
“...กฎหมาย PRTR จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ข้อมูลเหล่านี้ถูกเปิดเผยอย่างโปร่งใส และทำให้ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ปล่อยให้ชุมชนต้องเผชิญความเสี่ยงโดยไม่มีข้อมูลและไม่มีทางเลือกอีกต่อไป...”
ท่ามกลางการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวและการเตรียมความพร้อมเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของประเทศไทย กลับปรากฏข้อสังเกตสำคัญในเชิงนิติบัญญัติ เมื่อร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ พ.ศ. .... หรือ ร่างกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) ฉบับภาคประชาชน ไม่ถูกบรรจุอยู่ในรายชื่อกฎหมายค้างพิจารณา 24 ฉบับที่คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา
สถานการณ์ดังกล่าวนำมาสู่การรวมตัวของเครือข่ายภาคประชาชน ประกอบด้วย มูลนิธิบูรณนิเวศ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) และกรีนพีซ ประเทศไทย เพื่อออกแถลงการณ์ทวงถามความคืบหน้าต่อรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 เนื่องด้วยกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานของ ‘สิทธิการรับรู้’ (Right-to-Know) ซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดหลักในการจัดการมลพิษเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยเผชิญมาตลอดหลายทศวรรษ
เพ็ญโฉม แช่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณนิเวศ กล่าวว่า ประเทศไทยเผชิญผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นความขัดแย้งทางสังคมและการต่อต้านโรงงานจากประชาชนทั่วประเทศ เนื่องจากปัญหามลพิษสร้างผลกระทบกว้างขวาง ขณะที่ภาครัฐไม่สามารถแก้ไขได้ ทุกพื้นที่ที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมจึงเผชิญปัญหากลิ่นเหม็น น้ำเสีย กากอันตราย และอุบัติภัยทางเคมีทั้งภายในและภายนอกโรงงาน
“กฎหมาย PRTR ไม่ใช่ ‘ทางเลือก’ แต่คือสิ่งจำเป็นพื้นฐานของสังคมที่ต้องการความปลอดภัยและความเป็นธรรม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เกิดมลพิษหรืออุบัติภัยสารเคมี ประชาชนกลับไม่สามารถรู้ได้ชัดเจนว่าแหล่งกำเนิดอยู่ที่ใด ใครเป็นผู้ปล่อย และใครต้องรับผิดชอบ ทั้งที่ข้อมูลเหล่านี้ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ การไม่มี PRTR จึงไม่ใช่เพียงช่องว่างทางกฎหมาย แต่คือการผลักภาระความเสี่ยงไปให้ประชาชนโดยปราศจากเครื่องมือปกป้องตนเอง หากรัฐยังไม่เร่งผลักดันกฎหมายนี้ ก็เท่ากับปล่อยให้ความไม่โปร่งใสและความไม่รับผิดชอบดำรงอยู่ต่อไปในระบบ” เพ็ญโฉม กล่าวว่า
ขณะที่ อรรถพล พวงสกุล นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า หากประเทศไทยจริงจังกับการยกระดับประเทศสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะการประกาศเจตจำนงในการเข้าเป็นสมาชิก OECD รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างเป็นรูปธรรมในการผลักดันร่างกฎหมาย PRTR ควบคู่กันไปอย่างจริงจัง
มิฉะนั้นย่อมสะท้อนถึงความไม่สอดคล้องระหว่างเป้าหมายเชิงนโยบายกับการดำเนินการในทางปฏิบัติ แต่ตั้งคำถามถึงความพร้อมของประเทศสมาชิก กฎหมาย PRTR มิได้เป็นเพียงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ แต่ยังเป็น ‘มาตรฐานสากลด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม’ ที่ได้รับการยอมรับและใช้อ้างอิงอย่างกว้างขวาซึ่งประเทศไทยสามารถนำมาใช้ยกระดับระบบกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD ได้
ทางด้าน สุภาภรณ์ มาลัยลอย เลขาธิการ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สำหรับคนที่อยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรม ความเสี่ยงจากมลพิษไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน ทั้งอากาศที่หายใจ น้ำที่ใช้ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว สิ่งที่ชุมชนต้องการไม่ใช่แค่การเยียวยาหลังเกิดเหตุ แต่คือสิทธิในการรู้ล่วงหน้าว่ามีสารอะไรถูกปล่อยออกมา ในปริมาณเท่าใด และกระทบต่อสุขภาพของเราอย่างไร เพื่อให้สามารถตัดสินใจและปกป้องตัวเองได้อย่างทันท่วงที
“กฎหมาย PRTR จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ข้อมูลเหล่านี้ถูกเปิดเผยอย่างโปร่งใส และทำให้ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ปล่อยให้ชุมชนต้องเผชิญความเสี่ยงโดยไม่มีข้อมูลและไม่มีทางเลือกอีกต่อไป” สุภาภรณ์ ระบุ

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ขอนำเสนอรายละเอียดของ ร่าง พ.ร.บ. PRTR ดังนี้
@ ถอดรหัส PRTR กลไกตรวจสอบมลพิษระดับสากล
PRTR หรือ Pollutant Release and Transfer Register คือระบบฐานข้อมูลที่กำหนดให้แหล่งกำเนิดมลพิษต้องรายงานชนิดและปริมาณของสารมลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม (ดิน น้ำ อากาศ) รวมถึงข้อมูลการเคลื่อนย้ายสารมลพิษออกนอกพื้นที่สถานประกอบการเพื่อการบำบัดหรือกำจัด ตามร่างมาตรา 3 ของกฎหมายฉบับนี้ ได้นิยามกลไกสำคัญไว้ 3 ส่วน
-
การรายงานจากแหล่งกำเนิด (Reporting) ข้อบัญญัติกำหนดให้ ‘แหล่งกำเนิดมลพิษ’ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่โรงงานอุตสาหกรรม สถานประกอบการที่เข้าข่าย ไปจนถึงชุมชนและยานพาหนะ มีหน้าที่ต้องแสดงข้อมูลปริมาณมลพิษที่เกิดขึ้นจริง
-
การรวบรวมและตรวจสอบ (Data Management) กรมควบคุมมลพิษทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวม ตรวจสอบความถูกต้อง (Quality Assurance) และประมวลผลข้อมูลในระดับประเทศ
-
การเปิดเผยต่อสาธารณะ (Public Disclosure) ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลต้องถูกเผยแพร่สู่ประชาชนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต โดยมีลักษณะเด่นคือต้องเข้าถึงได้โดยสะดวก รวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่าย
หัวใจสำคัญที่ปรากฏในร่างมาตรา 3 คือการนิยาม ‘การปล่อยสารมลพิษ’ ให้ครอบคลุมทั้งการปล่อยโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ รวมถึงการหก การระเหย การทิ้ง หรือการระบายน้ำทิ้ง ซึ่งเป็นการปิดช่องว่างทางกฎหมายที่มักอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุเพื่อเลี่ยงการรับผิดชอบ นอกจากนี้ยังขยายความถึง ‘การเคลื่อนย้ายสารมลพิษ’ (Transfer) ซึ่งหมายถึงการส่งสารอันตรายออกนอกเขตสถานประกอบการเพื่อกำจัดหรือรีไซเคิล ช่วยให้รัฐสามารถติดตามเส้นทางของกากสารพิษได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ป้องกันการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำซากในปัจจุบัน
@ บัญชีรายชื่อมลพิษ 9 กลุ่มความเสี่ยง
สิ่งที่ทำให้ร่าง พ.ร.บ. PRTR แตกต่างจากระเบียบการรายงานเดิม คือการระบุชื่อสารเคมีโดยใช้ระบบ CAS Number (Chemical Abstracts Service) ซึ่งเป็นเลขทะเบียนสากลที่กำกับสารเคมีแต่ละชนิดอย่างเฉพาะเจาะจง ป้องกันความสับสนจากการใช้ชื่อทางการค้าหรือชื่อเรียกทั่วไปตามร่างมาตรา 5 และบัญชีแนบท้าย
สารมลพิษที่เข้าข่ายต้องรายงานถูกจำแนกตามลักษณะความเป็นอันตราย 9 ประการ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานสากลและพันธกรณีระหว่างประเทศ ดังนี้
-
สารก่อมะเร็ง คือ สารที่พิสูจน์ได้ว่าก่อให้เกิดเนื้องอกหรือมะเร็งในมนุษย์
-
สารก่อการกลายพันธุ์ คือ สารที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางพันธุกรรม
-
สารที่มีพิษต่อระบบสืบพันธุ์ คือ สารที่กระทบต่อภาวะเจริญพันธุ์หรือการเจริญเติบโตของตัวอ่อน
-
สารที่มีพิษเรื้อรัง คือ สารที่ก่อให้เกิดความผิดปกติจากการรับสัมผัสในระยะยาว
-
สารที่ก่อให้เกิดการแพ้ คือ สารกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงในระบบทางเดินหายใจหรือผิวหนัง
-
สารที่เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศ คือ สารที่ตกค้างและทำลายห่วงโซ่อาหารหรือความหลากหลายทางชีวภาพ
-
สารที่ทำลายชั้นโอโซน คือ สารเคมีที่ส่งผลโดยตรงต่อชั้นบรรยากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
-
สารมลพิษอินทรีย์ตกค้างยาวนาน (POPs) คือ สารเคมีตามอนุสัญญา สตอกโฮล์ม ที่ไม่สลายตัวง่ายและสะสมในเนื้อเยื่อสิ่งมีชีวิต
-
สารอันตรายอื่นๆ คือ เคมีภัณฑ์ที่ส่งผลกระทบต่อคน สัตว์ พืช หรือทรัพย์สินตามที่รัฐมนตรีกำหนด
การระบุสารมลพิษตามลักษณะเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกลุ่มประชากรวัยทำงานและครอบครัวใหม่ อายุระหว่าง 18-45 ปี เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้คือเครื่องมือในการวางแผนชีวิตและป้องกันสุขภาพล่วงหน้า ตัวอย่างเช่น หากประชาชนในพื้นที่มาบตาพุดหรือระยองสามารถตรวจสอบได้จากแอปพลิเคชันว่ามีการปล่อย ‘สารก่อการกลายพันธุ์’ ในปริมาณเท่าใดและจากพิกัดใด พวกเขาจะสามารถใช้สิทธิในการเรียกร้องมาตรการป้องกันก่อนที่จะเกิดการเจ็บป่วยเรื้อรัง
@ มาตรฐานสากล จากปฏิญญาริโอถึงเงื่อนไขการเข้าสมาชิก OECD
แรงขับเคลื่อนของกฎหมาย PRTR ไม่ได้มาจากภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภารกิจที่ทั่วโลกดำเนินการมานานกว่า 3 ทศวรรษ องค์การสหประชาชาติได้เริ่มผลักดันกรอบกฎหมายนี้ผ่าน ปฏิญญาริโอว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (Rio Declaration) พ.ศ. 2535 ซึ่งเน้นย้ำสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่ถือครองโดยหน่วยงานรัฐ
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับ อนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษอินทรีย์ตกค้างยาวนาน (Stockholm Convention on Persistent Organic Pollutants - POPs) ซึ่งประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2548 พันธกรณีนี้กำหนดให้ประเทศภาคีต้องลดหรือยกเลิกการปล่อยสาร POPs การมีระบบ PRTR จึงเป็นเครื่องมือเชิงประจักษ์เพียงหนึ่งเดียวที่จะช่วยให้ประเทศไทยรายงานผลความคืบหน้าต่อประชาคมโลกได้อย่างถูกต้อง
@ โครงสร้างการบริหารและความรับผิดชอบ กลไกตรวจสอบที่เข้มข้น
เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่รายงานไม่ใช่เพียง ‘ข้อมูลเท็จ’ ร่างกฎหมาย PRTR จึงวางโครงสร้างการกำกับดูแลผ่าน ’คณะกรรมการข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ’ ตามร่างมาตรา 23 ซึ่งมีองค์ประกอบที่เน้นการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่
-
องค์ประกอบคณะกรรมการ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน ร่วมกับผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรม และผู้แทนจากองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมที่จดทะเบียนตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535
-
ผู้ทรงคุณวุฒิ กำหนดให้มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน ซึ่งต้องเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และกฎหมาย โดยอย่างน้อย 2 คนต้องสรรหามาจากผู้แทนองค์กรสาธารณประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยตรง
-
อำนาจหน้าที่ (มาตรา 24) คณะกรรมการมีอำนาจในการกำหนดมาตรฐานการวิเคราะห์ ประมวลผล และการประกันคุณภาพข้อมูล (Quality Assurance) รวมถึงการเสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมายต่อ ครม.
ช่องทางการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน (มาตรา 29) กฎหมายบังคับให้กรมควบคุมมลพิษต้องเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะภายในเดือนตุลาคมของทุกปี โดยข้อมูลต้องระบุ (1) ปริมาณการปล่อยมลพิษ (2) ชื่อและพิกัดภูมิศาสตร์ของแหล่งกำเนิด (3) ประเภทของกิจการ และ (4) ข้อมูลความเป็นอันตรายต่อสุขภาพ การเข้าถึงข้อมูลนี้ต้อง ‘ไม่เสียค่าใช้จ่าย’ และต้องนำเสนอในรูปแบบดิจิทัลที่ใช้งานง่าย (Machine-readable) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Open Data ในยุคปัจจุบัน
@ บทลงโทษและอำนาจท้องถิ่น
ประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อภาคอุตสาหกรรมมากที่สุดคือ บทลงโทษทางปกครองตามร่างมาตรา 35 ซึ่งกำหนดว่าผู้ที่ไม่รายงานข้อมูลหรือรายงานล่าช้าโดยไม่มีเหตุอันควร ต้องระวางโทษปรับ ’ไม่เกินร้อยละหนึ่งของรายได้ในปีที่กระทำความผิด’
การเปลี่ยนฐานการคำนวณค่าปรับจากตัวเลขตายตัว (Flat Fine) มาเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้ คือการอุดช่องว่างที่บริษัทขนาดใหญ่มักมองว่าค่าปรับสิ่งแวดล้อมเป็นเพียง ‘ต้นทุนราคาถูก’ หากบริษัทมีรายได้หนึ่งหมื่นล้านบาท ค่าปรับ 1% คือหนึ่งร้อยล้านบาท ซึ่งสูงพอที่จะบังคับให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการจัดการมลพิษ นอกจากนี้ยังมีโทษทางอาญาตามร่างมาตรา 36 สำหรับการรายงานข้อมูลเท็จ โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 500,000 ถึง 5,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ในระดับพื้นที่ ร่างมาตรา 30 และ 31 ยังให้อำนาจแก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อกำกับดูแล และให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นในการ ‘ไม่ออกใบอนุญาต’ หรือ ‘สั่งพักใช้/เพิกถอนใบอนุญาต’ ประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากสถานประกอบการนั้นเพิกเฉยต่อการจัดทำรายงาน PRTR กลไกนี้ช่วยให้คนในพื้นที่สามารถกดดันและตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษในชุมชนของตนได้อย่างใกล้ชิด

ภาพจาก: thaiprtr.com
ปัจจุบัน ร่าง พ.ร.บ. PRTR ฉบับภาคประชาชนอยู่ในสถานะ ‘พร้อมพิจารณา’ ขาดเพียงการยืนยันจากคณะรัฐมนตรีเพื่อส่งคืนสู่รัฐสภาตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะครบกำหนด 60 วัน ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569
ต้องติดตามต่อไปว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะตัดสินใจ 'ชุบชีวิต' หรือ 'ปล่อยมือ' ร่างกฎหมาย PRTR ฉบับภาคประชาชนนี้ให้ตกไปตามกาลเวลา

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา