
กสม.ออกแถลงการณ์เรื่อง ข้อกังวลถึงผลกระทบต่อสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนกรณีการเสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ 4 ฉบับ ห่วง ‘ไทยพีบีเอส’ ขาดความอิสระในการนำเสนอหากต้องไปรับงบประมาณจากรัฐ ด้าน ‘ศุภชัย ใจสมุทร’ โต้ ตัวกสม.ก็รับงบประมาณรัฐบาลยังเป็นอิสระหรือไม่ ชี้องค์กรศาล-องค์กรอิสระก็รับงบประมาณ แต่หลักความอิสระอยู่ที่รัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่ใช่งบประมาณ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 6 ตุลาคม 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์เรื่อง ข้อกังวลถึงผลกระทบต่อสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน
กรณีการเสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ 4 ฉบับ มีเนื้อหาดังนี้
ตามที่ปรากฏข่าวและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง กรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่งเสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติจำนวน 4 ฉบับ เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างแหล่งที่มาของรายได้ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ จากเดิมรายได้มาจากเงินบำรุงที่จัดเก็บจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ ตามอัตราและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งของแต่ละองค์กรโดยตรง (Earmarked Tax) เป็นให้ได้รับการจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาคมวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอให้พิจารณาตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและจัดทำข้อเสนอแนะกรณีข้อเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ด้วยนั้น
กสม. มีข้อห่วงกังวลว่าการยกเลิกการจัดเก็บเงินส่วนเพิ่มจากภาษีสุราและยาสูบให้แก่ไทยพีบีเอสจะส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระอย่างแท้จริงในการทำหน้าที่สื่อสาธารณะ ทำให้สื่อสาธารณะต้องอยู่ภายใต้ระบบการพิจารณาและอนุมัติงบประมาณรายปีจากฝ่ายบริหารหรือฝ่ายการเมือง ซึ่งจะส่งผลกระทบไปยังสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน เที่ยงธรรม ปราศจากอคติหรือมีผลประโยชน์แอบแฝงสื่อสาธารณะมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้รับข่าวสารที่รอบด้าน ไม่ถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์ทางการค้าหรือทางการเมือง รวมถึงเป็นสื่อทางเลือกในการผลิตและเผยแพร่รายการที่สื่อเชิงพาณิชย์มีข้อจำกัด เช่น ข่าวเชิงลึก สารคดี รายการเด็กและเยาวชน และรายการที่เป็นปากเสียงของกลุ่มคนที่ไม่มีพื้นที่ในสื่อ
ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 และมาตรา 35 รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพของสื่อมวลชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 19 ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี รับรองเสรีภาพของทุกคนในการแสวงหา รับ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร
กสม. เข้าใจดีว่ารัฐมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่ต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง และการใช้เงินของรัฐทุกบาทต้องโปร่งใส คุ้มค่า และตรวจสอบได้ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงคือ จะต้องไม่เปิดช่องให้การจัดสรรหรือไม่ให้งบประมาณกลายเป็นเครื่องมือกดดันการทำหน้าที่ของสื่อสาธารณะ ซึ่งในทางสากลถือเป็นหลักประกันสำคัญของระบอบประชาธิปไตย
หากสื่อสาธารณะไม่สามารถธำรงไว้ซึ่งความเป็นอิสระอย่างแท้จริงแล้ว ผู้ที่เสียประโยชน์ในท้ายที่สุดคือประชาชน สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ได้วางแนวไว้ในความเห็นทั่วไปที่ 34 ว่า รัฐพึงประกันความเป็นอิสระและเสรีภาพทางบรรณาธิการของสื่อสาธารณะ และพึงจัดสรรเงินทุนในลักษณะที่ไม่บั่นทอนความเป็นอิสระนั้น
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของแหล่งรายได้ของอีก 3 กองทุน ได้แก่ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญในการส่งเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งสิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณะและสวัสดิการ สิทธิด้านสุขภาพ สิทธิและสวัสดิการผู้สูงอายุ และสิทธิในการได้รับการส่งเสริมและสวัสดิการด้านการกีฬา อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานเชิงส่งเสริมและป้องกันปัญหาที่ต้นเหตุ ขณะที่วิกฤตสาธารณสุขจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังทวีความรุนแรงขึ้น และเป็นความเสี่ยงด้านภาระทางการเงินมหาศาลที่รัฐต้องแบกรับเพื่อการรักษาโรคในอนาคต ความเสี่ยงนี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะประชากรกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ ที่จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมสุขภาวะ
ด้วยเหตุนี้ กสม. จึงเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง พิจารณาข้อเสนอดังกล่าวด้วยความรอบคอบโดยหาทางออกเชิงนโยบายที่ได้สัดส่วนและสมเหตุผลระหว่างการรักษาวินัยการเงินการคลังกับการคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชน ตลอดจนสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เพื่อไม่ให้การปฏิรูปโครงสร้างที่มาของรายได้ของทั้ง 4 หน่วยงาน/กองทุน จากภาษีสุราและยาสูบ กลายเป็นการลดทอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ทั้งนี้ กสม. จะเร่งประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนโดยเปิดรับฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนและจัดทำข้อเสนอแนะโดยละเอียดต่อไป
@ย้อน กสม.ได้งบรัฐ เป็นอิสระไหม?
ขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ว่า การที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์แสดงข้อห่วงกังวลต่อการเสนอแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ เพื่อปรับโครงสร้างแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอส สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ จากระบบเงินบำรุงที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากภาษีสุราและยาสูบ หรือ Earmarked Tax มาเป็นการจัดสรรผ่านระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีว่า เคารพบทบาทและรับฟังข้อห่วงกังวลของ กสม. โดยเฉพาะประเด็นสิทธิของประชาชนและเสรีภาพของสื่อ แต่เห็นว่ามีประเด็นสำคัญที่ควรแยกออกจากกันให้ชัดเจน คือ “ความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่” กับ “ความเป็นอิสระจากระบบงบประมาณ” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
นายศุภชัย กล่าวว่า กสม.มีข้อกังวลว่า หากไทยพีบีเอสเข้าสู่กระบวนการงบประมาณ อาจเปิดช่องให้ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายการเมืองใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือกดดัน และกระทบต่อความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ซึ่งประเด็นดังกล่าวสามารถรับฟังได้ แต่ขอตั้งคำถามด้วยความเคารพว่า กสม.เองก็ได้รับงบประมาณจากรัฐผ่านระบบงบประมาณ แล้วการรับงบประมาณจากรัฐเคยทำให้ กสม.ไม่เป็นอิสระหรือไม่
ข้อมูลของสำนักงาน กสม.ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2567 ได้รับจัดสรรงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย จำนวน 268,041,900 บาท และ กสม.ก็ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบ เสนอแนะ และแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐได้ตามอำนาจหน้าที่ ขณะที่ปัจจุบันสำนักงาน กสม.ก็ยังมีแผนและรายงานการใช้จ่ายงบประมาณตามระบบงบประมาณอย่างต่อเนื่อง
“ดังนั้น การได้รับงบประมาณจากรัฐ ไม่ได้แปลโดยตัวมันเองว่าองค์กรนั้นต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล” นายศุภชัยกล่าว
นายศุภชัย กล่าวต่อว่า เช่นเดียวกับศาลและองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่หลักประกันความเป็นอิสระขององค์กรเหล่านั้นอยู่ที่รัฐธรรมนูญ กฎหมาย โครงสร้างองค์กร และการห้ามแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่อยู่ที่ว่าองค์กรนั้นจะต้องมีรายได้ซึ่งถูกกันไว้นอกระบบงบประมาณหรือไม่ ถ้าจะตั้งสมมติฐานว่า ไทยพีบีเอสเข้าสู่ระบบงบประมาณแล้วอาจสูญเสียความเป็นอิสระ ก็ควรอธิบายให้ได้เช่นกันว่า เหตุใดหลักเดียวกันจึงไม่ทำให้ กสม. ซึ่งรับงบประมาณจากรัฐสูญเสียความเป็นอิสระไปด้วย
นายศุภชัย ย้ำว่า เห็นด้วยว่ารัฐบาลหรือฝ่ายการเมืองต้องไม่มีอำนาจใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือลงโทษ กดดัน หรือแทรกแซงเนื้อหาของสื่อสาธารณะ และหากกฎหมายยังมีช่องว่าง ก็ควรสร้างหลักประกันเรื่องนี้ให้เข้มแข็งขึ้น แต่การสร้างหลักประกันความเป็นอิสระ กับการกำหนดให้องค์กรหนึ่งต้องได้รับเงินโดยตรงจากภาษีประเภทใดประเภทหนึ่งตลอดไป เป็นคนละประเด็นกัน
@แก้ที่มาของเงิน 3 กองทุน เปลี่ยนแค่เส้นทางเงิน
ส่วนกรณีอีก 3 หน่วยงานและกองทุน ได้แก่ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ที่ กสม.กังวลว่าการเปลี่ยนแหล่งรายได้อาจกระทบสิทธิด้านสุขภาพ สิทธิและสวัสดิการของผู้สูงอายุ รวมถึงการส่งเสริมด้านกีฬา นายศุภชัย กล่าวว่า ข้อห่วงกังวลดังกล่าวรับฟังได้เช่นกัน แต่ต้องแยกให้ชัดว่า “สิทธิของประชาชนที่จะได้รับบริการ” ไม่เท่ากับ “สิทธิของหน่วยงานที่จะได้รับ Earmarked Tax ตลอดไป
รัฐยังคงมีหน้าที่จัดบริการและงบประมาณเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน เพียงแต่สามารถจัดสรรผ่านระบบงบประมาณที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถพิจารณาความจำเป็นของการใช้เงินสาธารณะในภาพรวม ซึ่งเป็นหัวใจของหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ และประเทศไทยมีกฎหมายกำหนดกรอบไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
นายศุภชัย กล่าวด้วยว่า ต้องย้ำว่า การยกเลิก Earmarked Tax ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเงินของรัฐจะหายไป หรือผู้ประกอบการสุราและยาสูบจะได้รับประโยชน์ หากยกเลิกเงินบำรุงที่เดิมเรียกเก็บเพิ่มเติมจากภาษีสรรพสามิต รัฐสามารถปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีตามกลไกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รายได้ส่วนดังกล่าวยังเข้าสู่รัฐ แล้วนำมาจัดสรรผ่านระบบงบประมาณตามภารกิจและความจำเป็น
“พูดง่าย ๆ คือ เงินไม่ได้หายไป สิ่งที่เปลี่ยนคือ ‘เส้นทางของเงิน’ จากเดิมผู้ประกอบการจ่ายภาษีและเงินบำรุง แล้วส่งตรงให้องค์กร เปลี่ยนเป็นผู้ประกอบการจ่ายภาษีของรัฐ เข้าสู่ระบบงบประมาณ และจัดสรรตามภารกิจ” นายศุภชัยกล่าว
การถกเถียงเรื่องนี้จึงไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นว่า ฝ่ายหนึ่ง “ปกป้องสิทธิมนุษยชน” ส่วนอีกฝ่าย “ทำลายสิทธิมนุษยชน” แต่คำถามที่ควรถามจริง ๆ คือ ประเทศไทยควรจัดระบบรายได้และรายจ่ายของรัฐอย่างไร ให้รักษาได้พร้อมกันทั้ง 3 เรื่อง ได้แก่ วินัยการเงินการคลัง ความโปร่งใสตรวจสอบได้ และความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กร
“กสม.เองเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจว่า องค์กรสามารถรับงบประมาณจากรัฐ และในขณะเดียวกันก็สามารถมีหลักประกันความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ได้ เพราะฉะนั้น เราไม่ควรสับสนระหว่าง ‘ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่’ กับ ‘ความเป็นอิสระจากระบบงบประมาณ’ เพราะสองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน”
นายศุภชัย ย้ำว่า สิทธิของประชาชนต้องได้รับการคุ้มครอง เสรีภาพของสื่อต้องได้รับการประกัน ความเป็นอิสระต้องไม่ถูกแทรกแซง ขณะเดียวกัน เงินของประชาชนทุกบาทก็ควรอยู่ภายใต้ระบบที่โปร่งใส มีวินัย และตรวจสอบได้ ซึ่งควรเป็นหลักการสำคัญในการปฏิรูประบบการเงินการคลังของประเทศ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา