"...ท้ายที่สุดคงต้องคิดต่อว่า หากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 จบลงแล้ว เหตุการณ์นี้จะก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันหรือไม่ ถ้าอุตสาหกรรมน้ำมันไม่อาจผลิตน้ำมันได้มากเท่าในอดีตเนื่องจากมีการปิดบ่อน้ำมันบางส่วนไปแล้ว ภาวะน้ำมันล้นตลาดในวันนี้อาจกลายเป็นภาวะน้ำมันขาดตลาดได้ในชั่วข้ามคืน และย่อมส่งผลต่อราคาน้ำมันที่จะพุ่งขึ้นสูงด้วยอย่างแน่นอน..."

สำนักข่าว CNN รายงานว่า ในวันนี้ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงที่เคยเป็นสิ่งจำเป็นของทุกภาคส่วนได้เหือดหายไปเกือบหมด ถนนที่ไม่มีรถยนต์ ท้องฟ้าที่ไม่มีเครื่องบิน โรงงานที่ไม่มีเสียงเครื่องจักร เป็นการหายไปของความต้องการน้ำมันที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในขณะที่ราคาน้ำมันยังลดลงต่ำสุดในรอบ 18 ปี
ขณะที่ฝ่ายผู้ขายยังคงเผชิญสถานการณ์อยู่ท่ามกลางสงครามราคาน้ำมันระหว่างประเทศรัสเซียและประเทศซาอุดีอาระเบีย และฝ่ายผู้ผลิตในสหรัฐฯ ก็ไม่ต้องการให้ตนเป็นคนแรกที่จะต้องตัดสินใจหยุดการผลิต
นั่นอาจหมายถึงน้ำมันส่วนเกินความต้องการจำนวนมหาศาลที่ยังไม่มีใครในโลกรู้ว่าจะเอาไปเก็บรักษาไว้ที่ใด
นายเจฟฟ์ วิลล์ (Jeff Wyll) นักวิเคราะห์อาวุโสจากบริษัทจัดการลงทุน Neuberger Berman กล่าวว่า ตลาดได้เริ่มส่งสัญญาณแล้วว่า นอกจากความต้องการน้ำมันจะไม่มีแล้ว ปัญหาอีกประการคือน้ำมันเหล่านี้จะไม่มีที่ไป
ในอีกมุมหนึ่ง สถานที่กักเก็บน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมัน สถานี เรือ และท่อต่าง ๆ จะเข้าสู่จุดเต็มอัตรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่ปี 2541 ตามข้อมูลของสถาบัน Goldman Sachs
ถึงแม้ราคาน้ำมันดิบจากแหล่งผลิต West Texas Intermediate (WTI) (แหล่งผลิตน้ำมันในประเทศสหรัฐอเมริกา) และแหล่งผลิต Brent (แหล่งผลิตน้ำมันบริเวณทะเลเหนือ ทวีปยุโรป) จะยังเกิน 20 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 659 บาท) ต่อบาร์เรล แต่ในบางพื้นที่ราคาน้ำมันดิบบางประเภทได้ร่วงลงไปเหลือเพียงหน่วยเดียว โดยเฉพาะน้ำมันจากพื้นที่ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลและการเข้าถึงสถานที่เก็บทำได้ยากกว่า
ขณะที่สถาบันวิจัย JBC Energy รายงานว่า ความต้องการน้ำมันที่ลดลงอย่างรวดเร็วส่งผลให้ปัญหาหลักของผู้ประกอบการไม่ได้อยู่ที่การทำกำไรอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นปัญหาเรื่องการหาช่องทางออกให้น้ำมันเหล่านี้
ตัวเลือกหนึ่งในการเก็บน้ำมันคือการโหลดน้ำมันลงเรือ ซึ่งร้อยละ 20 ของเรือบรรทุกน้ำมันดิบประเภท Very Large Crude Carriers หรือ VLCCs ที่มีในโลกทั้งหมด อาจถูกแปลงสภาพเป็นที่สถานที่จัดเก็บน้ำมันดิบลอยน้ำได้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงไม่มีที่เพียงพอสำหรับปริมาณน้ำมันส่วนเกินทั้งหมด
คาดการณ์จาก JBC Energy ว่าภายในเดือนเม.ย. น้ำมันจำนวน 6 ล้านบาร์เรลต่อวันจะไม่มีที่ไปและในเดือนพฤษภาคมตัวเลขอาจขึ้นสูงถึง 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน

แน่นอนว่าจำนวนน้ำมันที่มากเกินความต้องการยังส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลง ซึ่งปรากฏตามรายงานของสำนักข่าว Bloomberg เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า น้ำมันบางประเภทราคาร่วงลงถึงขั้นติดลบ เช่น น้ำมันดิบไวโอมิง (Wyoming crude grade) มีราคาเสนอซื้ออยู่ที่ติดลบ 19 เซนต์ต่อบาร์เรล
ราคาซื้อขายติดลบนั้นหมายความว่าผู้ผลิตต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้มีคนเอาน้ำมันออกไปจากมือให้ได้ ซึ่งหากนั่นเป็นหนทางที่จะผลักดันให้น้ำมันมีที่ไปได้ ผู้ผลิตก็จะยอม
ทั้งนี้เหตุการณ์ราคาน้ำมันติดลบนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้สูงกว่ากับน้ำมันดิบที่อยู่ห่างไกลจากทะเล ซึ่งรวมไปถึงน้ำมันดิบจากแหล่ง WTI ที่อยู่ห่างจากทะเลประมาณ 500 ไมล์ ส่งผลให้แม้กระทั่งราคาน้ำมันดิบ WTI อาจติดลบได้เช่นเดียวกัน
เหตุการณ์ก๊าซธรรมชาติราคาติดลบก็เคยเกิดขึ้นเช่นเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา โดยราคาก๊าซธรรมชาติของสหรัฐอเมริกาในมลรัฐเท็กซัสฝั่งตะวันตกได้ถูกซื้อขายที่ราคาติดลบเนื่องจากจำนวนท่อที่ไม่เพียงพอต่อการส่งก๊าซธรรมชาติออกไป อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ไม่มีการหยุดการผลิตอาจมีเหตุมาจากก๊าซธรรมชาติที่ขุดเจาะได้ในบริเวณดังกล่าวเป็นเพียงผลพลอยได้ที่เกิดจากการขุดเจาะน้ำมันจากแหล่ง Permian Basin (แหล่งหินน้ำมันขนาดใหญ่) ซึ่งบรรดาบริษัททั้งหลายยอมที่จะสูญเสียรายได้จากก๊าซธรรมชาติเพื่อให้ได้น้ำมันดิบที่มีมูลค่ามากกว่า
อย่างไรก็ตาม การลดลงของราคาน้ำมันมากกว่าสองในสามนับตั้งแต่เดือนม.ค.ที่ผ่านมานี้ ส่งผลให้บริษัทน้ำมันหลายรายในประเทศสหรัฐอเมริกาเริ่มตัดสินใจที่จะ "ปิดปากหลุม" อย่างลังเล แต่ข้อจำกัดทางกายภาพนี้จะส่งผลให้มีการหยุดผลิตน้ำมันอย่างน้อย 900,000 บาร์เรลต่อวันซึ่งตัวเลขดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นอีกเป็นรายชั่วโมง
สถาบันวิจัย Rystad Energy กล่าวว่า บรรดาผู้ผลิตหลักจะถูกบีบให้ปิดปากหลุมตั้งแต่เดือนเม.ย.และพ.ค. โดยจะเริ่มจากบ่อขุดเจาะที่เก่าและประสิทธิผลต่ำก่อน
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทเชฟรอน (Chevron) ก็ได้ประกาศแผนลดค่าใช้จ่ายลงร้อยละ 30 และลดผลผลิตจากแหล่ง Permian ลงร้อยละ 20
คาดการณ์โดยสถาบัน Goldman Sachs ว่าในท้ายที่สุดผลผลิตน้ำมันโดยรวมอาจลดลงถึง 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ท้ายที่สุดคงต้องคิดต่อว่า หากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 จบลงแล้ว เหตุการณ์นี้จะก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันหรือไม่ ถ้าอุตสาหกรรมน้ำมันไม่อาจผลิตน้ำมันได้มากเท่าในอดีตเนื่องจากมีการปิดบ่อน้ำมันบางส่วนไปแล้ว ภาวะน้ำมันล้นตลาดในวันนี้อาจกลายเป็นภาวะน้ำมันขาดตลาดได้ในชั่วข้ามคืน และย่อมส่งผลต่อราคาน้ำมันที่จะพุ่งขึ้นสูงด้วยอย่างแน่นอน
ที่มา: https://edition.cnn.com/2020/04/01/business/oil-prices-crash-storage-space/index.html

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา