
‘พิพัฒน์’ ยืนยันนั่งประธานศบก.แก้ปัญหาวิกฤติพลังงานจากสถานการณ์สู้รบ ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน ยืนยันลาออกจาก ‘พีที’ มานานกว่า 20 ปีแล้ว ไร้บทบาทในการบริหาร ส่วนการจัดการหุ้นส่วนหรือหุ้น เป็นกระบวนการปกติตามกฎหมาย
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 11 มีนาคม 2569 จากกรณีที่รายงานถึงการถือครองหุ้น ‘ธุรกิจพลังงาน’ ของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
ซึ่งในการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เมื่อวันที่ 24 ก.ย.68 ต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเปิดเผยบนเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 5 ม.ค.69 พบว่า นายพิพัฒน์ได้แจ้งไว้ในรายละเอียดประกอบรายการเงินลงทุน ลำดับที่ 1 บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) จำนวน 2 ล้านหุ้น มูลค่า 17.6 ล้านบาท และ ลำดับที่ 4 บริษัท รัชกิจโฮลดิ้ง จำกัด จำนวน 37,542,610 หุ้น มูลค่า 3,626,616,126 บาท
ประกอบกับการได้รับแต่งตั้งเป็นประธานศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทำให้มีข้อสังเกตถึงการเข้าร่วมประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางของนายพิพัฒน์ ในฐานะรองนายกฯและรมว.คมนาคม ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะหมวกอีกใบหนึ่งของนายพิพัฒน์ ปรากฎข้อมูลการลงทุนในบริษัทเกี่ยวกับธุรกิจพลังงานทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ การลงทุนในบริษัทที่ ‘ถือหุ้นใหญ่’ และ ‘ถือหุ้นเอง’ ใน ‘บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน)’ ซึ่งประกอบธุรกิจในกลุ่มธุรกิจจำหน่ายน้ำมันและก๊าซแอลพีจี หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ปั๊มพีที’ นั้น

ล่าสุดนายพิพัฒน์ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศราเพื่อชี้แจงถึงข้อสังเกตดังกล่าวว่าไม่มีประเด็นเรื่อง การขัดกันแห่งผลประโยชน์แน่นอน เพราะตนเองไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ไม่มีอำนาจไปสั่งการอะไรเกี่ยวกับการซื้อขายน้ำมันของประเทศได้ แต่การแต่งตั้งให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงพลังงานนั้น ก็เพราะว่าตัวเองมีประสบการณ์ทางด้านนี้ มีความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จะแก้ปัญหาอย่างไร
“ผมเคยให้สัมภาษณ์ไปแล้วตั้งแต่ก่อนวันที่จะมีประชุมศบก. (ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง) ด้วยซ้ำว่า เพราะเรารู้ไงว่าวิธีการค้าขายแก๊ส ค้าขายน้ำมัน เขาค้าขายกันยังไง แต่ผมไม่ได้ไปถือหุ้นในปตท.หรืออะไรสักหุ้นหนึ่ง คุณจะว่าผมไม่ได้ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับปั๊มพีที ผมลาออกจากการบริหารมา 20 กว่าปีแล้ว ผมลาออกจากทุกตำแหน่งตั้งแต่ปี 2546 แล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน และหลังจากนั้นผมไม่เคยเข้าไปร่วมประชุม หรือเข้าไปเกี่ยวข้องอะไรทั้งสิ้นทั้งปวง” นายพิพัฒน์กล่าว
ส่วนการที่ป.ป.ช. เปิดเผยสำเนาของสัญญาจัดการหุ้นส่วนหรือหุ้น โดยมีข้อมูลว่า ดำเนินการให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จำกัด (บลจ.เกียรตินาคินภัทร) เป็นผู้ดำเนินการจัดการหุ้นส่วนใน 4 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจโฮลดิ้ง และธุรกิจขนส่ง ลงนามเมื่อ 8 ม.ค.69 ได้แก่ บริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) จำนวน 12.5 ล้านหุ้น บริษัท รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด 31 ล้านหุ้น บริษัท รัชกิจ คอร์โปเรชั่น จำกัด 8.5 แสนหุ้น และบริษัท อาร์ดี เกษตรพัฒนา จำกัด 192,000 หุ้น นั้น นายพิพัฒน์กล่าวว่า ก็เป็นกระบวนการปกติ เพราะตนเองถือหุ้นเกิน 5% ตามกฎหมายก็ต้องมีการนำไปให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้บริหาร

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา