
สำนักงานอัยการสูงสุด ชี้แจง ส่งกลับสำนวน 'คดีอุ้มฆ่า' ทรงพล ธารารักษ์ ในพื้นที่ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ระบุ พนักงานสอบสวนทำสำนวนไม่สมบูรณ์-ครบตามกฎหมาย
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 26 มีนาคม 2569 สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เผยแพร่เอกสารข่าว คดีอุ้มฆ่า นายทรงพล ธารารักษ์ เหตุเกิดในพื้นที่ อำเภอ ท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีรายละเอียดดังนี้
นายทรงพล สุวรรณพงศ์ รองโฆษก อสส. เปิดเผยว่า ตามที่สถานีตำรวจภูธรท่าชนะ ได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญา กล่าวหานายวีรยุทธ สังข์สกุล ปลัดอำเภอท่าชนะ กับพวกรวม 5 คน ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ, ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยทรมานหรือโดยกระทำทารณ์โหดร้าย, ร่วมกันกระทำทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหายฯ, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือถูกขังยังถึงแก่ความตาย,ร่วมกันบุกรุกโดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในวลากลางคืน, ร่วมกันลอบ ฝัง ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ, ไม่มีเหตุอันควรทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งศพ กระทำการใด ๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ไปยังสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 8 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569
สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 8 ได้พิจารณาสำนวนคดีดังกล่าวข้างต้นแล้วเห็นว่า คดีนี้เกี่ยวพันกับสำนวนการชันสูตรพลิกศพของสถานีตำรวจภูธรท่าชนะ คดีนายทรงพล ธารารักษ์ ผู้ตาย กรณีที่ชันสูตร ตายโดยผิดธรรมชาติ ถูกผู้อื่นทำให้ตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าได้ปฏิบัติราชการตามหน้าที่ในการทำสำนวนชันสูตรและสำนวนที่เกี่ยวเนื่องกับการตายที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานที่อ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ตั้งเป็นประเด็นการตายในการทำสำนวนชันสูตรนั้น
กฎหมายได้บัญญัติวิธีการจัดทำสำนวนชันสูตรและสำนวนที่เกี่ยวข้องกับการตายที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานที่อ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ไว้โดยเฉพาะ แตกต่างจากการตายที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน คือ
1. สำนวนการชันสูตรพลิกศพดังกล่าว ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 148 ถึง มาตรา 156 ข้อเท็จจริงในสำนวนคดีนี้รับฟังได้ว่า นายทรงพลฯ ตายโดยผิดธรรมชาติ โดยการถูกผู้อื่นทำให้ตาย ตามมาตรา 148 (2) พนักงานสอบสวนต้องทำสำนวนคดีชันสูตรพลิกศพการตายของนายทรงพลฯ ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150
ทั้งนี้ การตายของนายทรงพลฯ ที่เป็นเหตุในการชันสูตรพลิกศพในครั้งนี้มีการกล่าวอ้างว่า เป็นการตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่
ในการทำสำนวนชันสูตรนอกจากพนักงานอัยการแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่จะต้องเข้าร่วมกับพนักงานสอบสวนทำการชันสูตรพลิกศพแล้ว ในการจัดทำสำนวนการชันสูตรพลิกศพ พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการตาม มาตรา 150 วรรคสองและวรรคสาม กล่าวคือ ต้องแจ้งให้พนักงานอัยการเข้าร่วมกับพนักงานสอบสวนทำสำนวนชันสูตรพลิกศพให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดด้วย ไม่ใช่เพียงเข้าร่วมการสอบสวนเท่านั้น แต่พนักงานอัยการต้องร่วมทำสำนวนชันสูตรพลิกศพด้วย
ซึ่งจากการตรวจสอบเอกสารในสำนวนการสอบสวนคดีชันสูตรพลิกศพเรื่องนี้ พบว่าพนักงานสอบสวนได้มีหนังสือถึงพนักงานอัยการให้เข้าร่วมสอบสวนและทำสำนวนชันสูตรพลิกศพแล้ว โดยพนักงานอัยการเข้ามาร่วมในการสอบสวนพยานบุคคลในสำนวนชันสูตรพลิกศพ แต่ไม่ปรากฎหลักฐานว่าพนักงานอัยการได้ร่วมหรือมีลายมือชื่อในการจัดทำสำนวนชันสูตรพลิกศพเรื่องนี้ จึงเป็นสำนวนการชันสูตรพลิกศพที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายตามประมวลกฎหมาฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 150 วรรคสี่
2. สำนวนการสอบสวนคดีนี้ สืบเนื่องมาจากสำนวนการชันสูตรพลิกศพของนายทรงพลฯ เป็นกรณีกล่าวอ้างว่า เป็นการตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ นอกจากฎหมายกำหนดให้พนักงานสอบสวนต้องทำสำนวนชันสูตรพลิกศพตามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ที่บัญญัติไว้แล้ว
ในการทำสำนวนการสอบสวนที่เกี่ยวเนื่องกันนั้น พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 155/1 ด้วย กล่าวคือ การสอบสวนในกรณีที่มีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ นอกจากสำนวนชันสูตรพลิกศพที่พนักงานสอบสวนต้องแจ้งให้พนักงานอัยการเข้าร่วมในการทำสำนวนร่วมกับพนักงกงานสอบสวน ตามมาตรา 150 วรรดสี่แล้ว การทำสำนวนการสอบสวบประเภทดังกล่าว รวมทั้งสำนวนคดีนี้ พนักงานสอบสวนต้องแจ้งให้พนักงานอัยการเข้าร่วมในการทำสำนวน การสอบสวนตานตามบทบัญญัติมาตรา 155/1 ด้วย
แต่จากการตรวจสอบสำนวนคดีนี้ ไม่พบหลักฐานว่าพนักงานสอบสวนได้มีหนังสือแจ้งพนักงานอัยการเข้าร่วมทำสำนวนการสอบสวนในคดีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย และพนักงานสอบสวนมีเพียงหนังสือแจ้งพนักงานอัยการเข้าร่วมการสอบสวนตามในคดีนี้ ตามพระราชบัญญัติป้องกันปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เท่านั้น ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติของกฎหมายคนละฉบับแตกต่างกัน ซึ่งสำนวนการสอบสวนคดีนี้แม้จะปรากฏลายมือชื่อของพนักงานอัยการเข้าร่วมสอบคำให้การพยานบางปาก โดยพนักงานอัยการได้เข้าร่วมการสอบสวนในการสอบคำให้การผู้ต้องหาที่ 5 เท่านั้น แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการมอบหมายให้เข้าร่วมทำสำนวนการสอบสวน และไม่ใช่เป็นการเข้าร่วมทำสำนวนการสอบสวนที่ถูกต้อง
ทั้งในรายงานการสอบสวนก็ไม่ปรากฏลายมือชื่อพนักงานอัยการที่ได้รับการมอบหมาย ร่วมลงชื่อกับคณะพนักงานสอบสวนสรุปความเห็นในสำนวนการสอบสวนด้วยแต่อย่างใด
การสอบสวนคดีนี้ย่อมดำเนินการไม่เป็นไปตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 155/1 บัญญัติไว้ในกรณีการทำสำนวนคดีนี้ไม่ปรากฎกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจรอพนักงานอัยการเข้าร่วมในการทำสำนวนการสอบสวนที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้เป็นเหตุให้สามารถทำสำนวนสอบสวนต่อไปได้ จึงเป็นสำนวนการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารถนาความอาญามาตรา 155/1 วรรคสาม อันมีผลต่ออำนาจฟ้องของพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120
@ ข้อกล้าวหา ม.157 ไม่พบหลักฐานส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.
นอกจากนี้ สำนวนคดีนี้มีการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกรณีที่กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ อันเป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (2) จึงเป็นกรณีที่มีผู้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานของรัฐหรือบุคคลอื่นใดในข้อหาใด ๆ บรรดาที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
พนักงานสอบสวนจึงมีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริง รวมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้น แล้วส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 61 แต่จากการตรวจสอบสำนวนคดีนี้ ไม่พบหลักฐานว่าพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนเรื่องนี้ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 61 แต่อย่างใด ปรากฎเพียงหนังสือแจ้งผลการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐให้สำนักงานป.ป.ช. ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานีทราบ ตามพระราชบัญญัติการป้องกันปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคบุคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 31 วรรคห้าเท่านั้น ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติของกฎหมายคนละฉบับแตกต่างกัน
เมื่อพนักงานสอบสวนยังไม่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา61 วรรคสอง จึงเป็นการดำเนินการไม่เป็นไปตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 บัญญัติไว้ อันมีผลทำให้พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนได้
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น การสอบสวนของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบจึงยังไม่เสร็จสิ้นและถูกต้องตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140, 142,150, 155/1 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 8 จึงส่งสำนวนการสอบสวมคดีดังกล่าวคืนพนักงานสอบสวนในวันที่ 19 มีนาคม 2569 เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินการทำสำนวนการสอบสวน และสำนวนการสอบสวนคดีชันสูตร ในส่วนที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนตามกฎหมาย ตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
โดยคดีนี้ครบกำหนดฝากขังครั้งที่ 6 ในวันที่ 12 มีนาคม 2569 พนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 7 ในวันที่ 11 มีนาคม 2569 (ก่อนครบกำหนดฝากขังครั้งที่ 6) ซึ่งคดีนี้ครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้ายตามที่ศาลอนุญาตในวันที่ 24 มีนาคม 2569 และในปัจจุบันพนักงานสอบสวนก็ยังมิได้ส่งสำนวนการสอบสวนกลับมายังพนักงานอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 8 แต่อย่างใด

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา