
‘ครม.’ อนุมัติ ‘รับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า’ จาก ‘ธนาคารโลก’ 115 ล้าน ศึกษา-ออกแบบฟลัดเวย์ ‘ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย’ พร้อมรับเงินสนับสนุนจาก ‘จีน’ เดินหน้า 3 โครงการ 5.42 แสนดอลลาร์ฯ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ต.ค. น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติการรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant) จากธนาคารโลก วงเงิน 3.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 115.5 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการศึกษา ออกแบบ และเตรียมความพร้อมก่อนดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย ตามที่กระทรวงการคลัง เสนอ พร้อมทั้งกำหนดให้กรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานเรื่องนี้
“เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลก จำนวน 3.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะนำมาใช้สนับสนุนกิจกรรมเตรียมความพร้อมที่จำเป็น อาทิ การทบทวนแบบทางวิศวกรรมและประมาณการค่าก่อสร้าง การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและการเงิน การเตรียมกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเพิ่มเติม การทบทวนกรอบการเวนคืนที่ดิน ตลอดจนการจำลองสถานการณ์น้ำหลากและประสิทธิภาพของโครงสร้างป้องกันน้ำท่วม เพื่อให้การดำเนินโครงการมีข้อมูลที่รอบด้านและลดความเสี่ยงด้านต้นทุนและระยะเวลาก่อสร้าง” น.ส.ลลิดา ระบุ
ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้ประสานกับธนาคารโลกและกรมชลประทานในการเตรียมร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า โดยธนาคารโลกกำหนดให้ลงนามภายในวันที่ 31 ต.ค.2569 และกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินกิจกรรมและเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือนนับจากวันที่ลงนาม โดยจะเสนอให้ รมว.คลัง หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลไทย
สำหรับโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย หรือโครงการคลองระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก (แผน 2) มีกรอบวงเงินลงทุนรวม 165,000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ โครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก วงเงิน 40,860 ล้านบาท และโครงการคลองระบายน้ำหลากป่าสัก–อ่าวไทย วงเงิน 124,140 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ระหว่าง พ.ศ.2570–2577
@อนุมัติรับเงินสนับสนุนจาก‘จีน’ 3 โครงการ 5.4 แสนดอลลาร์ฯ
น.ส.ลลิดา ยังกล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ประจำปี ค.ศ.2025 ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมอนุมัติให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในความตกลงดังกล่าว เพื่อรับเงินสนับสนุนจากฝ่ายจีนรวม 375,900 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับดำเนินโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ จำนวน 2 โครงการ ได้แก่
โครงการแรก การพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรีไซเคิลเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและอุตสาหกรรมสีเขียวในกลุ่มประเทศแม่โขง–ล้านช้างและจีน (Capacity Building for Recycle Industry to Support Circular Economy and Green Industry among Mekong-Lancang and China) ดำเนินการโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ระยะเวลา 18 เดือน วงเงิน 132,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 983,500 หยวน
มีเป้าหมายเพื่อสำรวจและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในอนุภูมิภาคแม่โขง-ล้านช้างในการจัดการและรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ แผงโซลาร์เซลล์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงพัฒนากรอบการกำกับดูแลและแนวทางเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลในภูมิภาค
โครงการที่สอง เส้นทางสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์: เสริมศักยภาพอุตสาหกรรม CLMVT เพื่ออนาคตคาร์บอนต่ำ (Pathway to Net Zero: Empowering CLMVT Industries for a Low-Carbon Future) ดำเนินการโดยสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ระยะเวลา 18 เดือน วงเงิน 243,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 1,798,200 หยวน
มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมในกลุ่มประเทศ CLMVT ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย ให้มีความรู้ เครื่องมือ และทรัพยากรที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ตลอดจนส่งเสริมแนวทางการผลิตที่ยั่งยืน การพัฒนากรอบนโยบาย และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมในการรับมือกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ
“ทั้งสองโครงการจะช่วยเสริมสร้างความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการรีไซเคิลและระบบกำกับดูแลที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มโอกาสในการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ ลดปริมาณของเสีย และสร้างพื้นฐานสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลอย่างยั่งยืน” น.ส.ลลิดา กล่าว
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ได้มีมติเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง ประจำปี พ.ศ.2568 (Agreement of Cooperation on Projects of the 2025 Mekong–Lancang Cooperation Special Fund) ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมอนุมัติให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในความตกลงดังกล่าว เพื่อรับเงินสนับสนุนจากฝ่ายจีนจำนวน 166,100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 1,229,100 หยวน สำหรับดำเนินโครงการส่งเสริมธุรกิจการเกษตรเพื่อการค้า ผ่านทางรถไฟความเร็วสูงในประเทศแถบแม่โขง-ล้านช้าง มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรไทยผ่านเส้นทางรถไฟไทย–ลาว–จีน
“ฝ่ายจีนจะจัดสรรเงินสนับสนุน 166,100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 1,229,100 หยวน สำหรับดำเนินโครงการภายในระยะเวลา 3 ปี โดยตามร่างความตกลงกำหนดให้ฝ่ายจีนจัดสรรงบประมาณภายใน 20 วันทำการหลังจากลงนาม และฝ่ายไทยต้องแจ้งยืนยันการได้รับเงินอย่างเป็นทางการภายใน 10 วันทำการ ทั้งนี้ วันที่ลงนามในความตกลงจะถือเป็นวันเริ่มต้นโครงการ พร้อมกำหนดให้มีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ และจัดทำรายงานผลการดำเนินโครงการ เพื่อให้การใช้เงินสนับสนุนเป็นไปอย่างโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุด” น.ส.ลลิดา กล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้สถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute: MI) เป็นหน่วยงานดำเนินงาน โดยมีกลุ่มเป้าหมายจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเกษตรกรรม รวม 150 ราย เข้าร่วมกิจกรรมฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพด้านการค้า การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประเทศ ก่อนนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกัน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจเกษตรกรรมและขยายโอกาสทางการค้าในอนุภูมิภาคแม่โขง–ล้านช้าง
สำหรับกองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง (Mekong–Lancang Cooperation Special Fund: MLCSF) เป็นกลไกสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย โดยจีนได้ประกาศจัดตั้งกองทุนดังกล่าวในการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนมี.ค.2559 เพื่อสนับสนุนโครงการที่สอดคล้องกับความต้องการพัฒนาและผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก ทั้งนี้ ในปี 2568 มีโครงการของประเทศไทยได้รับอนุมัติจัดสรรงบประมาณรวม 19 โครงการ โดยเป็นโครงการของกระทรวงพาณิชย์ 1 โครงการ คือโครงการส่งเสริมธุรกิจการเกษตรเพื่อการค้าผ่านทางรถไฟความเร็วสูงในประเทศแถบแม่โขง–ล้านช้าง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา