
กทม.ตั้งเป้า 1 ม.ค. 70 โอนรถไฟฟ้าสายสีเขียว-ทองให้ รฟม. หลังเคาะจบ MOU รอสตง.ตรวจบัญชีรายรับรายจ่ายและสรุปมูลค่าทรัพย์สิน-หนี้สิน ด้านคมนาคมชงครม. 26 ต.ค.นี้ขอ 5,850 ล้านบาทอุดหนุนค่าโดยสาร 17-45 บาท 1 ปี ขณะที่บัตร Rabbit ส่อไม่ได้ร่วม หลังกรุงไทยยืนยัน EMV ยังไม่รองรับบัตรกระต่ายของ BTS
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 21 ตุลาคม 2569 นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนร่วมกับกระทรวงคมนาคม ได้มีการตกลงกันเกี่ยวกับการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกทม.และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โดยหลักการคือ การโอนบัญชีรายรับรายจ่ายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและรถไฟฟ้าสายสีทอง ส่วนการโอนทรัพย์สินและหนี้สินของทั้งสองโครงการ ยังต้องรอขั้นตอนการทำ Due Diligence หรือการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงของธุรกิจ ทรัพย์สิน หรือบุคคลอย่างละเอียดรอบคอบก่อน โดยจะต้องให้ทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นผู้รับรองการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน
ส่วนสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่จะหมดอายุในปี 2572 นายวิศณุกล่าวว่า ส่วนนี้จะถูกรวมลงไปในการจัดทำ MOU ด้วย เพราะอนาคตก็ต้องโอนให้รฟม.อยู่แล้ว โดยจะต้องมีการคำนวณมูลค่าทางบัญชีของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนสัมปทานหลักกันก่อน ซึ่งปัจจุบันมูลค่าทางบัญชีของโครงการยังไม่ได้ใส่รวมเข้ามา แต่คาดว่าเท่าที่เวลาสัมปทานเหลือประมาณ 2-3 ปี จะมีมูลค่าทางบัญชีประมาณ 10,000 ล้านบาท แต่ตัวเลขนี้ยังต้องรอ สตง.เข้ามาประเมินอีกทีหนึ่งก่อน
ขณะที่การจ่ายค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายช่วงแบริ่ง - เคหะสมุทรปราการและช่วงหมอชิต - สะพานใหม่ - คูคต ซึ่งมีอยู่ประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปี และกทม.ยังต้องชดเชยส่วนต่างอยู่ประมาณ 6,000 ล้านบาทนั้น นายวิศณุกล่าวว่า เท่าที่คุยกันคือ กทม.กับรฟม.จะโอนรวมทั้งรายรับและรายจ่าย ถ้ามีภาวะขาดทุน รฟม.จะรับตรงนี้ไป หากมีการรับโอนกันจริงๆ เนื่องจาก รฟม. ยังไม่ได้ตั้งสำรองจ่ายส่วนนี้ไว้ ก็อาจจะมีการขอตั้งงบประมาณจากงบกลางของรัฐบาลมาจ่าย ซึ่งจะเป็นคนละรายการกับการขออุดหนุนนโยบายรถไฟฟ้าราคา 17-45 บาทที่รัฐบาลจะขออนุมัติงบกลางที่ 5,000 ล้านบาทด้วย แต่หากรฟม.หามาไม่ทันจริงๆ กทม.จะออกค่าข้างเดินรถให้ก่อน 4 เดือน แล้ว รฟม.ค่อยหาใช้คืนทีหลังก็ได้ แต่ขอดูสถานการณ์ก่อน
“1 ม.ค. 70 นี้ จะโอนรายรับรายจ่ายให้รฟม.ไปเลย ส่วนทรัพย์สินและหนี้สิน รฟม.จะชดเชยให้ตามมูลค่าทรัพย์สิน ซึ่งตอนนี้มี 1 บัญชีคือ บัญชีรายรับรายจ่ายสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 1-2 ส่วนสายสีเขียวส่วนสัมปทานหลัก ทางเอกชนเอาเงินรายได้เข้ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง (BTSGIF) ดังนั้น จึงต้องปล่อยให้ส่วนนี้หมดอายุสัมปทานในปี 2572 ไป ถ้ามีการลงนาม MOU เมื่อไหร่ รฟม.ก็จะเข้ามาสวมเป็นคู่สัญญาแทนกทม.ทันที ซึ่งเป็นไปตามหลักการ Single Ownership ส่วนสายสีทองเป็นเรื่องของ KT (กรุงเทพธนาคม) ที่กทม.มอบให้ดำเนินการไป” นายวิศณุกล่าว

วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)
@เคาะ 8 สายรถไฟฟ้า ร่วมค่าโดยสาร 17-45 บาท
ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ครั้งที่ 2/2569 เห็นชอบหลักการ กำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม ครอบคลุมโครงข่ายรถไฟฟ้า 8 สาย ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ สายสีแดง, แอร์พอร์ต เรล ลิงก์, สายสีน้ำเงิน, สายสีม่วง, สายสีเหลือง, สายสีชมพู, สายสีเขียว และสายสีทอง โดยไม่เรียกเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเมื่อเปลี่ยนสาย กำหนดค่าแรกเข้าไม่เกิน 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว สำหรับประชาชนคนไทยที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และชำระค่าโดยสารด้วยบัตร EMV Contactless เท่านั้น โดยผู้โดยสารจ่ายค่าโดยสารเต็มจำนวน แล้วจะได้รับเงินคืนผ่านแอปฯ เป๋าตัง ภายใน 3 วัน
ส่วนผู้โดยสารที่เป็นเด็กอายุ 7-15 ปี ที่ไม่สามารถเปิดบัญชีเป๋าตังได้ อยู่ระหว่างหารือธนาคารกรุงไทย เพื่อกำหนดแนวทางให้ผู้ปกครองยืนยันตัวตนและผูกบัตรแทน
ส่วนบัตร Rabbit ซึ่งใช้ในรถไฟฟ้าสายสีเขียว สีทอง สีเหลือง สีชมพู ได้หรือไม่นั้น นายสิริพงศ์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ได้เคยหารือว่าหาก”เป๋าตัง”รับบัตร Rabbit ได้ จะเป็นประโยชน์ และอยากให้ใช้ชำระค่าโดยสารโดยลงทะเบียนบัตรในแอปฯเป๋าตัง จึงไปเจรจากับ ธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็น CCH ซึ่งกรุงไทยระบุว่าไม่สามารถรับบัตร Rabbit ได้ในเวลานี้ เนื่องจากบัตร Rabbit ยังไม่ได้รับรองมาตรฐานการทำธุรกรรมจาก Visa หรือ Mastercard จึงไม่สามารถเชื่อมโยงและตรวจสอบข้อมูลการชำระเงินได้ ดังนั้นขึ้นอยู่กับบัตร Rabbit ว่าจะพัฒนาระบบให้ได้มาตรฐาน Visa หรือ Mastercard หรือไม่
“หากผู้ประกอบการต้องการเข้าร่วมมาตรการ 17-45 บาท ก็ต้องพัฒนามาตรฐานให้เป็น Visa หรือ Mastercard หากไม่ทันวันที่ 1 ม.ค. 70 สายสีเขียว ซึ่งมีช่องทางรับบัตร EMV น้อย อาจจะเกิดความแออัดทางเข้า ก็ต้องหาทางแก้ปัญหา เพราะกระทรวงคมนาคมได้มีความพยายามที่จะดำเนินการให้แล้วแต่เนื่องจากบัตรและระบบในการชำระเงินเป็นคนละมาตรฐานกัน และกรุงไทยไม่สามารถรับบัตร Rabbit ได้”
นายสิริพงศ์กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 26 ต.ค. 2569 ขออนุมัติกรอบวงเงิน 5,850 ล้านบาท (งบกลาง) เพื่อใช้ดำเนินมาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาท ในปีแรก แบ่งเป็นเงินชดเชยค่าโดยสารรถไฟฟ้า 8 สาย จำนวน 5,785 ล้านบาท และค่าธรรมเนียมการโอนเงินคืนประชาชน จำนวน 65 ล้านบาท
โดยพิจารณาอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เนื่องจากกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมยังอยู่ระหว่างการจัดทำระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้อง และยังไม่ได้รับการจัดสรรเงินทุนประเดิม
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาร่างบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก ส่วนต่อขยาย และสายสีทอง จาก กทม. ให้แก่ รฟม. และเงื่อนไขทางธุรกิจ (Business Rules) ภายใต้หลักการ ไม่แก้ไขสัญญาสัมปทานเดิม เพื่อมุ่งสู่การบริหารจัดการโครงข่ายรถไฟฟ้าแบบองค์รวมโดยหน่วยงานภาครัฐรายเดียว ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายและเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้เสนอให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ ได้แก่ รฟม. และ กทม. รวบรวมข้อมูลปริมาณการเดินทาง รายได้จริง และประเมินปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการ (Induced Demand) เป็นระยะเวลา 6 เดือนหลังเริ่มดำเนินการ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประกอบการเจรจาจัดสรรส่วนแบ่งรายได้จากผู้ประกอบการคืนให้แก่ภาครัฐอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

@ต่ออายุ ‘ม่วง-แดง’ 40 บาทอีก 1 ปี 1 เดือน
ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 ครอบคลุมรถไฟชานเมืองสายสีแดง ของ รฟท. ได้แก่ สายนครวิถี ช่วงกรุงเทพอภิวัฒน์–ตลิ่งชัน และสายธานีรัถยา ช่วงกรุงเทพอภิวัฒน์–รังสิต รวมถึงรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) ของ รฟม. เพื่อช่วยลดภาระค่าเดินทางของประชาชนอย่างต่อเนื่องในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก่อนนำเสนอให้กระทรวงคมนาคมและ ครม. พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
ด้านนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวว่า ผลการดำเนินมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวันของรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วง ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 โดยข้อมูลสะสม ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 พบว่า ปริมาณผู้โดยสารที่ใช้บริการผ่านบัตร EMV Contactless เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนทั้งสองสาย ได้แก่
- รถไฟฟ้าสายสีแดง มีผู้โดยสารเฉลี่ย 9,460 คน-เที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 89.01 และมีรายได้ค่าโดยสารเฉลี่ย 0.31 ล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 212.43
- รถไฟฟ้าสายสีม่วง มีผู้โดยสารเฉลี่ย 27,653 คน-เที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 135.41 และมีรายได้ค่าโดยสารเฉลี่ย 0.60 ล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 275.00
เมื่อรวมทั้งสองสาย มีปริมาณผู้โดยสารเฉลี่ย 37,113 คน-เที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 121.54 สะท้อนให้เห็นถึงผลเชิงบวกของมาตรการในการส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งมวลชนทางราง ทั้งด้านปริมาณผู้โดยสารและรายได้ค่าโดยสาร ตลอดจนแนวโน้มการใช้บัตร EMV Contactless ในการชำระค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการพิจารณาขยายระยะเวลามาตรการดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้พิจารณาแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า โดยมีรองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง เป็นประธาน เพื่อติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน จัดทำแนวทางปรับเปลี่ยนรูปแบบสัญญา และรายงานความคืบหน้าเป็นรายสัปดาห์ เพื่อเตรียมความพร้อมให้สามารถดำเนินมาตรการได้ตามเป้าหมายภายในวันที่ 1 มกราคม 2570
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการโอนโครงการรถไฟฟ้าให้ รฟม. บริหารจัดการ จำนวน 3 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย ด้านการประเมินมูลค่าหนี้สินและทรัพย์สิน และด้านการประสานงานเทคนิคการเดินรถและการบริหารจัดการ รวมถึงแผนพัฒนาระบบตั๋วร่วมระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569–2573) ฉบับทบทวนเดือนตุลาคม 2569 ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)
ทั้งนี้ การออกกฎหมายลำดับรองตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยประกาศ สนข. จำนวน 5 ฉบับ ประกาศกระทรวงคมนาคม จำนวน 6 ฉบับ และประกาศคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม จำนวน 2 ฉบับ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว เพื่อรองรับการขับเคลื่อนระบบตั๋วร่วมและนโยบายอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าในระยะยาว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา