
"...ทางออกจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการจับกุมผู้บุกรุก แต่ต้องทำให้ชัดเจนว่า ใครเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ พื้นที่ใดห้ามใช้ พื้นที่ใดสามารถใช้ประโยชน์ได้ภายใต้กฎหมาย ต้องมีแนวเขตที่ตรวจสอบได้ มีระบบเฝ้าระวังหลังการดำเนินคดี และต้องตรวจสอบเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่อาจมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการบุกรุกอย่างจริงจัง..."
การเติบโตของ “ทุเรียน” กลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจจังหวัดตราด จากพื้นที่ปลูกประมาณ 30,798 ไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 133,529 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า ขณะที่ปี 2568 ทุเรียนเพียงชนิดเดียวสร้างรายได้ให้จังหวัดประมาณ 12,181.92 ล้านบาท จากรายได้พืชเศรษฐกิจสำคัญ 6 ชนิดรวมกว่า 20,091 ล้านบาท

มูลค่าที่สูงของทุเรียนทำให้เกษตรกรจำนวนมากเปลี่ยนจากยางพาราและพืชชนิดอื่นมาปลูกทุเรียน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เกิดแรงกดดันต่อการใช้ที่ดิน โดยเฉพาะพื้นที่ป่าและที่ดินของรัฐที่สามารถพัฒนาเป็นสวนทุเรียนได้ ข้อมูลปี 2568 พบคดีบุกรุกป่าในจังหวัดตราด 35 คดี รวมพื้นที่กว่า 531 ไร่ และปัญหาไม่ได้หยุดอยู่เฉพาะพื้นที่ป่าบนภูเขา แต่ขยายเข้าไปถึงพื้นที่อ่างเก็บน้ำหลายแห่ง
กรณีที่ชัดเจนที่สุดคือ “อ่างเก็บน้ำห้วยแร้ง” ในพื้นที่ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ และตำบลท่ากุ่ม อำเภอเมืองตราด ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ความจุประมาณ 36.80 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 39,000 ไร่ ครอบคลุม 15 หมู่บ้าน 5 ตำบล ใน 2 อำเภอ และอยู่ในความรับผิดชอบของโครงการชลประทานตราด
ภายในอ่างมีพื้นที่น้ำท่วมไม่ถึงจำนวนมากจนเกิดเป็นเกาะกลางน้ำ และตลอดหลายปีที่ผ่านมาเริ่มพบการเปิดพื้นที่เพื่อทำการเกษตร ภาพถ่ายดาวเทียมตั้งแต่ปี 2554 แสดงร่องรอยการแผ้วถางหลายจุด มีทั้งการใช้เครื่องจักรหนักเปิดพื้นที่ริมอ่าง และการใช้เรือขนเครื่องจักรเข้าไปยังเกาะกลางน้ำที่ไม่มีถนนเข้าถึง ช่วงแรกพื้นที่จำนวนมากถูกนำไปปลูกยางพารา ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสวนทุเรียนตามราคาผลผลิตที่สูงขึ้น
ชาวบ้านวัย 56 ปีรายหนึ่งในพื้นที่ตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมืองตราด ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนว่า การทำเกษตรภายในพื้นที่อ่างเกิดขึ้นมานานหลายสิบปี โดยเฉพาะเกาะกลางน้ำและพื้นที่ริมอ่างที่ไม่มีถนน ผู้เข้าใช้พื้นที่ต้องใช้เรือขนเครื่องจักรเข้าไป ช่วงแรกส่วนใหญ่ปลูกยางพารา ก่อนเปลี่ยนเป็นทุเรียน พร้อมกล่าวอ้างว่า ผู้เข้าใช้พื้นที่บางส่วนเคยได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่รัฐ ฝ่ายปกครอง หรือผู้มีบทบาททางการเมืองในท้องถิ่น จนทำให้เกิดความเชื่อว่าสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้


ปัญหายิ่งซับซ้อนเมื่อพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิกลับเกิดการซื้อขายเปลี่ยนมือ แหล่งข่าวในพื้นที่ระบุว่า มีทั้งชาวบ้านและนายทุนจากต่างจังหวัด โดยเฉพาะจันทบุรีและระยอง บางแปลงเปลี่ยนมือกันถึง 6-7 ครั้ง ราคาประมาณ 50,000-150,000 บาทต่อไร่ แม้ไม่มีโฉนดหรือเอกสารสิทธิรับรอง
ชาวบ้านรายหนึ่งยอมรับว่า เคยซื้อพื้นที่ประมาณ 50 ไร่ภายในเขตอ่างห้วยแร้งช่วงปี 2564-2565 ราคา 450,000 บาท เนื่องจากเชื่อว่าจะสามารถใช้พื้นที่ต่อไปได้ หลังทำประโยชน์ประมาณหนึ่งปีและเริ่มกังวลเรื่องการจับกุม จึงขายสวนทุเรียนต่อในราคา 555,000 บาท สะท้อนว่าการบุกรุกไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเข้าทำกิน แต่พัฒนาไปสู่การซื้อขายและสร้างมูลค่าให้พื้นที่ของรัฐ
นักการเมืองท้องถิ่นรายหนึ่งในตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ ให้ข้อมูลว่า ปัญหาการบุกรุกอ่างห้วยแร้งเกิดขึ้นมานานกว่า 10 ปี จากสวนยางพาราค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสวนทุเรียน และกล่าวอ้างว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากประชาชนเพียงฝ่ายเดียว แต่มีเจ้าหน้าที่บางส่วนทั้งฝ่ายชลประทาน ฝ่ายปกครอง และทหารพรานรับรู้หรือปล่อยปละละเลย จนกระทั่งเรื่องถูกนำเสนอผ่านสื่อจึงเกิดการตรวจสอบอย่างจริงจัง
แหล่งข่าวรายเดียวกันยังกล่าวอ้างว่า ปัจจุบันยังมีกลุ่มทุนจีนบางส่วนติดต่อขอเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่อ่างห้วยแร้งหรือขอให้ช่วยหาพื้นที่ป่าเพื่อทำสวนทุเรียน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวยังเป็นข้อมูลจากแหล่งข่าว ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบเส้นทางบุคคล เงินทุน และการถือครองพื้นที่เพิ่มเติม
นายชัยกร ลุนทา หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม โครงการชลประทานตราด ระบุว่า ปัญหาอ่างห้วยแร้งไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีการดำเนินคดีมาตั้งแต่ปี 2549 จำนวน 16 คดี และอีก 5 คดีในปี 2566 ก่อนที่ต้นปี 2568 จะพบการแผ้วถางและปรับพื้นที่หลายจุดเป็นสวนทุเรียน

นายชัยกร ลุนทา หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม โครงการชลประทานตราด
จากการสำรวจพบพื้นที่ถูกบุกรุกรวมมากกว่า 600 ไร่ กระจายกว่า 31 จุด มีผู้เกี่ยวข้องประมาณ 20 ราย และจับกุมผู้กระทำผิดได้แล้ว 5 ราย ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเข้าสู่กระบวนการรื้อถอนผลอาสินและตัดโค่นต้นทุเรียนในพื้นที่ที่มีการดำเนินคดีเพื่อทวงคืนพื้นที่ของรัฐ
นายชัยกร ยอมรับว่า ข้อจำกัดสำคัญคือกำลังเจ้าหน้าที่และสภาพพื้นที่ที่เข้าถึงยาก หลายจุดต้องใช้เรือจึงทำให้การตรวจสอบและจับกุมมีความลำบาก อย่างไรก็ตาม เมื่อมีประวัติการดำเนินคดีมาตั้งแต่ปี 2549 คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมได้ยาก แต่ต้องถามด้วยว่า หลังการดำเนินคดีแต่ละครั้งมีระบบเฝ้าระวังอย่างไร และเหตุใดพื้นที่เดิมจึงสามารถกลับมาเปิดพื้นที่ ปลูกพืช และเปลี่ยนมือจนขยายตัวเป็นกว่า 600 ไร่ได้อีก
ปัญหาในลักษณะเดียวกันยังเกิดขึ้นที่ “อ่างเก็บน้ำคลองโสน” ตำบลนนทรีย์ อำเภอบ่อไร่ แต่มีความแตกต่างจากห้วยแร้ง โดยผู้เข้าใช้พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นประชาชนในพื้นที่ รวม 57 ราย

ร.ต.ท.คมพัชญ์ ทักษิณ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนนทรีย์ เปิดเผยว่า ปัญหาสะสมมาตั้งแต่หลังการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเสร็จ ประชาชนบางส่วนเข้าใจว่าสามารถครอบครองหรือขอเช่าพื้นที่ได้ เพราะเห็นตัวอย่างจากอ่างเก็บน้ำเขาระกำ อำเภอเมืองตราด ซึ่งมีบางพื้นที่สามารถเช่าที่ราชพัสดุได้ แต่กรณีคลองโสนแตกต่างกัน เนื่องจากพื้นที่เดิมเป็นป่าสงวนแห่งชาติที่กรมชลประทานขอใช้จากกรมป่าไม้ การก่อสร้างอ่างจึงไม่ได้ทำให้ประชาชนมีสิทธิเข้าครอบครองพื้นที่โดยอัตโนมัติ
ร.ต.ท.คมพัชญ์ มองว่า ส่วนหนึ่งของปัญหาเกิดจากการสื่อสารของหน่วยงานรัฐที่ไม่ชัดเจน ประชาชนบางส่วนจึงเข้าไปใช้พื้นที่ก่อนที่ภายหลังจะถูกดำเนินคดี อีกด้านหนึ่งยังมีปัญหาเรื่องหน่วยงานผู้รับผิดชอบ เมื่อฝ่ายชลประทานต้องการส่งคืนพื้นที่ให้กรมป่าไม้ ขณะที่ป่าไม้มีข้อจำกัดด้านกำลังเจ้าหน้าที่และเห็นว่าต้องนำผู้บุกรุกออกจากพื้นที่ให้เรียบร้อยก่อน

ร.ต.ท.คมพัชญ์ ทักษิณ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนนทรี
สำหรับประชาชน 57 รายที่ถูกแจ้งความ ร.ต.ท.คมพัชญ์ ระบุว่า ได้หารือกับอัยการจังหวัดเพื่อพิจารณาตามพฤติการณ์แต่ละราย โดยผู้ที่ยอมถอนตัวออกจากพื้นที่อาจมีแนวทางพิจารณาแตกต่างจากรายใหญ่ที่ยังคงยึดครอง ซึ่งคาดว่ากลุ่มที่ยังไม่ยอมออกอาจเหลือไม่เกิน 10 ราย พร้อมเสนอว่ากรมชลประทานและกรมป่าไม้ต้องกำหนดสถานะพื้นที่ให้ชัดเจน หากพื้นที่ใดอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ได้ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่หากเป็นพื้นที่ห้ามใช้ต้องกำหนดแนวเขตและควบคุมตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำในอ่างเก็บน้ำแห่งใหม่ เช่น อ่างเก็บน้ำเขาปีกกา
ในมิติทางกฎหมาย นายพิสิฏฐ์ สีกากี ประธานสภาทนายความจังหวัดตราด อธิบายว่า หลักสำคัญคือ หากพื้นที่เดิมเป็นป่าสงวนแห่งชาติ การอนุญาตให้กรมชลประทานเข้าใช้เพื่อก่อสร้างและบริหารอ่างเก็บน้ำ ไม่ได้ทำให้สถานะป่าสงวนสิ้นสุดลง เว้นแต่จะมีการดำเนินการตามกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะพื้นที่ ดังนั้นประชาชนจึงไม่สามารถอ้างการก่อสร้างอ่างเป็นเหตุให้เข้าไปครอบครอง ซื้อขาย หรือทำประโยชน์ได้เอง
แนวทางทางกฎหมายจึงสรุปได้ว่า ผู้ที่เข้าใช้พื้นที่ของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาตมีความเสี่ยงถูกดำเนินคดี หากได้รับคำสั่งให้ออกจากพื้นที่แล้วยังครอบครอง ปลูกพืช หรือขยายพื้นที่ต่อ อาจเกิดความรับผิดเพิ่มเติมได้ การซื้อขายที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิไม่ทำให้ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์ และผู้ซื้อยังมีความเสี่ยงถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกัน ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าพนักงานที่รับรู้การบุกรุกแล้วไม่ดำเนินการตามหน้าที่ อาจถูกตรวจสอบเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ ทั้งนี้ข้อเท็จจริงเรื่องเจตนา การได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ หรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานะที่ดิน สามารถนำมาพิจารณาเป็นรายกรณีในกระบวนการยุติธรรม แต่ไม่ได้ทำให้การครอบครองพื้นที่ของรัฐกลายเป็นสิทธิในที่ดินโดยอัตโนมัติ
นายพิสิฏฐ์ยังเตือนว่า หากเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าพนักงาน พบเห็นการบุกรุกอย่างชัดเจนแต่เพิกเฉย อาจมีประเด็นให้ตรวจสอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และอาจเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานอย่าง ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ได้

นายพิสิฏฐ์ สีกากี ประธานสภาทนายความจังหวัดตราด
กรณีห้วยแร้งจึงไม่ได้มีคำถามเพียงว่า “ใครเป็นผู้บุกรุก” แต่ต้องถามด้วยว่า ตลอดระยะเวลาที่มีการขนเครื่องจักรเข้าไปเปิดพื้นที่ เปลี่ยนสวนยางเป็นสวนทุเรียน ซื้อขายเปลี่ยนมือ และขยายพื้นที่ต่อเนื่อง หน่วยงานรัฐรับรู้มากน้อยเพียงใด และหลังการดำเนินคดีตั้งแต่ปี 2549 มีใครรับผิดชอบเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการยึดครองซ้ำ
ทุเรียนสร้างรายได้มหาศาลให้จังหวัดตราดและเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคต แต่เมื่อผลตอบแทนต่อไร่สูงขึ้น ความต้องการที่ดินก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ห้วยแร้งแสดงให้เห็นภาพพื้นที่รัฐที่ถูกเปิดใช้ ทำเกษตร ซื้อขาย และเปลี่ยนจากยางพาราเป็นทุเรียนจนขยายตัวหลายร้อยไร่ ขณะที่คลองโสนสะท้อนปัญหาอีกด้าน คือความไม่ชัดเจนเรื่องสถานะที่ดิน การสื่อสารของหน่วยงานรัฐ และความเข้าใจของประชาชน
ทางออกจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการจับกุมผู้บุกรุก แต่ต้องทำให้ชัดเจนว่า ใครเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ พื้นที่ใดห้ามใช้ พื้นที่ใดสามารถใช้ประโยชน์ได้ภายใต้กฎหมาย ต้องมีแนวเขตที่ตรวจสอบได้ มีระบบเฝ้าระวังหลังการดำเนินคดี และต้องตรวจสอบเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่อาจมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการบุกรุกอย่างจริงจัง
เพราะหากปล่อยให้พื้นที่อ่างเก็บน้ำกลายเป็นพื้นที่ที่ไม่มีใครรับผิดชอบอย่างชัดเจน ปัญหาที่เกิดขึ้นกับห้วยแร้งและคลองโสนก็อาจไม่ได้เป็นกรณีสุดท้าย และการขยายตัวของ “ทุเรียนหมื่นล้าน” อาจต้องแลกกับต้นทุนของทรัพยากรสาธารณะที่ประชาชนทั้งจังหวัดเป็นเจ้าของร่วมกัน



Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา