
'ครม.' มีมติเห็นชอบ ปรับปรุงแนวทางปฏิบัติการดำเนินคดี-ข้อพิพาทของหน่วยงานรัฐ 'คดีใกล้ขาดอายุความ' - ส่งอัยการไม่ทัน ให้ยอมรับสภาพหนี้ 'คดีขาดอายุความ' เล็งเห็นล่วงหน้าเดินหน้าต่ออาจก่อให้เกิดความเสียหายทางราชการ ไม่ให้ส่งอัยการ - เปิดทางหน่วยงานรัฐเจรจาต่อรองคู่พิพาท - เพิ่มแนวทางปฏิบัติ-มอบอำนาจ 'พนักงานอัยการ' แก้ต่างคดีให้ 'ครม.-นายกฯ-รองนายกฯ-รมต.ประจำสำนักนายกฯ' ในศาลปกครอง-ศาลรัฐธรรมนูญ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแนวทางในการดำเนินคดีของหน่วยงานของรัฐและแนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้ยกเลิกมติครม.เมื่อวันที่ 24 เม.ย. และ วันที่ 2 ต.ค.2561 เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2562 และเมื่อวันที่ 20 ก.ย.2565 โดยสาระสำคัญเป็นการทบทวนแนวทางในการดำเนินคดีของหน่วยงานของรัฐ และแนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) และสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) โดยนำมติครม.ที่มีหลายมติมารวมกันไว้ในมติเดียว ปรับปรุงแก้ไขข้อความหรือถ้อยคำ และกำหนดแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติม 2 กรณี ได้แก่ แนวทางปฏิบัติกรณีที่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีในคดีปกครองที่ครม.เป็นผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดี และ แนวทางปฏิบัติกรณีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ เป็นการมอบอำนาจให้พนักงานอัยการเป็นผู้แก้ต่างในการดำเนินคดี ตลอดจนให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้นิติกรไปดำเนินการใดๆ ที่ครม. นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งกรณีคดีในศาลปกครอง ให้เรียบเรียงใหม่ โดยยังคงมีแนวทางปฏิบัติเดิม (มติครม.เดิมเมื่อวันที่ 24 เม.ย.2561) และ กรณีคดีในศาลรัฐธรรมนูญให้ปรับใช้ (มติครม.เดิมเมื่อวันที่ 20 ก.ย.2565) โดยกำหนดให้มีแนวทางปฏิบัติทำนองเดียวกันกับแนวทางปฏิบัติในศาลปกครอง ในกรณีมอบอำนาจให้พนักงานอัยการ (เดิมเลขาธิการครม.)
รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า ขณะที่แนวทางปฏิบัติกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว มีข้อความขัดหรือแย้งหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย ให้นำมาปรับใช้ โดยเนื้อหายังคงเดิม (ตามมติครม.เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2562) และนำมารวมกับแนวทางการดำเนินคดีในศาลรัฐธรรมนูญ
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงในเรื่องเดียวกันว่า ครม.ยังมีมติ 1.แนวทางในการดำเนินคดีของหน่วยงานของรัฐ ประกอบด้วย
- แนวทางในการดำเนินคดีของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ 1.1 การดำเนินคดีอาญา เมื่อมีการกระทำความผิดทางอาญาต่อราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือ หน่วยงานอื่นของรัฐ ให้แจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ไม่ควรว่าจ้างทนายความยื่นฟ้องคดีอาญาต่อผุ้กระทำความผิดเอง
ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐดังกล่าวถูกเอกชนฟ้องเป็นคดีอาญา ให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการแก้ต่างคดี ถ้าพนักงานอัยการปฏิเสธหรือขัดข้องในการรับแก้ต่าง ให้หน่วยงานของรัฐดังกล่าวมีสิทธิว่าจ้างทนายความดำเนินคดีได้
1.2 การดำเนินการเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐ กรณีคดีใกล้ขาดอายุความ เมื่อมีข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐให้หน่วยงานของรัฐใช้ความระมัดระวังในการดำเนินคดีเพื่อมิให้คดีขาดอายุความหรือพ้นกำหนดเวลาฟ้องคดี และในกรณีที่ต้องมีการดำเนินการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายงบประมาณ เนื่องจากงบประมาณไม่เพียงพอ หากคดีใกล้หมดอายุความหรือใกล้พ้นกำหนดเวลาฟ้องคดีและยังไม่สามารถส่งข้อพิพาทไปยัง อส. ได้ ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจัดให้มีการรับสภาพหนี้เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายขึ้น
1.3 การดำเนินคดีที่ขาดอายุความ กรณีคดีขาดอายุความแล้ว แต่หน่วยงานของรัฐยังยืนยันให้พนักงานอัยการดำเนินคดีให้ทั้งที่เห็นได้ล่วงหน้าว่า หากดำเนินคดีต่อไปก็มีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ กล่าวคือ เสียค่าใช้จ่าย เสียเวลา เสียกำลังคนในการปฏิบัติงานโดยเปล่าประโยชน์ อีกทั้ง การดำเนินคดีของรัฐไม่ควรดำเนินการในลักษณะที่เอารัดเอาเปรียบเอกชนด้วยการขาดหวังว่า เอกชนอาจไม่ยกอายุความขึ้นต่อสู้คดี เพราะไม่รู้กฎหมาย หรือ ความหลงลืม หรือ อาจขาดนัดยื่นคำให้การ หรือ ขาดนัดพิจารณา เพราะมีผลให้การอำนวยความยุติธรรมของรัฐขาดความน่าเชื่อถือ ดังนั้น หน่วยงานของรัฐจึงไม่ควรนำคดีที่ขาดอายุความแล้วส่งให้พนักงานอัยการดำเนินการต่อไป
- แนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับข้อพิพาทของหน่วยงานของรัฐ เพื่อบรรเทาความสูญเสียและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่รัฐและเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของทางราชการ กรณีหน่วยงานของรัฐมีข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองเป็นคดีเดียวหรือหลายคดีในประเด็นเดีวกันหรือเกี่ยวเนื่องกัน เช่น กรณีคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม (การทางพิเศษแห่งประเทศไทย) แล้วมีคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น ให้หน่วยงานของรัฐต้องชดใช้ค่าเสียหายหรืออื่นใด ให้หน่วยงานของรัฐนั้นอาจดำเนินการเจรจาต่อรองกับคู่พิพาทเพื่อบรรเทาความเสียหายของรัฐและให้เกิดความเป็นธรรมแก่ราษฎรได้ ทั้งนี้ ให้ดำเนินการอย่างโปร่งใส ชอบด้วยกฎหมายและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา