเป็นพยาน
ได้ความตามที่นางสาวสายฝน ให้ถ้อยคำในชั้นไต่สวนตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.17 และเบิกความว่าในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นปัญหาในคดีนี้ พยานเป็นผู้บังคับบัญชากลุ่มงานบริหารทั่วไป มีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกในการประชุม
หลังเลิกประชุมเจ้าหน้าที่มีการเดินตรวจตามโต๊ะและเครื่องเสียบบัตรเพื่อดูความเรียบร้อยว่า มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ใดลืมหรือเสียบบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ไว้ที่เครื่องเสียบบัตรหรือไม่
กรณีหากพบว่าหลงลืมหรือเสียบบัตรคาไว้ เจ้าหน้าที่จะไม่เก็บบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ไว้กับตัวเอง แต่จะเก็บรวบรวมมาจัดเรียงตามลำดับไว้ เพื่อง่ายต่อการค้นหาเวลาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาขอรับคืน แต่จะไม่นำมาจองที่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันรุ่งขึ้นแต่อย่างใด
พยาน ไม่เคยอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเก็บบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยหรือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนอื่นไว้ที่ตัวเอง
วันที่ 23 กันยายน 2556 เจ้าหน้าที่กลุ่มงานบริหารทั่วไปรายงานว่า จำเลย (นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ) ไม่ได้ขอใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์สำรองในการประชุมนี้แต่อย่างใด
บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีไว้สำหรับใช้ในการแสดงตนและลงคะแนนในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างกฎหมาย หรือการประชุมอื่นที่ต้องมีการแสดงตนและลงคะแนน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งมีหนึ่งเสียง จะมอบหมายให้ผู้อื่นหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่นลงคะแนนแทนไม่ได้
องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากเห็นว่า บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ เป็นเสมือนสิ่งแทนตนที่จำเลยต้องใช้ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อแสดงตนและลงคะแนนในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จำเลยต้องเก็บรักษาไว้ด้วยตนเอง
แต่กลับปรากฏว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่นนำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลย ไปใช้เพื่อแสดงตนและลงคะแนนแทนในระหว่างที่จำเลยไม่อยู่ในที่ประชุม ซึ่งเมื่อพิจารณาลักษณะของบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ที่มีภาพถ่าย ระบุชื่อ และชื่อสกุลของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเจ้าของบัตรไว้อย่างชัดเจน
ผู้ที่พบเห็นสามารถทราบได้ทันทีว่าเป็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายใด จึงยากที่จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่นนำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปใช้โดยผิดหลง
นอกจากนี้ การใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงคะแนนในแต่ละครั้ง จะกระทำได้ต่อเมื่อประธานในที่ประชุมสั่งให้แสดงตน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเสียบบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ในเครื่อง เจ้าหน้าที่ควบคุมระบบเปิดระบบให้แสดงตน เสร็จแล้วจึงปิดระบบแสดงตน หลังจากนั้นประธานในที่ประชุมสั่งให้ลงคะแนน เจ้าหน้าที่เปิดระบบให้ใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ลงคะแนน
ดังนี้ หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์หลายใบ สำหรับเครื่องเสียบบัตรเดียวกัน จะต้องมีการดึงบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ออกจากเครื่องหลังจากแสดงตนแล้ว จากนั้นจึงต้องเสียบบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกคนหนึ่งเพื่อแสดงตนและลงคะแนนตามขั้นตอนดังกล่าวสลับไปมาระหว่างการแสดงตนและลงคะแนน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องกระทำหลายชั้นตอน
แต่กลับมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่นนำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยมาใช้แสดงตน และลงคะแนนในระหว่างที่จำเลยไม่อยู่ในที่ประชุมหลายครั้งอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน
แสดงว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ต้องรู้ก่อนว่าจำเลยไม่อยู่ในที่ประชุมตั้งแต่เวลาใดจะกลับเข้าที่ประชุมอีกเวลาใด โดยต้องมีหรือได้รับบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไว้ในครอบครองเพื่อแสดงตนและลงคะแนนแทนด้วย ซึ่งหากจำเลยไม่แจ้งข้อมูลหรือไม่ยินยอมมอบบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ให้ไปกระทำการดังกล่าวแล้วก็ไม่อาจสำเร็จได้
ประกอบกับการลงคะแนนแทนในแต่ละมาตราที่มีผลการลงคะแนนเห็นด้วย ยังสอดคล้องกับการลงคะแนนของจำเลยในวันที่ 19 กันยายน 2556 และสอดคล้องกับมติของพรรคการเมืองที่จำเลยเป็นสมาชิก ซึ่งอยู่ฝ่ายรัฐบาลที่เป็นผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่นจะตัดสินใจกระทำไปโดยพลการ ย่อมเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบได้ในภายหลังหากจำเลยปฏิเสธว่า ไม่ได้เป็นผู้แสดงตนและลงคะแนนด้วยตนเอง
การกระทำดังกล่าวเป็นการขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 126 วรรคสาม ที่ให้สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน และฝ่าฝืนต่อข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2551 ข้อ 72 วรรคสามที่กำหนดว่าการออกเสียงลงคะแนนจะกระทำแทนกันมิได้
ทั้งยังเป็นการกระทำความผิดที่มีโทษทางอาญา และอาจถูกกล่าวหาว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงถึงขั้นถูกดำเนินคดีเพิกถอนสิทธิทางการเมืองได้
ทั้งเมื่อจำเลยกลับเข้ามาในที่ประชุมในตอนค่ำ ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ติดตามสอบถามผลการลงคะแนนที่ผ่านมาก่อนหน้านั้นว่า มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละคนลงคะแนนอย่างไร
แม้จากการไต่สวนจะไม่ปรากฏจากหลักฐานที่เป็นประจักษ์พยานได้ชัดเจนว่า จำเลยฝากบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ไว้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายใดให้ลงคะแนนแทนก็ตาม
แต่ที่จำเลยให้การว่า หลังจากประชุมเสร็จจำเลยไม่ได้เก็บประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ไปด้วย โดยมีนางเสริมศรีเก็บบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลย นำไปเสียบจองที่นั่งให้เป็นประจำ ซึ่งนางเสริมศรีมาเบิกความเป็นพยานนั้น
เห็นว่า แม้ในปี 2552 นางเสริมศรี เป็นผู้บังคับบัญชา กลุ่มงานบริหารทั่วไป สำนักการประชุม สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แต่ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งเป็นผู้ดูแลสำนักรักษาความปลอดภัย (ตำรวจรัฐสภา) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2556 โดยมีนางสาวสายฝน ดำรงตำแหน่งและทำหน้าที่ดูแลการประชุมแทน ดังนั้น ระหว่างเกิดเหตุคดีนี้ นางเสริมศรี จึงไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดูแลอำนวยความสะดวกภายในห้องประชุมแต่อย่างใด
ทั้งยังขัดแย้งกับที่นางสาวสายฝน ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ที่ดูแลการประชุมได้เบิกความยืนยันในชั้นพิจารณาของศาลว่า เจ้าหน้าที่ที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในเวลาที่มีการประชุมไม่อาจเข้ามาในที่ประชุมได้
ส่วนกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลงลืมบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์หรือเสียบทิ้งไว้ เจ้าหน้าที่จะไม่เก็บไว้กับตัวเอง แต่จะเก็บรวบรวมมาจัดเรียงตามลำดับเพื่อง่ายต่อการค้นหาในเวลาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาขอรับคืน และจะไม่นำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์มาจองที่นั่งให้ อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของพยานและเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่โดยตรงซึ่งเป็นไปตามระเบียบและคำสั่งอย่างถูกต้อง จึงมีความสมเหตุผลมากกว่า
ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงตามที่นางเสริมศรีเบิกความว่า นางเสริมศรี ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งเป็นผู้ดูแลสำนักรักษาความปลอดภัย (ตำรวจรัฐสภา)ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2556 เนื่องจากเหตุเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันทำนองเดียวกับคดีนี้ จึงไม่เชื่อว่านางเสริมศรีที่พ้นหน้าที่ไปเพราะเหตุดังกล่าว จะกล้ากระทำเช่นนั้นอีก
ส่วนที่จำเลยอ้างว่า นายนริศร ยอมรับว่าเป็นผู้นำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยมาใช้แสดงตน และลงคะแนนแทนโดยพลการ ตามสำเนารายงานประจำวันเอกสารหมาย ล.2 นั้น
เห็นว่า นายนริศร แจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสกลนครเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 ภายหลังจากได้รับโทษจำคุกและอยู่ระหว่างการพักโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาในความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1
ซึ่งในคดีดังกล่าวโจทก์ฟ้องว่า นายนริศรเป็นผู้เสียบบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่น และแสดงตนกับออกเสียงลงคะแนนแทน โดยมิได้บรรยายฟ้องระบุว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่นนั้น คือ จำเลย
โดยเฉพาะเป็นการกล่าวหาว่า นายนริศรกระทำความผิด โดยแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนในมาตรา 6 และมาตรา 20 เท่านั้น ซึ่งเป็นคนละมาตรากันกับคดีนี้ที่ฟ้องว่า จำเลยฝากหรือยินยอมให้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปอยู่ในความครอบครองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่น
เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยกดปุ่มแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนจำเลยในการพิจารณาและลงมติร่าง พ.ร.บ.ฉบับเดียวกัน ในมาตรา 3,4 และมาตรา 5 และในชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ศาลฎีกามิได้มีคำวินิจฉัยว่า นายนริศรเป็นผู้นำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปใช้แสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนจำเลย
นอกจากนี้ ไม่ปรากฏว่านายนริศรเคยให้ถ้อยคำในชั้นไต่สวนของผู้ร้อง หรือเบิกความในระหว่างการพิจารณาของศาลในคดีของตนเองมาก่อน จนกระทั่งได้รับการพักโทษ และเพิ่งไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 ว่า
กระทำความผิดไป โดยจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ภายหลังจากจำเลยเดินทางไปพบที่จังหวัดสกลนคร อันเป็นเวลาหลังเกิดเหตุมาแล้วนานสิบปี ซึ่งอาจเป็นการกระทำเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิดมากกว่าจะเกิดจากการกล่าวความจริงหรือสำนึกในความผิด จึงไม่สมเหตุผลเป็นพิรุธ
ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยอภิปรายพาดพิงพลเอกประวิทย์ วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อย่างรุนแรงเกี่ยวกับการอนุมัติเงินให้บริษัทเอกชน ซึ่งขณะนั้นประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีความใกล้ชิดกับพลเอกประวิทย์ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้จำเลยถูกไต่สวน นั้น
เห็นว่า พยานหลักฐานที่รับฟังได้จากการไต่สวน ไม่ปรากฏว่ามีพยานบุคคลใดถูกบังคับขู่เข็ญ หลอกลวง เพื่อให้ถ้อยคำหรือเบิกความโดยไม่สมัครใจ มีพยานเอกสารใดเป็นเอกสารปลอมหรือเอกสารเท็จ หรือมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากความจริง
ทั้งมูลคดีเกิดจากการที่จำเลยไม่อยู่ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีหลักฐานการเดินทางของจำเลยด้วยเครื่องบินทั้งไปและกลับ โดยจำเลยยอมรับว่าช่วงที่จำเลยไม่เข้าประชุมนั้น มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่นแสดงตนและลงคะแนนแทนโดยจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มีเหตุผลเพียงพอที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะดำเนินการไต่สวนจำเลย ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยถูกกลั่นแกล้งเพราะเหตุทำหน้าที่ดังกล่าว
ส่วนที่นายบุญฐินเบิกความว่า วันที่ 20 กันยายน 2556 พยานได้เข้าร่วมประชุมตลอดทั้งวัน โดยในช่วงกลางวันไม่เห็นจำเลยเข้าประชุม แต่ตำแหน่งที่นั่งของจำเลยมีบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์เสียบอยู่ จึงเชื่อว่าเป็นของจำเลยนั้น
เห็นว่า นายบุญฐินยืนยันได้แต่เพียงว่าเห็นบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์เสียบอยู่ในตำแหน่งที่นั่งของจำเลย ซึ่งอาจเป็นบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใดก็ได้
นอกจากนี้ นายบุญฐิน ก็มิได้ยืนยันว่าเห็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใดเ ป็นผู้แสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนจำเลยเช่นกัน ข้ออ้างของจำเลยทุกข้อจึงไม่อาจรับฟังได้
ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยยินยอมให้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลย ไปอยู่ในความครอบครองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่น เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยกดปุ่มแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนจำเลยในการพิจารณาและลงมติร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ....
@จำคุก‘ศรัณย์วุฒิ’6 ด.‘ไม่รอการลงโทษ’แม้อ้างป่วยหลายโรค
มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่
เห็นว่า การแสดงตนและการออกเสียงลงคะแนนเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ผู้ที่จะมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนได้คือผู้ที่มาแสดงตนในการประชุมและอยู่ในที่ประชุมในขณะที่มีการออกเสียงลงคะแนนเท่านั้น
การกระทำใดที่เป็นเหตุให้มีการออกเสียงลงคะแนนแทนกัน การกระทำนั้น ย่อมไม่ชอบด้วยบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 126 วรรคสาม ที่ให้สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน
และไม่ชอบด้วยข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2551 ข้อ 72 วรรคสาม ที่กำหนดให้การออกเสียงลงคะแนนจะกระทำการแทนกันมิได้ จึงเป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ไม่สุจริต ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้แทนปวงชนชาวไทย
ขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาที่ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 3 วรรคสอง
ขัดต่อหลักการพื้นฐานของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 122
และขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริตที่สมาชิกรัฐสภาได้ปฏิญาณตนไว้ตามมาตรา 123 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นกระทำทุจริตต่อหน้าที่
การกระทำของจำเลยจึงเป็นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นความผิดตามมาตรา 123/1 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่
องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมาก เห็นว่า แม้ได้ความจากใบรับรองแพทย์และคำแถลงปิดคดีของจำเลยว่า ครั้งแรก เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 จำเลยต้องเข้ารับการผ่าตัด เนื่องจากอาการกระดูกสันหลังเสื่อมเคลื่อนทับเส้นประสาท มีอาการปวดร้าวลงขา รักษาด้วยวิธีผ่าตัดและเชื่อมกระดูกสันหลังตามโลหะที่กระดูกสันหลังส่วนล่าง ภายหลังผ่าตัดไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายและปัสสาวะได้
ครั้งที่สอง จำเลยเข้ารับการรักษาอาการโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ กดทับเส้นประสาทข้อเอวที่ 4, 5 ผ่าตัดใส่นอตเชื่อมกระดูกและหมอนรองกระดูก มีอาการกลั้นอุจจาระและปัสสาวะไม่ได้ และเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 จำเลยต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อขยายโพรงเส้นประสาทช่วงข้อที่ 3, 4 ,5 ตามใบรับรองแพทย์ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 และวันที่ 8 กรกฎาคม 2569
แต่เมื่อขณะกระทำความผิดจำเลยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย แต่กลับกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เป็นเหตุให้การพิจารณาและลงมติร่าง พ.ร.บ.ตกไป ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงและบั่นทอนความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนต่อองค์กรนิติบัญญัติ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง
ส่วนที่จำเลย (นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ) อ้างเหตุเจ็บป่วยจำเลย ก็ยังมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาตัวตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่นตามที่กล่าวอ้างมา ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย
อนึ่ง ภายหลังการกระทำความผิด มี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ใช้บังคับ โดยมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แต่มาตรา 172 ยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดและมีระวางโทษเท่ากัน
กฎหมายที่แก้ไขใหม่ ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องลงโทษตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3
พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 จำคุก 1 ปี คำรับของจำเลยในชั้นตรวจพยานหลักฐานเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา