
“...องค์กรอิสระต้องเป็นองค์กรธรรมาภิบาล โปร่งใส เปิดเผยตรวจสอบได้ และต้องรายงานต่อประชาชนทั้งประเทศ และมีดีเอ็นเอของความเป็นผู้ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ องค์กรอิสระต้องเป็นที่พึ่งประชาชนและเป็นเครื่องมือสำคัญของศาล...”
องค์กรอิสระกลายเป็น ตำบลกระสุนตก ผลพวงจากการปฏิบัติหน้าที่ ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เกิดเป็นความไม่มั่นใจและไม่เชื่อมั่นของคนในสังคม คำตัดสิน สุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็น วิกฤตศรัทธา ในอนาคต
ปรากฏการณ์ค้านสายตาที่บ่มเพาะกองเชียร์ ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่น-ไม่เชื่อใจในการปฏิบัติหน้าที่ของ 2 องค์กรอิสระ อย่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเปรียบเสมือนเป็น กรรมการผู้ตัดสิน การแข่งขันกีฬา นัดชี้ชะตา และมี เดิมพันสูงลิ่ว คือ คดีฮั้วเลือกสว. และ คดีซุกหุ้นภาคสอง
@ ฮั้วสว.-ซุกหุ้นภาคสอง ค้านสายตา-สวนคำวินิจฉัยศาลรธน.
คดีแรก การพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือ คดีฮั้วเลือกสว. ของ กกต. ซึ่ง เสียงข้างมาก เห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา จำนวน 77 ราย จาก ผู้ถูกร้อง ทั้งหมด จำนวน 427 ราย
สวนทาง กับผลการตรวจสอบของ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 หรือ คณะสืบสวน-ไต่สวน ชุดที่ 26 ที่มีมติแจ้งข้อกล่าวหา สว.ชุดปัจจุบัน กรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และสมาชิกพรรค ภท.และบุคคลที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้มีสิทธิเลือกสว. จำนวน 229 ราย
ประกอบกับองค์กร ภาคประชาสังคม อย่าง iLaw ออกมาเปิดเผยสำนวนการสืบสวน-ไต่สวนของ คณะสืบสวน-ไต่สวน ชุดที่ 26 ทั้งพยานบุคคล-วัตถุพยาน ตลอดจนหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ อาทิ เส้นทางการทำธุรกรรมทางการเงิน บันทึกการโทรศัพท์ ที่มีลักษณะการกระทำความผิดเป็น เครือข่าย-ขบวนการ โยงใยกับ ผู้มีอำนาจทางการเมือง
ทว่า สุดท้ายเมื่อ กกต.ชุดใหญ่ ลงมติ ยกคำร้อง บุคคลที่ ผู้ถูกกล่าวหา ชนิด ค้านสายตา
คดีที่สอง การพิจารณาของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกคำร้อง จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือ ปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ กรณี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคมและเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยในขณะนั้น ครอบครองหุ้น โดยให้ นอมินี ครอบครองหุ้นห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น สวน คำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผูกพันทุกองค์กร
ปฐมบทของ วิกฤตศรัทธา ของ องค์กรอิสระ ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจาก สว.ชุดที่แล้ว ทยอย ครบวาระ ขณะเดียวกัน กรรมการคนใหม่ ก็เข้าสู่กระบวนการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหาและการรับรองจาก สว.ชุดปัจจุบัน ซึ่งมีข้อครหาว่าเป็น สว.สีน้ำเงิน
ปัจจุบันมีกรรมการในองค์กรอิสระจากทั้งหมด 5 หน่วยงานที่ได้รับความเห็นชอบจาก สว.ชุดปัจจุบัน อาทิ กกต. 4 ใน 7 คน ป.ป.ช. 4 จาก 8 คน คตง. 5 คน จาก 7 คน ไม่นับรวม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน
@ วิกฤตศรัทธา ‘องค์กร (ไม่) อิสระ’
ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากกรณีของ กกต. และ ป.ป.ช. ส่งผลให้บั่นทอน-เซาะกร่อนความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือของ องค์กรอิสระ กลายเป็นบ่อเกิดของปัญหา วิกฤตศรัทธา ในปัจจุบัน โดยความไม่เชื่อมั่น-ไม่ไว้ใจการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. และ ป.ป.ช. นำมาสู่ปัญหา วิกฤตศรัทธาในองค์กรอิสระ และทำให้สังคมตั้งคำถามถึง ความอิสระ-ความเป็นกลาง ปราศจากอคติ และหลักขัดกันแห่งผลประโยชน์ รวมถึง มาตรฐานทางจริยธรรม ตามรัฐธรรมนูญปี 60 มาตรา 219
เมื่อ องค์กรอิสระ ที่เปรียบเสมือน กรรมการผู้ตัดสิน การแข่งขันกีฬา ที่มี เดิมพันสูง ทางการเมือง ซึ่งมีทั้ง ผู้เล่น ที่เป็น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเป็น ผู้มีอำนาจในปัจจุบัน-ผู้มีบารมีนอกพรรคการเมือง เกิดความเคลือบแคลงสงสัยเรื่อง ความอิสระ ส่งผลให้ลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชน-กระทบเสถียรภาพทางการเมือง และลุกลามไปถึงการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามหลักนิติรัฐ-นิติธรรม และหลักการตรวจสอบถ่วงดุล-การแบ่งแยกอำนาจ!
ขณะที่ ผู้ได้รับผลกระทบ-ผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งโดยตรง เช่น ผู้สมัครรับเลือก สว. และ สว.บัญชีสำรอง เดินหน้าฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมเพื่อเอาผิดกับการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. รวมถึง สมาชิกรัฐสภา (สส.หรือ สว.) เนื่องจากมองว่า เป็นการกระทำที่ขัดกับหลักนิติรัฐและนิติธรรม และอาจเป็นอันตรายต่อระบบรัฐสภาและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้ในอนาคต จนเกิดเป็น ข้อถกเถียง ในสังคมถึงเรื่อง ที่มา ขององค์กรอิสระ ควรต้อง ยึดโยงกับประชาชน หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน ทั้ง กระบวนการสรรหา (คณะกรรมการสรรหาฯ) และการรับการรับรอง-เห็นชอบ ปิดช่องโหว่การถูกครอบงำ-อยู่ใต้อาณัติอิทธิพลใดๆ
ตลอดจนกลไกการถอดถอนกรรมการองค์กรอิสระ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ให้อำนาจ ประธานรัฐสภา (สังกัดพรรคการเมือง) ใช้ ดุลพินิจ ในการส่งหรือไม่ส่งศาลฎีกาเพื่อตั้ง คณะผู้ไต่สวนอิสระ ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ องค์กรอิสระ ซึ่งยังมีความเห็นต่างในมุมมอง-ข้อกฎหมาย
รวมถึง คุณสมบัติ ของผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็น กรรมการ ควรมีความเชี่ยวชาญในภารกิจของ องค์กรอิสระ นั้นๆ หรือไม่ ป้องกันไม่ให้เกิด ระบบอุปถัมภ์-คอนเน็กชั่น ในกระบวนการสรรหา-เห็นชอบ ตัดวงจรการส่ง ลูกน้อง-คนใกล้ชิด ที่เคยเป็น ผู้ใต้บังคับบัญชา เข้ามาดำรงตำแหน่งและตรวจสอบ อดีตผู้บังคับบัญชา หรือ พวกพ้อง กลายเป็น ผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างผู้ตรวจสอบกับผู้ถูกตรวจสอบ
@ รธน.ฉบับใหม่ทางออก แก้ที่มา-ฟื้นกลไกถอดถอนองค์กรอิสระ
จากข้อเท็จจริง-ปัญหาและข้อถกเถียงดังกล่าวทั้งหมดดังกล่าว อะไรคือ ทางออก และหนทางการแก้ไขปัญหาถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางทั้งภาคการเมือง-ประชาสังคม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด วิกฤตศรัทธา ในองค์กรอิสระ กระทบการเมือง-การปกครองของไทยทั้งระบบ จน สั่นคลอน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ อดีตนายกรัฐมนตรกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาลฯ องค์กรอิสระ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวในงานสัมมนา วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ : ที่มาและทางออก ว่า คือ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือ อย่างน้อยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวกับ 1.เรื่องที่มาขององค์กรอิสระ 2.ที่มาของวุฒิสภา และ 3.กลไกการตรวจสอบองค์กรอิสระ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมาธิการกิจการศาลฯ สภาผู้แทนราษฎร (ที่มาภาพ : Abhisit Vejjajiva)
ขณะที่ ‘บวรศักดิ์ อุวรรณโณ’ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 58 หรือ ฉบับ “เขาอยากอยู่ยาว” (นายบวรศักดิ์เคยให้สัมภาษณ์ไว้หลังจากสภาปฏิรูปประเทศ (สปช.) ไม่เห็นชอบ) กล่าวถึงทางออกว่า เป็นการ อภิวัฒน์การสรรหา การเลือกองค์กรอิสระ โดยให้กรรมการสรรหาองค์กรอิสระ (ตามร่างรัฐธรรมนูญปี 58) ประกอบด้วย 1.กรรมการสรรหาที่มาจากศาลฎีกา 2 คน 2.ศาลปกครองสูงสุด 2 คน 3.พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายรัฐบาล 1 คน 4.คณะรัฐมนตรี (ครม.) 1 คน 5.พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน 2 คน และ 6.ประธานองค์กรอิสระเลือกกันเอง 1 คน ขึ้นมาเป็นประธานกรรมการสรรหา
ส่วนในเรื่องการให้ความเห็นชอบกรรมการองค์กรอิสระ ให้เป็นอำนาจของที่ประชุมรัฐสภา โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือ สส.ฝ่ายรัฐบาล กลุ่มที่ 2 คือ สส.ฝ่ายค้าน กลุ่มที่ 3 คือ สว. โดยให้ถือว่าใครได้เสียง สองในสาม เป็นผู้ชนะ (ใครได้สูงสุดจากฝ่ายรัฐบาลนับเป็นหนึ่งเสียง ใครได้สูงสุดจากฝ่ายค้านนับเป็นหนึ่งเสียง และใครได้สูงสุดจากสว.นับเป็นหนึ่งเสียง) และการอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภาต้อง ‘เปิดเผย’ นอกจากนี้ให้การนำ ระบบถอดถอน องค์กรอิสระ กลับมา ให้ประชาชนเป็นผู้ถอดถอน

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 58 (ที่มาภาพ FB บวรศักดิ์ อุวรรณโณ)
@ องค์กรอิสระ ‘ยึดโยงประชาชน’
‘วิชา มหาคุณ’ อดีต กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า องค์กรอิสระต้องยึดโยงกับประชาชน ทำหน้าที่แทนประชาชน ประชาชนเป็นเจ้าขององค์กรอิสระ ดังนั้น ทางออกจริงๆ คือ ต้องมอบอำนาจให้ประชาชน กฎหมายที่จะให้ความคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสและการรับรองในเรื่องของข้อมูลสาธารณะ โดย
“องค์กรอิสระต้องเป็นองค์กรธรรมาภิบาล โปร่งใส เปิดเผยตรวจสอบได้ และต้องรายงานต่อประชาชนทั้งประเทศ และมีดีเอ็นเอของความเป็นผู้ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ องค์กรอิสระต้องเป็นที่พึ่งประชาชนและเป็นเครื่องมือสำคัญของศาล”

นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. (ที่มาภาพ : FB Professor Vicha Mahakun)
‘วัส ติงสมิตร’ อดีตประธาน กสม. กล่าวว่า องค์กรอิสระยังต้องคงไว้ซึ่งวิธีการสรรหา ไม่ใช่การเลือกตั้ง โดยประการแรก ต้องเริ่มต้นจากใบสมัคร ที่ต้องระบุด้วยว่า ยืนยันหรือไม่ว่าจะมาอาสาทำหน้าที่ ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 60 ได้บัญญัติถึงวิธีการทำงาน หรือ อุดมคติ ต้องเป็นคนกล้าหาญ มีความซื้อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าไม่มีจะเข้ามาสู่กระบวนการสรรหาองค์กรอิสระไม่ได้ และประการที่สอง ในขั้นตอนคณะกรรมการสรรหา การแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัครต้องเปิดเผยโดยมีการถ่ายทอดสด มีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้หรือไม่ ในขณะที่การใช้ ดุลพินิจจะต้องไม่เป็นไปตามอำเภอใจ

นายวัส ติงสมิตร อดีตประธานกสม. (ที่มาภาพ: FB วัส ติงสมิตร)
ทั้งนี้ ตั้งแต่ องค์กรอิสระถือกำเนิด โดยมีจุดกำเนิดเริ่มแรกจากรัฐธรรมนูญปี 40 ถึงรัฐธรรมนูญปี 60 ได้ปิดจุดบอด-ช่องโหว่ของกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้ นักการเมืองแทรกแซง-เซาะกร่อนองค์กรอิสระ จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ จึงทำให้สังคมคาดหวังว่า การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระควรเป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม เป็นกลาง ปราศจากอคติและไม่อยู่ใต้อาณัติของคณะบุคคล-พรรคการเมือง หรืออิทธิพลใดครอบงำใด ๆ



Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา