“…โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของรัฐบาลต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองในการแก้ไขปัญหาการทุจริตให้เป็น “วาระแห่งชาติ” โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานและมีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) เป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) เป็นคณะกรรมการและเลขานุการร่วม…”
ผลการวัด ‘ค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต’ หรือ ‘CPI’ ล่าสุด ปี 2025 ประเทศไทยได้ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน อยู่อันดับที่ 116 ของโลก จาก 182 ประเทศ และอยู่ในอันดับที่ 8 ของอาเซียน (สูงสุด สิงคโปร์ 84 คะแนน) จนทำให้ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี จัดลำดับเป็น ‘วาระสำคัญ-เร่งด่วน’
“ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าอับอาย เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ ประเทศไทยจะถูกลดความสำคัญลง เจรจาการค้าหรือพูดคุยกับใครระดับประเทศ ถ้าเขารู้สึกว่าประเทศนี้ขี้โกง คุยกับคนขี้โกงอยู่ ไม่มีวันที่เราจะมีโอกาสต่อรองหรือเจรจาอะไรที่จะทำให้เราได้เปรียบง่ายๆ”นายอนุทิน กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การบูรณาการเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐเชิงรุก ภายใต้โครงการขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวังการทุจริตเชิงรุกในหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่ห้อง Sapphire อาคารอิมแพค เมืองทองธานี
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ขอนำเสนอรายงานการพิจารณาศึกษาการขับเคลื่อนยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของประเทศ ของคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ที่มี พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นประธาน ในส่วนของ ข้อเสนอแนะการขับเคลื่อนยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) ประกอบด้วยนโยบาย 5 ด้าน รวม 42 มาตรการ มีรายละเอียดดังนี้
ตอนนี้ขอเสนอเป็นตอนแรก จำนวน 17 มาตรการ
@ 8 มาตรการ ยกระดับปัญหาทุจริต-วาระแห่งชาติ
นโยบาย : ยกระดับการแก้ไขปัญหาการทุจริต ให้เป็นวาระแห่งชาติ ประกอบด้วย 8 มาตรการ ดังนี้
1. มาตรการ : จัดตั้งกลไกแก้ไขปัญหาการทุจริตระดับชาติ
การพัฒนาประเทศในมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการเมือง ไม่สามารถจะมีประสิทธิภาพได้ ถ้ายังแก้ปัญหาการทุจริตไม่ได้ ก็จะเกิดความเสียหายซึ่งไม่มีทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน ปัญหาสถานการณ์การทุจริตยังทวีความรุนแรง เห็นควรยกระดับให้มีกลไกระดับนโยบาย ในรูปแบบของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการทุจริตระดับชาติ ที่จะต้องบูรณาการทุกภาคส่วน เช่น ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของรัฐบาลต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองในการแก้ไขปัญหาการทุจริตให้เป็น “วาระแห่งชาติ” โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานและมีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) เป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) เป็นคณะกรรมการและเลขานุการร่วม
2.มาตรการ : ฟื้นฟูกลไกการแก้ไขปัญหาการทุจริตระดับกระทรวง (ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต (ศปท.) ระดับกระทรวง)
ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2555 เห็นชอบให้จัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต (ศปท.) ในส่วนราชการที่อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีและส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวงทุกส่วนราชการ โดยให้เป็นส่วนราชการตามมาตรา 31 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยกำหนดไว้ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการของส่วนราชการนั้น ๆ และให้รองหัวหน้าส่วนราชการทำหน้าที่เป็นหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตอีกหน้าที่หนึ่ง
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) ในฐานะเป็นหน่วยงานในการกำกับขับเคลื่อน ศปท. ให้เป็นกลไกระดับปฏิบัติที่จะนำนโยบายมาตรการและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริต ไปสู่การปฏิบัติในหน่วยงานภายใต้สังกัด/กำกับได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เห็นควรมีการกำกับขับเคลื่อน ศปท. อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง และให้มีการสร้างความก้าวหน้าในสายงานให้กับผู้ปฏิบัติงานของ ศปท.
3.มาตรการ : ศึกษาระบบการบริหารจัดการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อหัวหน้าส่วนราชการ
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ควรศึกษาระบบการบริหารจัดการเพื่อบังคับใช้ตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 หมวด 7 การส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 130 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 42 มาตรา 103 และมาตรา 158 ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัดหรือปฏิบัติงานอยู่ ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นให้เก็บรักษาไว้ที่หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดอยู่ และให้ถือเป็นความลับในราชการที่จะเปิดเผยมิได้ เว้นแต่จะส่งมอบให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ร้องขอ หรือเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 103 หรือเมื่อมีกรณีที่จะต้องดำเนินการสอบสวนทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น
ระยะเวลาการยื่น แบบรายการ หลักเกณฑ์ วิธีการยื่น และการเก็บรักษาบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องคำนึงถึงการตรวจสอบได้ ความสะดวก และไม่สร้างภาระจนเกินจำเป็น ในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวจะยกเว้นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จ้างมาเป็นการชั่วคราวหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐบางประเภท ให้ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามวรรคหนึ่งก็ได้
4.มาตรการ : นำมาตรฐานสากล ISO 37002 มาประยุต์ใช้ในหน่วยงานของรัฐที่มีภารกิจในการรับเรื่องร้องเรียน เพื่อปรับปรุงกระบวนการให้มีผู้แจ้งปัญหาการทุจริต (ในทุกรูปแบบ) มากยิ่งขึ้น
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) ควรนำมาตรฐานสากล ISO 37002 Whistleblowing Management Systems - Guidelines มาตรฐานระบบการจัดการการแจ้งเบาะแส มาประยุต์ใช้ เพื่อสร้างระบบรับแจ้งเรื่องร้องเรียนแจ้งเบาะแสที่ปลอดภัย ปกปิด คุ้มครองข้อมูลผู้แจ้ง และคุ้มครองความปลอดภัยจนผู้แจ้งมีความมั่นใจในการแจ้งเรื่องปัญหาการทุจริต (ในทุกรูปแบบ) และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการแจ้งปัญหาการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม
5. มาตรการ : ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นเชิงลึก
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) รับจดทะเบียนนิติบุคคลและอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในไทย ควรมีมาตรการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นเชิงลึก (Due Diligence) ว่าเป็นนอมินี (Nominee) หรือไม่ มักมีทุนจดทะเบียนต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่าโครงการ
ปัจจุบันโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐ (Mega Projects) ที่มีมูลค่าสูงและต้องใช้เทคโนโลยีซับซ้อน มักมีรูปแบบการดำเนินงานในลักษณะกิจการร่วมค้า (Joint Venture) หรือกิจการค้าร่วม (Consortium) โดยเป็นการจับคู่ระหว่างบริษัทไทยและบริษัทต่างชาติ โดยปกติการกำหนดคุณสมบัติจะเน้นให้บริษัทไทยเป็นแกนหลัก (Lead Firm) โดยมักกำหนดสัดส่วนมูลค่าผลงานของบริษัทไทยไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของวงเงิน เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในประเทศ อย่างไรก็ตาม หากบริษัทต่างชาติมีศักยภาพและหน่วยงานเจ้าของโครงการเปิดกว้าง ก็สามารถเข้าร่วมแข่งขันได้เพื่อเพิ่มทางเลือกและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งกรมบัญชีกลางพิจารณาคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอจากความถูกต้องทางทะเบียนเป็นหลัก
เนื่องจากนโยบายการจดทะเบียนเน้นความรวดเร็วในการประกอบธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งไม่ได้มีการตรวจสอบประวัติเชิงลึกจากต่างประเทศในขั้นตอนการจดทะเบียน ซึ่งพบประเด็นความเสี่ยงสำคัญที่เกิดจากช่องว่างในการตรวจสอบ ดังนี้
(1) การขายงานและการยืมชื่อ (Selling Work / Name Lending) โดยในรูปแบบกิจการร่วมค้า (Joint Venture) มักพบกรณีที่บริษัทต่างชาติใช้ชื่อบริษัทไทยที่มีผลงานชั้นนำ (Class A) เพื่อให้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ แต่ในทางปฏิบัติ บริษัทต่างชาติหรือบริษัทลูกช่วงอาจเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างเกือบทั้งหมดโดยขาดการควบคุมคุณภาพ หรือในทางกลับกัน บริษัทต่างชาติที่มีชื่อเสียงมาร่วมทุนแต่ผลักภาระงานทั้งหมดให้บริษัทรายย่อยในประเทศดำเนินการแทน ส่งผลให้เกิดปัญหาคุณภาพงานและความปลอดภัย
(2) ความรับผิดที่จำกัด (Limited Liability) โดยบริษัทต่างชาติที่เข้ามาจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลใหม่เฉพาะกิจ (SPV) มักมีทุนจดทะเบียนต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่าโครงการ (เช่น ทุน 100 ล้านบาท แต่รับงาน 2,000 ล้านบาท) หากเกิดความเสียหาย บริษัทเหล่านี้รับผิดชอบได้เพียงทุนจดทะเบียน ซึ่งสร้างความเสี่ยงให้กับภาครัฐ
(3) ประวัติการทำงานในต่างประเทศ ในการตรวจสอบประวัติการทิ้งงานหรืออุบัติเหตุร้ายแรงของผู้ประกอบการในประเทศต้นทางเป็นเรื่องยาก และปัจจุบันยังไม่มีระบบเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าว
6.มาตรการ : พัฒนากลไกควบคุมความเสี่ยงการทุจริตระดับหน่วยงานและพื้นที่ (Corruption Risk Mapping)
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) ควรร่วมกันจัดทำคู่มือการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงการทุจริต (Guide to Corruption Risk Mapping) ในระดับกระทรวง/กรม และระดับพื้นที่ (จังหวัด/อำเภอ) เพื่อเป็นแนวทางมาตรฐานในการประเมิน วิเคราะห์ และบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการทุจริตอย่างเป็นระบบ
การจัดทำแผนที่ความเสี่ยงการทุจริต (Corruption Risk Mapping) มีประโยชน์สำคัญในการช่วยให้หน่วยงานสามารถมองเห็นภาพรวมของความเสี่ยงต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุม ชัดเจน สามารถจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง ระบุจุดหรือกระบวนการที่มีโอกาสเกิดการทุจริต รวมถึงทำความเข้าใจว่าความเสี่ยงเหล่านั้นอาจเกิดขึ้นในขั้นตอนหรือพื้นที่ใด และควรมีมาตรการป้องกันหรือแก้ไขอย่างไรให้เหมาะสม
ทั้งนี้ ควรขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านกลไกศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต (ศปท.) และคณะกรรมการผลักดันการดำเนินงานตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติระดับจังหวัด เพื่อให้การจัดทำและการใช้แผนที่ความเสี่ยงด้านการทุจริตมีความสอดคล้องกับบริบทสภาพปัญหาพลวัตการทุจริต และความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละหน่วยงานและแต่ละพื้นที่ อันจะนำไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตได้อย่างตรงจุด มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
7.มาตรการ : เปิดเผยข้อมูลเงินเดือน และค่าตอบแทนอื่น ๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
รัฐบาลควรมีนโยบายให้หน่วยงานของรัฐเปิดเผยข้อมูลเงินเดือนและค่าตอบแทนอื่น ๆ เช่น โบนัสของเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง ต่อสาธารณะ ผ่านระบบสารสนเทศและเว็บไซต์ของแต่ละหน่วยงานอย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับความโปร่งใส ความรับผิดชอบและการตรวจสอบได้ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตลอดจนลดความเสี่ยงต่อการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อนในภาครัฐ
ควรมอบหมายให้มีหน่วยงานเจ้าภาพหลัก เพื่อกำหนดมาตรการให้หน่วยงานของรัฐนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เป็นต้น ให้มีการกำหนดนิยาม“ข้าราชการระดับสูง” ขอบเขต และประเภทของข้อมูลเงินเดือนและค่าตอบแทนที่จะเปิดเผยให้มีความชัดเจน เป็นมาตรฐานเดียวกัน และครอบคลุมทุกกระทรวง
โดยอย่างน้อยต้องประกอบด้วย เงินเดือนประจำ ค่าตอบแทนพิเศษหรือเงินเพิ่มตำแหน่ง โบนัส เบี้ยประชุม ค่าตอบแทนจากการดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการหรือบอร์ดรัฐวิสาหกิจ รวมถึงสวัสดิการหรือผลประโยชน์อื่นใดที่อยู่ในรูปของตัวเงิน ทั้งนี้ ให้แสดงข้อมูลในรูปแบบที่ประชาชนสามารถเข้าใจ เปรียบเทียบ และตรวจสอบได้โดยสะดวกให้หน่วยงานภาครัฐจัดให้มีระบบการรวบรวม ตรวจสอบ และปรับปรุงข้อมูลดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และน่าเชื่อถือ พร้อมทั้งกำหนดกลไกกำกับติดตามการเปิดเผยข้อมูลให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
8. มาตรการ : นโยบาย “NO GIFT POLICY” จากการปฏิบัติหน้าที่
การรับของขวัญจากการปฏิบัติหน้าที่ อาจมีความเสี่ยงการรับสินบน (Bribery) ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดในรูปแบบต่าง ๆ ที่อาจการให้หรือรับผ่านคนกลาง ที่เสนอว่าจะให้สัญญา ว่าจะให้ มอบให้ การยอมรับ การให้ หรือการร้องขอสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันส่งผลต่อการตัดสินอย่างใดอย่างหนึ่งในลักษณะจูงใจให้กระทำการหรือไม่กระทำการที่ขัดต่อหน้าที่ความรับผิดชอบ
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) ในฐานะเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับ ขับเคลื่อน ผ่านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) เพื่อให้มาตรการนโยบาย “NO GIFT POLICY” จากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมีความเสี่ยงการรับสิน สำนักงาน ป.ป.ท. ควรแสวงหาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จ และสร้างความเป็นปึกแผ่นของระบบราชการ
@ 9 มาตรการ ป้องกัน-แก้ปัญหาติดสินบน
นโยบาย: ป้องกันและแก้ไขปัญหาการติดสินบนในการดำเนินธุรกิจ ประกอบด้วย 9 มาตรการ ดังนี้
1. มาตรการ : บัญชีดำ (Blacklist) ใบอนุญาตที่มีความเสี่ยงการเรียกรับสินบน
มาตรการ “บัญชีดำ” (Blacklist) ใบอนุญาตที่มีความเสี่ยงการเรียกรับสินบนเป็นแนวทางเชิงระบบที่มุ่งเน้นการระบุและจัดการกับกระบวนการอนุญาตที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริต โดยเฉพาะการเรียกรับสินบนจากภาคธุรกิจของหน่วยงาน ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้มีการดำเนินการดังนี้
1) รัฐบาลควรสนับสนุนให้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย ทำการสำรวจจากภาคธุรกิจที่เคยขอใบอนุญาต และเปิดเผยผลต่อสาธารณะ
2) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) ทำการประเมินความเสี่ยงใบอนุญาตทุกประเภท โดยเฉพาะใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ ซึ่งมีขั้นตอนซับซ้อน ใช้ดุลพินิจสูง หรือมีข้อร้องเรียนจำนวนมาก วิเคราะห์ปัจจัยความเสี่ยงเชิงลึก ศึกษาว่าปัญหาเกิดจากความไม่ชัดเจนของกฎหมายหรือระเบียบ การใช้ดุลพินิจ โดยขาดหลักเกณฑ์ที่โปร่งใส ระยะเวลาพิจารณาที่ยืดเยื้อยืดเยื้อ การขาดระบบติดตามตรวจสอบเพื่อนำไปสู่การแก้ไขที่ตรงจุด จัดทำ “บัญชีดำ” ใบอนุญาตที่มีความเสี่ยง จัดทำรายชื่อใบอนุญาตที่ตรวจพบความเสี่ยงกำหนดให้เป็น “พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ” และอยู่ภายใต้มาตรการกำกับดูแลที่เข้มข้นกว่าปกติ
3) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดเป็นตัวชี้วัดของหัวหน้าหน่วยงานที่ต้องนำไปสู่การแก้ไขปัญหา
2. มาตรการ : กำหนดเกณฑ์ในการพิจารณาหน่วยงานรัฐที่มีความเสี่ยงสูงในการติดสินบน ควรผลักดันให้มีการนำมาตรฐานสากล ISO 37001 มาประยุต์ใช้
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ควรสนับสนุนงบประมาณผ่านกองทุน ป.ป.ช. ผลักดันให้หน่วยงานของรัฐ มีการนำมาตรฐานสากล ISO 37001 ระบบการจัดการการต่อต้านการให้และรับสินบน (Anti – Bribery Management Systems) มาประยุต์ใช้กับ
1) หน่วยงานรัฐที่ออกใบอนุญาตที่มีมูลค่าสูงและรายละเอียดมีความซับซ้อนมีการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ร่วมด้วยค่อนข้างมาก เช่น ใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร โดยอาจใช้แนวทางเริ่มประยุกต์ใช้จากหน่วยงานรัฐที่มีความพร้อม / ความมุ่งมั่น เพื่อใช้เป็นหน่วยงานต้นแบบ) แล้วนำไปขยายผลอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำหนดเป็นตัวชี้วัดของหน่วยงานที่กำกับดูแล
2) หน่วยงานรัฐที่มีการบริหารเงินกองทุนต่าง ๆ ที่มีมูลค่าสูงมาก เช่น กองทุนประกันสังคม
3.มาตรการ : แก้ไขปัญหาสินบนในการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร
ปัญหาการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา) ได้กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกของระบบราชการไทย โดยไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการเรียกรับสินบนหรือ “เงินใต้โต๊ะ” ยังคงดำรงอยู่ในฐานะกลไกแฝงที่ใช้แลกเปลี่ยนกับการอนุมัติใบอนุญาต ความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมาย และการปล่อยปละละเลยของผู้มีอำนาจ
ถึงแม้ว่าปัจจุบัน กรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดให้บริการยื่นขออนุญาตด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งการขออนุญาตก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน เคลื่อนย้ายอาคาร และการขอใบรับรองการก่อสร้างอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แต่ในสภาพความเป็นจริง การขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารในกลุ่มที่เป็นกลุ่มที่ภาคธุรกิจมีความเสี่ยงสูงในถูกเรียกรับสินบน
ผู้ขออนุญาตที่เป็นภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เช่น ก่อสร้างอาคารชุด บ้านจัดสรร โรงงาน ยังพบว่าต้องเผชิญการเรียกร้องเงินหรือการต้องจ่ายสินบน ผู้ประกอบการต้องจัดสรรทรัพยากรส่วนหนึ่งไว้สำหรับการจ่ายเพื่อให้กระบวนการได้มาซึ่งใบอนุญาต และมั่นใจว่าจะได้รับอนุญาตในเวลาที่กำหนด โดยต้องผ่านการเจรจากับผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้บริหารที่เป็นข้าราชการฝ่ายประจำ ก่อนยื่นเรื่องขอตามขั้นตอน ไม่มีผู้ประกอบการรายใดที่อยากจะจ่ายสินบน แต่ผู้ประกอบการ เหล่านี้ได้มีบทพิสูจน์มาแล้วว่า “ไม่จ่ายไม่จบ”
หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรดำเนินการ ดังนี้
1) ยกระดับมาตรการในการปราบปรามการทุจริต ที่เกี่ยวข้องกับการเรียกรับสินบนในการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร โดยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จริงจัง และยั่งยืน เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาแก่ผู้ขออนุญาต ซึ่งหากขาดมาตรการที่มีประสิทธิผล อาจส่งผลให้ต้นทุนของการทุจริตเพิ่มสูงขึ้นและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
2) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา) ทุกหน่วยต้องใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่กรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักนายกรัฐมนตรี ออกแบบไว้ ให้มีการติดตามสถานะ (Tracking) ทุกขั้นตอน ทุกคำขอต้องปรากฏในระบบที่สามารถพรินต์เป็นหน้ารายงานได้ และให้หน่วยตรวจสอบ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
3) การเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม ปัจจุบันค่าธรรมเนียมในการพิจารณาออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารมีอัตราที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับเงินใต้โต๊ะที่จ่ายให้แก่กลุ่มข้าราชการซึ่งราชการได้รับประโยชน์น้อยมาก จึงควรกำหนดค่าธรรมเนียมให้มากขึ้นโดยเอาเงินขึ้นมาบนโต๊ะและใช้จ่ายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
4) เปิดข้อมูลใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่เป็นภาคธุรกิจ ให้ประชาชนตรวจสอบได้ โดยมีการกำหนดข้อมูลที่ต้องเปิดเผย ให้เป็นตัวชี้วัดหนึ่งในการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา) เช่น รายชื่อ บริษัท หรือโครงการที่ขออนุญาต หรือประเภทกิจการสถานที่ก่อสร้าง วันที่ยื่น / วันที่ลงรับเอกสาร / วันที่อนุญาต / จำนวนครั้งที่มีการขอเอกสารเพิ่มเติม / รวมระยะเวลาดำเนินการ และเหตุผลของการอนุมัติ / ไม่อนุมัติ และเหตุผลที่มีการขยายระยะเวลาการพิจารณาออกใบอนุญาต เป็นต้น
5) กำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ทุกระดับที่เกี่ยวข้องในการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร เป็นตำแหน่งที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารทุกขั้นตอนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกรูปแบบ เป็นตำแหน่งที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช
เพื่อให้ครอบคลุมเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกตำแหน่งต้องถูกตรวจสอบ ในส่วนของตำแหน่งที่ยังไม่ใช่ตำแหน่งที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช ได้แก่ รองผู้อำนวยการสำนักช่าง หัวหน้าฝ่ายควบคุมอาคาร นายช่างโยยา ซึ่งเป็นฝ่ายปฏิบัติ (Front - Line Implementers) ในการตรวจแบบและตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้าง เพื่อให้อาคารสร้างตามกฎหมายและไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งมีการตรวจสอบ 3 ระยะ ได้แก่ ตรวจสอบระหว่างก่อสร้าง ตรวจสอบกรณีร้องเรียนและตรวจสอบก่อนออกใบรับรอง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความเสี่ยงสูงในการเรียกรับสินบนโดยเฉพาะผู้ขออนุญาตที่เป็นภาคธุรกิจ ให้เป็นตำแหน่งที่มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
4.มาตรการ : การตรวจแบบขออนุญาตก่อสร้างอาคารแบบอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ปัญหาการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร โดยเฉพาะอาคารขนาดใหญ่ หรืออาคารที่ภาคธุรกิจใช้ในการค้าและการลงทุน เช่น การก่อสร้าง ดัดแปลง หรือรื้อถอนอาคารที่มีพื้นที่เกิน 300 ตารางเมตร มักประสบปัญหาความล่าช้า ความซับซ้อนของกฎหมาย และขั้นตอนการตรวจแบบที่ใช้เวลานาน รวมถึงความคลาดเคลื่อนจากการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่เพิ่มความโปร่งใส ลดดุลยพินิจและลดโอกาสการทุจริต ลดปัญหาต้นทุนแฝงของภาคธุรกิจ จึงเห็นควรให้กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย พัฒนาให้มีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการตรวจแบบขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ตามกฎหมายที่กำหนด โดยระบบสามารถพรินต์ใบอนุญาตก่อสร้างอาคารได้ทันที ผู้ขออนุญาตเพียงนำไปให้เจ้าพนักงานที่มีหน้าที่และอำนาจลงนามรับรองเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไปเพื่อภาคธุรกิจ (Biz Portal) และระบบพอร์ทัลกลางเพื่อประชาชน (Citizen Portal)
5.มาตรการ : การใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐและปรับปรุงกระบวนการให้อนุญาตและการให้บริการประชาชน
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ควรเร่งรัดให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการ
1) นำการใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐและปรับปรุงกระบวนการให้อนุญาตและการให้บริการประชาชน
2) การส่งเสริมเรื่องการจดแจ้งออนไลน์ในบางกระบวนงาน
3) การใช้ Super License เพื่อลดภาระของผู้ประกอบธุรกิจ และการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดภาระในการยื่นเอกสารซ้ำซ้อน
4) พัฒนาศูนย์บริการประชาชนแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service : OSS) เพื่อให้สามารถบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มรูปแบบ
5) พัฒนาแพลตฟอร์มกลางและช่องทางการติดต่อของประชาชนทั้งในเรื่องระบบศูนย์กลางบริการภาครัฐเพื่อภาคธุรกิจ (Biz Portal) และระบบพอร์ทัลกลางเพื่อประชาชน (Citizen Portal)
6.มาตรการ : เพิ่มช่องทางบริการภาครัฐแบบเร่งด่วน (Fast track)
สำนักงานพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ควรร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณากระบวนงานที่สามารถ สร้างทางเลือก (Exit) ให้กับผู้มีความจำเป็นเร่งด่วน (Fast track) แต่ยังคงไว้ซึ่งกระบวนการมาตรฐานในช่องทางปกติ โดยมีเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจน เป็นการเปลี่ยนจากเดิมที่มีการจ่ายใต้โต๊ะให้อยู่บนโต๊ะอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่น กระบวนงาน ดังนี้
1) การจดทะเบียนอาคารชุด (กรมที่ดิน) (กระทรวงมหาดไทย)
2) การออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด (กรมที่ดิน)
3) การรังวัด แบ่งแยก รวม สอบเขตที่ดิน (กรมที่ดิน)
4) การขอเลขที่บ้านและทะเบียนบ้านสำหรับอาคารชุด และบ้านจัดสรร
5) การขออนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.๔) (กรมโรงงานอุตสาหกรรม)
6) การขออนุญาตมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) (สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)
7) การขออนุญาตเชื่อมท่อเชื่อมทาง (กรมการปกครอง กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท)
8) การอนุญาต ขึ้นทะเบียน หรือจดแจ้งผลิตภัณฑ์อาหารและยา : อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา)
7.มาตรการ : ลดระเบียบกฎเกณฑ์ในการขออนุญาต
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ควรมีมาตรการลดระเบียบกฎเกณฑ์ในการขออนุญาต ซึ่งนอกจากจะเป็นการลดค่าใช้จ่าย ลดขั้นตอน ลดระยะเวลาและยังเป็นการส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีความสามารถในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น รวมถึงเป็นการลดปริมาณงานที่รัฐต้องให้บริการ และสามารถนำกำลังคนซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ให้ไปทำภารกิจอื่น ทำให้มีเวลาในการให้บริการประชาชนได้สะดวกรวดเร็วได้ยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นการลดโอกาสการจ่ายค่าอำนวยความสะดวกหรือสินบน ประกอบด้วย 2 แนวทาง ดังนี้
1) ลดระเบียบกฎเกณฑ์ จากการบังคับให้ผู้ประกอบการต้องมาต่อใบอนุญาตทุกปีมาเป็นการต่อใบอนุญาตเป็นระยะ เช่น ทุก 3 - 5 ปี จึงจะทำการต่อใบอนุญาตใหม่
2) ลดระเบียบกฎเกณฑ์ จากการที่เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องทำการตรวจสอบก่อนมีการต่อใบอนุญาตที่ไม่มีความเสี่ยง หรือเสี่ยงต่ำมาก ที่จะมีการละเมิดระเบียบหรือกฎหมาย มาเป็นการให้มีการต่อใบอนุญาต โดยไม่มีการไปตรวจสอบก่อน สามารถต่อใบอนุญาตได้ทันที พร้อมทั้งทำให้การขอรับบริการที่ง่าย (Simplify & Online) ในการให้บริการภาครัฐ คือ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อลดขั้นตอน เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ผ่านระบบออนไลน์ (e - Service) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ทุกที่ทุกเวลา
8. มาตรการ : จัดกลุ่มขนาดของประเภท หรือกิจการในการออกใบอนุญาต
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ควรมีการวิเคราะห์กฎหมาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องในการออกใบอนุญาตต่าง ๆ ที่มีลักษณะครอบคลุมทุกประเภท หรือขนาดของกิจการ ที่อยู่ในมาตรฐานการออกใบอนุญาตมีขั้นตอน และระยะเวลาเดียวกัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในทางปฏิบัติ ประกอบด้วย มาตรการ ดังนี้
1) ลดระยะเวลา ขั้นตอนในการออกใบอนุญาต ให้สอดคล้องกับสภาพของความยาก ง่าย หรือความเสี่ยงสูง ความเสี่ยงต่ำ กิจการขนาดเล็ก กิจการขนาดใหญ่ ต้องไม่ใช้เวลาเท่ากัน กิจการเล็ก หรือขนาด ปริมาณน้อย กว่าต้องได้รับบริการที่ใช้เวลาที่น้อยกว่า
2) เพิ่มทางเลือกสำหรับการขอใบอนุญาตกิจการขนาดใหญ่ ที่มีจำนวนปริมาณมาก (Volume) ให้มีทางเลือกในการจ่ายค่าธรรมเนียมในการขอรับบริการเพิ่มมากขึ้น เป็นการเปลี่ยนจากเดิมที่มีการจ่ายใต้โต๊ะให้อยู่บนโต๊ะอย่างถูกกต้องตามกฎหมาย
9.มาตรการ : สัมปทานการให้บริการสาธารณะพื้นฐานที่โปร่งใส
รัฐบาลควรศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการให้บริการสาธารณะพื้นฐาน (Basic Public Service) เช่น ไฟฟ้า ประปา ภาคพลังงาน จากเดิมที่ผูกขาดโดยรัฐวิสาหกิจ หรือรัฐ ไปสู่ระบบที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถผลิตและให้บริการสาธารณะพื้นฐานเหล่านั้นแทน โดยรัฐปรับเปลี่ยนมาทำหน้าที่เป็นเพียงผู้กำกับดูแล (Regulator) การให้บริการสาธารณะพื้นฐานของเอกชน เนื่องจากการผูกขาดการให้บริการสาธารณะขั้นพื้นฐานโดยรัฐ เป็นหนึ่งในช่องว่างสำคัญให้เกิดการรับสินบน มีรายงานทางวิชาการ เปิดเผยว่า การเข้าเป็นคู่สัญญาของบริษัทเอกชนผ่านการได้รับสัมปทานผลิตน้ำอุปโภคบริโภคส่งให้แก่หน่วยงานของรัฐมีความเสี่ยงสูงให้เกิดการทุจริต เพราะว่าเงินปริมาณมากจะถูกนำมาลงทุนในการก่อสร้าง การวางระบบปฏิบัติการการซ่อมแซม และการดูแลรักษา
ทั้งนี้ หากรัฐบาลเห็นว่าการเปิดเสรีบริการสาธารณะพื้นฐาน (Basic Public Service) ให้ภาคเอกชนเป็นผู้ผลิตต้องอาศัยระยะเวลานานในการศึกษาและวิเคราะห์บริการสาธารณะพื้นฐานแต่ละประเภท การแก้ไขปัญหาการทุจริตในระยะสั้น รัฐบาลควรกำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่จะมีการต่ออายุสัญญาสัมปทานเปิดเผยข้อมูลให้ครอบคลุมรอบด้าน และให้มีระเบียบการคัดเลือกบริษัทเอกชนเพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม รวมถึงควรเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามาร่วมสังเกตการณ์การทุจริต โดยหน่วยงานของรัฐที่จะมีการต่ออายุสัญญาสัมปทานโครงการ ควรนำโครงการเหล่านั้น เข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact : IP)

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา