“…ตั้งแต่ต้น มันไปผิดทาง ไปศาลฏีกา ไปศาลอาญาคดีทุจริตฯ หรือ อาจจะต้องไปที่ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่มีทางล้มระบบสว.สีน้ำเงิน ที่เขาเรียกกัน ไม่มีทาง ที่กกต.จะส่งไปศาลฏีกา 77 ราย สมมุติว่า ถ้าศาลฎีกาท่านเฮี้ยนหนัก ท่านใช้อำนาจเรียกพยานหลักฐานที่มันยังขาดๆ วิ่นๆ เข้าไปดูประกอบแล้วเห็นว่า โอ้โห มันผิดหมดเลย 77 คน ก็เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 77 คนนี้ แล้วก็จบอย่างนั้น ไม่กระเทือนระบบ...”
หมายเหตุ : สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) นายวัส ติงสมิตร อดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ( กสม.) และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา กับ นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวในงานเสวนาวิชาการ ภายใต้โครงการราชบัณฑิตยสภานำความรู้สู่สังคม ครั้งที่ 13 หัวข้อ คดีฮั้ว สว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้ จัดโดยราชบัณฑิตยสภาและสำนักงานราชบัณฑิตยสภา เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569
อ่านประกอบ : 'สิทธิโชติ' กกต.เสียงข้างน้อย 'คดีฮั้วสว.' เล่าเบื้องหลังเก็บ 'โพย' ยอมรับน้องใหม่-ยังอ่อนด้อย

นายวัส ติงสมิตร อดีตประธาน กสม. และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา :
ผลกระทบจาก คดีฮั้วสว. สว.ชุดนี้เกิดจากการเลือกกันเอง เป็นระบบที่ค่อนข้างแปลก พิสดาร ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 และเป็นที่มาของการขยายความมาเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2561 จำนวน 99 มาตรา มีอำนาจกว้างขวาง รวมถึงการเห็นชอบตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ เช่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขณะที่อำนาจหน้าที่ คือ การใช้ดุลพินิจของ กกต. แค่ไหน และเท่ากับการทำตามอำเภอใจหรือไม่ ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นจากคดีฮั้ว สว. มีกี่ทางเลือก กี่ช่องทางกับปัญหาที่เกิดขึ้น
@ ชี้ 6 ช่องทาง
ช่องทางแรก ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นหน้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คือ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 62 ซึ่ง กกต.กำลังจะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายใน 60 วัน นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ก.ย.69 (กกต.ลงมติยื่นศาลฎีกา คดีฮั้วสว. 77 ราย)
“รัฐธรรมนูญและพ.ร.ป. กำหนดให้ใช้สำนวนของ กกต. เป็นหลัก แต่ไม่ตัดอำนาจของศาลฎีกาที่จะไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ เพราะฉะนั้นผู้สมัครฯ หรือ บุคคลอื่นที่มีข้อมูลสามารถส่งไปที่ศาลฎีกาได้ เมื่อกกต.ยื่นคำร้องถึงศาลฎีกาแล้ว”
ในส่วนของผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกสว. จะใช้ช่องทางนี้หรือไม่นั้น โดยปกติตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป. ในช่องทางที่ไปศาลโดยตรงกรณีที่เป็นปัญหานี้ ยังหาไม่พบ แต่ในกรณีปัญหาเรื่องจากจัดกลุ่ม ซึ่งผ่านมา 2 ปีเศษแล้ว ปรากฏว่าไปยื่นต่อศาลฎีกา รับ และนัดเตรียมไต่สวน
ความคาดหวังระดับสูง-กลาง เพราะศาลฎีกากรองและสามารถได้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมมากกว่าสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26
ช่องทางที่สอง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงสามารถยื่นฟ้องเป็นความผิดอาญาต่อเจ้าพนักงานของรัฐ คือ กกต. ซึ่งที่ผ่านมา มีสองแนวทางในการวินิจฉัย เรื่อง ขอบเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตฯ หรือไม่ ถ้าจะฟ้อง กกต.เพื่อเอาผิดทางอาญา
ในอดีตเมื่อปี 2562 คดีนี้ได้เข้าสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ในข้อกฎหมายเขียนว่า ถ้ามีปัญหาวว่าคดีนั้นอยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตฯ หรือไม่ ให้ประธานศาลอุทธรณ์เป็นผู้วินิจฉัย และเป็นที่สุด ซึ่งวินิจฉัยว่า อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตฯ
ในปีเดียวกันนั้นเอง ได้มีคำพิพากษาของศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา คดีนั้นเป็นการฟ้อง ป.ป.ช. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ซึ่งมีคำวินิจฉัยว่า อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตฯ
อย่างไรก็ตามในปี 2569 คดีฟ้อง กกต. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 4 ประธานศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตฯ แม้จะมีแนวคำวินิจฉัยเมื่อปี 62 อยู่แล้วว่า อยู่ในขอบเขตอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตฯ ปัญหาคือ เวลานี้ต้องถือแนวตามคำวินิจฉัยใด
“ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.69 เป็นต้นไป เข้าสู่ปีงบประมาณใหม่ การโยกย้ายก็เกิดขึ้น คดีเหล่านี้ เมื่อขึ้นสู่ศาลอีกครั้งหนึ่ง ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า กลับไปใช้ในแนวเดิมได้ว่า เป็นอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตฯ ก็ได้ เพราะฉะนั้นความคาดหวังในการฟ้องคดีอาญามี”
ความคาดหวังกลาง-ต่ำในการฟ้องคดีอาญามี
@ ช่องทางศาลรัฐธรรมนูญต่ำสุดๆ
ช่องทางที่สาม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นคดีอาญาโดยตรงและทางจริยธรรม ซึ่งต้องผ่านอัยการสูงสุด (อสส.) ถึงจะไปศาลฎีกาคดีอาญาได้ ขณะเดียวกันคดีมาตรฐานตจริยธรรมที่จะถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ แต่ไม่ใช่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่เป็นศาลฎีกาธรรมดา (สนามหลวง)
ความคาดหวังต่ำ เพราะใช้เวลานาน
ช่องทางที่สี่ ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา ศาลอาญา หรือ ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สาเหตุที่แยกออกมา เพราะอาจมีความผิดทางอาญาที่ไม่เกี่ยวข้องกับ กกต. กระทบกระเทือนผู้สมัครสว. และ สว.สำรอง ถือเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา และพ.ร.ป.สว. มาตร 88 ซึ่งเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของ กกต.เล็กน้อย คือ ไปเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการสมัครสว. ซึ่งกฎหมายห้ามเปิดเผยผู้สมัครสว.ระดับอำเภอ มีความผิดอาญา
ความคาดหวังระดับกลาง แต่ต้องใช้เวลา และไม่กระทบต่อการลงมติของกกต.เมื่อวันที่ 14 ก.ย.69 ซึ่งต้องผ่านถึง 3 ศาล คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ จึงจะไปถึงศาลฎีกา
ช่องทางที่ห้า ศาลปกครอง การเพิกถอนระเบียบข้องบังคับ
ความคาดหวังต่ำ เพราะค่อนข้างล่าช้า
ช่องทางที่หก ผู้ตรวจการแผ่นดิน ไปศาลรัฐธรรมนูญ ว่า กระบวนการเลือก สว. ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เช่น การลงคะแนนขัดต่อหลักการการลงคะแนนโดยลับ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
“ผมได้รับคำถามจากทนายความคนหนึ่ง ว่า สามารถไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเลือกสว. เป็นโมฆะ ทำนองเดียวกับกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องเรื่องบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ผมบอกว่า ไปไกลเกินไป เพราะว่า อาจจะเป็นความพลั้งเผลอในการร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องความลับในการลงคะแนนเลือกสว. ไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ไปเขียนไว้ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งเป็นกฎหมายระดับรองลงมาจากรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการวินิจฉัยปัญหานี้ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่า ช่องทางสุดท้ายต่ำสุดๆ ”
ความคาดหวังระดับต่ำ
นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ :
นั่งฟังใจจดใจจ่อว่า จะพาไปไม่ถึงศาลรัฐธรรมนูญ สุดท้ายก็มาถึงจนได้ คดีฮั้วสว. ประชาชนและคนที่เกี่ยวข้องเห็นตรงกันทั่วถึง ว่า ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนุญ และผิดกันมาตั้งแต่การวางระบบการได้มาซึ่ง สว. ตามรัฐธรรมนูญ ประกอบกับเป็นของใหม่ และได้ กกต.ชุดใหม่ ที่ไม่เคยทำระบบนี้มาก่อน ไม่กระชับรัดกุม
“เราปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้ บ้านเมืองจะเป็นอย่างนี้ เพียงแต่ว่า กลุ่มไหน สีไหน จะเก่งกว่ากัน ฮั้วเก่งกว่ากันเท่านั้น คนที่ฮั้วไม่เก่งก็ได้น้อยไปหน่อย คนที่ฮั้วเก่งก็ได้เยอะหน่อย เพราะฉะนั้น ต้องเปลี่ยนระบบ จะเปลี่ยนอย่างไร จะทำอย่างไร ก็ต้องไปแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมรูญ 5 ปีก็ไม่สำเร็จ ผมมองโลกในแง่ร้าย เพราะกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่จะไปแตะอำนาจขององค์กรอิสระ มันมีตัวล็อกไว้หลายตัว เพราะฉะนั้นทำอย่างไรให้บรรลุความเห็นร่วมกันของประชาชน ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายที่ไม่ได้เป็นฝักใฝ่ในการแข่งขั้นทางการเมือง หรือกลุ่มผลประโยชน์ฝ่ายใดเลย ให้ได้เห็นผลก่อน 3 ปี ก่อนที่ อายุ สว.ชุดปัจจุบันจะหมดวาระ 5 ปี”
@ ไปศาลฎีกา ผิดทาง - ไม่มีทางล้มระบบสว.สีน้ำเงิน
“ตั้งแต่ต้น มันไปผิดทาง ไปศาลฏีกา ไปศาลอาญาคดีทุจริตฯ หรือ อาจจะต้องไปที่ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่มีทางล้มระบบสว.สีน้ำเงิน ที่เขาเรียกกัน ไม่มีทาง ที่กกต.จะส่งไปศาลฏีกา 77 ราย สมมุติว่า ถ้าศาลฎีกาท่านเฮี้ยนหนัก ท่านใช้อำนาจเรียกพยานหลักฐานที่มันยังขาดๆ วิ่นๆ เข้าไปดูประกอบแล้วเห็นว่า โอ้โห มันผิดหมดเลย 77 คน ก็เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 77 คนนี้ แล้วก็จบอย่างนั้น ไม่กระเทือนระบบ
ผมว่า 77 คน กว่าศาลฎีกาท่านจะตรวจดูแต่ละคนๆ ครบ ผมว่าให้เวลา 3 ปี เว้นแต่ว่า ท่านเฮี้ยนมากเลย ท่านเอาจริง พิจารณาทุกวัน อาจจะเสร็จภายใน 1 ปี แล้วสมมุติว่า อู้หู้ หลักฐานที่ท่านเรียกมา เส้นทางการเงินก็ดี พยานกลับคำสองตลบ สามตลบก็ดี เอาเครื่องจับเท็จมาใช้อย่างที่หลายคนเสนอ เพื่อมาดูว่าสามตลบตรงไหนน่าจะเป็นเท็จ จริงไหนที่น่าจะเป็นจริง ศาลฎีกามีอำนาจ เพราะเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อีกชนิดหนึ่ง แนวบรรทัดฐานศาลฎีกายืนยันแล้ว น้ำหนักไม่ได้มั่นคง แต่ก็เอามาประกอบ อย่างเร็ว 1 ปี ก็จบแค่นั้น แค่ 77 คน หลุดจากต่ำแหน่งก็ไม่กระเทือน เพราะมีสำรองเลื่อนขึ้นมา ระบบก็ไปต่อ ยิ่งถ้าไปดำเนินคดีอาญา ผมว่าอย่างเร็วที่สุด 5 ปี ไปเลือกแบบใหม่กันแล้ว”
ศาลฎีกาก็ดี ศาลปกครองก็ดี ศาลอาญาก็ดี ไม่มีอำนาจล้มระบบการเลือกสว. ปี 67 ที่ผ่านมา และไม่มีโอกาสล้มระบบที่เราเห็นว่า มันปล่อยคาอย่างนี้ ประเทศชาติ ประชาชน รวมทั้งคนที่รักระบอบเสรีประชาธิปไตย นี่คือจุดเสื่อมของระบอบประชาธิปไตย หัวใจของประชาธิปไตยในโลกเสรี คือ การเลือกตั้งโดยเสรีและเป็นธรรม ปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไร ไปให้เร็ว คือ เส้นทางสุดท้าย ไปศาลรัฐธรรมนูญ เป็นศาลเดียวที่จะมีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบการจัดระบบเลือกตั้งว่า ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ใช้บังคับไม่ได้ เลือกใหม่ ล้มทั้งสภา หลักเดียวกันนี้ ใช้กับระบบการเลือกสว.ด้วย เช่นเดียวกับคดีบัตรเลือกตั้งใช้เวลา 9 เดือน
@ ชี้ช่อง ไปศาลรัฐธรรมนูญ
จะไปศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร เพราะที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องของผู้เสียหาย ผู้ถูกละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการเลือกสว.ปี 67 คำวินิจฉัยชัดๆ 3 ราย เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 วิธีการและกระบวนการต้องเป็นไปตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ล็อกไว้ 3 สามาตรา 46 47 และ 48 ซึ่งสามคำร้องที่ไปร้องตรงนั้น ถูกตีตกโดยมาตรา 47 (2) เพราะมีช่องทางอยู่แล้ว เช่น ศาลปกครอง
“เมื่อถูกล็อกไว้อย่างนี้ คำถามคือ จะพาเรื่องนี้ไปศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร แล้วทำไมคดีบัตรเลือกตั้งไปศาลรัฐธรรมนูญและรับคำร้องไว้ เพราะไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 เหมือนกัน เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินเล่นด้วย ศาลรัฐธรรมนูญก็จะเห็นลังเลจะรับหรือไม่ แต่เมื่อไม่ใช่ผู้เสียหายร้องเอง แต่เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งไม่มีช่องทางอื่นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินไปร้อง ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินรับคำร้อง ซึ่งมีจำนวนมาก เพราะฉะนั้นผู้ตรวจการแผ่นดินไม่อาจตีตกเรื่องนี้ได้ แต่ก็ไม่แน่ใจ เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินเคยตีตกมาแล้วสามคำร้อง ผู้เสียหายจึงต้องมาร้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ”
การกลับมาใช้ศาลฎีกาเป็นตัวช่วย เพราะศาลฎีกาใช้อำนาจเรียกพยานหลักฐาน เช่น เส้นทางการเงินที่ กกต.มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับสำนวนจากดีเอสไอ ซึ่งยังเป็นข้อสงสัยว่า อ้างเหตุผลอะไร คดีแบบนี้ คดีรวมหัวกันทุจริตรายใหญ่ ถ้าไม่รับหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน จบ การไม่เอามา เป็นจุดอ่อนของ กกต.ชุดนี้ แต่ผมมั่นใจว่าศาลฎีกาเรียกมาแน่
สอง สนับสนุบคนที่ขอให้ศาลฏีกาใช้เครื่องจับเท็จ เรียกพยานที่กลับคำให้การสามตลบไปเบิกความที่ศาล ถ้าไม่ยอม กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อน ให้ฟังข้อเท็จจริงที่น่าสงสัยว่าจะเป็นไปทางใดทางหนึ่ง หรือ แม้ไม่ใช้ คดีพยานกลับคำให้การ พนักงานสอบสวนรวมไว้ในสำนวนและพนักงานอัยการนำสืบต่อศาล แทบทุกคดีกลายเป็นพยานปรปักษ์ ศาลวางบรรทัดฐานตั้งแต่โบราณว่า ให้ชั่งน้ำหนักระหว่างคนคนเดียวกันพูดสองครั้งกลับไปกลับมาจะเชื่อทางใด ครั้งไหน วินิจฉัยได้
สาม การติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ ทางแอฟพลิเคชั่นไลน์ ตรวจสอบได้ สมมุติว่า ไม่ใช่แค่ 77 คน สมมุติว่า ไปหมด 77 คน แต่มันมากกว่า 77 คน ศาลจะไปวินิจฉัยตัดสิทธิคนที่ไม่ได้ถูกกกต.ร้องไม่ได้ แต่พูดได้ว่าหลักฐานที่แสดงและอ่านคำพิพากษา ถ้าทำได้เร็ว กลุ่มผู้เสียหายก็จะไปร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน คราวนี้ตีตกไม่ได้ เพราะจะถูกพฤติการณ์แห่งคดีหลายอย่าง หลักฐานชัดเจน ไม่ใช่แค่ควรเชื่อได้ ว่า ฮั้วกันทั้งระบบ มีการจัดตั้งมาจากแหล่งใหญ่ แหล่งย่อย ไม่ใช่แหล่งเดียว ฮั้วโดยจัดตั้งระบบย่อย ระบบใหญ่ ระบบกลาง พอผู้ตรวจการแผ่นดินส่งศาลรัฐธรรมนูญ ผมมั่นใจว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่สามารถไม่รับได้ และเมื่อรับแล้วต้องเร็ว เพราะพยานหลักฐานเรียบร้อยแล้วจากการที่ศาลฎีกาเรียกมาสอบเพิ่มเติม ผมว่า บ้านเมืองรอช้าไม่ได้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเร็ว ภายใน 1 ปี เอาเข้าจริง 6 เดือนก็เสร็จ เพราะหลักฐานตกผลึกแล้ว
“ส่วนท่านจะวินิจฉัยว่า ขัดแย้งรัฐธรรมนูญหรือไม่ รัฐธรรมนูญ มาตรา 107 เรื่องหน้าที่ของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้ง สส.และการเลือกสว. ต้องสุจริตและเที่ยงธรรม เมื่อหลักฐานชัดเจนว่า ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม การเลือกสว.เมื่อปี 67 มันขัดแย้งต้องรัฐธรรมนูญ มาตรา 215 วรรคหนึ่ง กกต. และองค์กรอิสระทั้งหมด ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระ ไม่อยู่ใต้อาณัติ ใบสั่งใคร หรือเกรงใจใคร หรือจะไปตอบแทนบุญคุญใครไม่ได้ ปราศจากอคติ อิสระ และวรรสอง ต้องซื่อสัตย์ สุจริต เป็นธรรม ขัดแย้งรัฐธรรมนูญ”
สำคัญที่สุด มาตรา 224 (2) ประกอบ (1) กกต. จัดการเลือกสว. ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม ขัดแย้งรัฐธรรมนูญ การเลือกสว.ครั้งหน้าใช้บังคับไม่ได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ตกงานทั้ง 200 คน
@ อย่ามัวเล่นงาน กกต.-ปลุกม็อบลงถนน
ส่วนปัญหาลับหรือไม่ลับ ไม่เกี่ยวกับ สว. การเลือกตั้งโดยลับใช้กับ สส. สว.ให้เลือกกันเอง แนะนำกันได้ หารือกันได้ อย่าตั้งประเด็นผิด เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้บอกว่า เลือกสว.ต้องลับ แต่จะสอดคล้องกับการเลือกตั้ง สส.จุดเดียว คือ ต้องสุจริตและเที่ยงธรรม ปราศจากอคติทั้งปวง เท่าที่ฟัง การจัดระบบเลือกสว.ของกกต.ชุดนี้ อย่างน้อยที่สุดเข้าลักษณะประมาทเลิ่นเล่ออย่างร้ายแรง บรรทัดฐานสากลและศาลฎีกาไทยมั่นคงมา 20-30 ปีแล้ว ว่า ถือว่าไม่สุจริต
“นี่คือเส้นทางที่จะไป เส้นทางที่จะทำ อย่าไปกังวลแต่เล่นงาน กกต. ด้วยอาญา 108 และอย่าปลุกระดมมวลชนลงถนน เพราะไม่ได้ช่วยอะไรเลย มันทำร้ายระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ ม็อบไม่ใช่ประชาธิปไตย ขออภัย เพราะผมไม่เห็นด้วยกับการปลุกระดมมวลชน ม็อบ”

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา