
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส สรุปสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (Covid-19) ในฝรั่งเศส ดังนี้
1.สถิติวันอังคารที่ 14 เม.ย.2563 (เวลา 14.00 น.)
- ยอดผู้ป่วยติดเชื้อจากการตรวจ Test PCR จำนวน 103,573 ราย (เพิ่มขึ้น 5,497 ราย) และผู้ติดเชื้อที่บ้านพักคนชรา จำนวน 39,730 ราย (เพิ่มขึ้น 1,027 ราย เป็นผู้ที่พบการติดเชื้อจากการตรวจ test PCR จำนวน 13,050 ราย และผู้ที่สงสัยว่าติดเชื้อแต่มิได้ทำการตรวจ test จำนวน 26,680)
*หมายเหตุ : ทางการฝรั่งเศสใช้ตัวเลขผู้ติดเชื้อจากการตรวจ Test PCR เป็นตัวเลขยืนยันผู้ติดเชื้ออย่างเป็นทางการโดยไม่รวมผู้สงสัยว่าติดเชื้อและข้อมูลจากบ้านพักคนชราเป็นยอดสะสม มิใช่การเพิ่มขึ้นใน 24 ชม.
- รักษาอยู่ที่ รพ. 32,292 ราย โดยเป็นผู้ป่วยรายใหม่ 1,965 ราย และรักษาหายออกจาก รพ. แล้ว 28,805 ราย (เพิ่มขึ้น 1,087 ราย)
- อาการหนัก 6,730 ราย เป็นผู้ป่วยรายใหม่ 275 ราย นับเป็นวันที่ 6 ติดต่อกันที่ยอดรวมของผู้ป่วยอาการหนักลดลงจากวันก่อนหน้า (จำนวน 91 ราย)
- เสียชีวิตที่ รพ. 10,129 ราย (เพิ่มขึ้น 541 ราย) เสียชีวิตที่บ้านพักคนชรา 5,470 ราย และที่ศูนย์การแพทย์สังคม (établissements médico-sociaux) 130 ราย
**รวมผู้เสียชีวิตทั้งหมด 15,729 ราย (เพิ่มขึ้น 762 ราย)**
2. สถานการณ์สำคัญในฝรั่งเศส : ภายหลังการแถลงของประธานาธิบดีฝรั่งเศสเมื่อคืนวันที่ 13 เม.ย.2563 เกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันและชะลอการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสฯ ต่อมาในวันที่ 14 เม.ย. รมว.กระทรวงที่เกี่ยวข้องได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม รวมทั้งมีการแสดงความเห็นต่อการแถลงดังกล่าว ดังนี้
2.1 รมว. มหาดไทยฝรั่งเศสได้ให้สัมภาษณ์วิทยุ France Inter แจ้งว่า
(1) ประธานาธิบดีได้หารือกับหลายฝ่าย อาทิ แพทย์ นักวิทยาศาตร์และผู้แทนสหภาพแรงงานต่าง ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจกำหนดให้วันที่ 11 พ.ค.เป็นเป้าหมายของการยกเลิกการบังคับใช้ของมาตรการห้ามออกจากที่พัก
(2) ปัจจุบัน จนท. ตร. ได้ทำการตรวจสอบแบบฟอร์มขออนุญาตออกจากที่พักแล้ว 11.8 ล้านครั้ง และได้ลงโทษปรับการฝ่าฝืนแล้วเกือบ 704,000 ครั้ง โดยมีประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับการลงโทษประมาณ 300 ครั้ง
(3) ตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการห้ามออกจากที่พัก จนท. ตร. ได้ปฏิบัติการภารกิจเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 40.5 ในขณะที่การแจ้งความในข้อหานี้ลดลงร้อยละ 39 จึงขอให้อย่ายอมรับการเป็นเหยื่อของความรุนแรงดังกล่าวและให้ขอความช่วยเหลือจากบุคคลรอบข้าง รวมทั้งขอให้ผู้ที่พบเห็นแจ้งเบาะแสแก่ ตร.ด้วย
2.2 รมว.เศรษฐกิจและการคลัง ให้สัมภาษณ์โทรทัศน์ช่อง BFM ว่า
(1) โดยที่พนักงานในบางสาขา อาทิ โรงแรมและร้านอาหาร จะไม่สามารถกลับไปทำงานได้ในวันที่ 11 พ.ค. รัฐบาลจึงได้เตรียมงบประมาณจำนวน 2.4 หมื่นล้านยูโรเพื่อรองรับมาตรการพักงานโดยยังได้รับเงินเดือนอยู่ (chômage partiel) ของพนักงานกลุ่มนี้ นอกจากนี้ ยังได้ขอให้ รมช.ก.ต่างประเทศ (นาย Jean-Baptiste Lemoine) ซึ่งรับผิดชอบสาขาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หารือกับผู้แทนของผู้ประกอบการกลุ่มโรงแรมและร้านอาหารภายในสัปดาห์นี้ เพื่อทราบถึงความต้องการความช่วยเหลือของผู้ประกอบการสาขาการท่องเที่ยว พร้อมทั้งยืนยันว่า หากผู้ประกอบการรายใดไม่มีรายได้ รัฐบาลก็จะยกเลิกภาระเงินสมทบต่าง ๆ ให้
(2) ปัจจุบันมี บ. รายเล็กและผู้ประกอบการอิสระได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนเงินช่วยเหลือ (fonds de solidarité) แล้วมากกว่า 9 แสนราย
และ (3) โดยที่ฝรั่งเศสต้องบังคับใช้มาตรการห้ามออกจากที่พักนานกว่าที่เคยกำหนดไว้ จะส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจปรับตัวลดลงเหลือเป็น ติดลบร้อยละ 8
2.3 รมว.ก.ศึกษาให้สัมภาษณ์โทรทัศน์ช่อง France 2 ว่า การเปิดสถานรับเลี้ยงเด็กและสถานศึกษาจะเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค. โดยมิได้เป็นการบังคับให้กลับไปที่สถานศึกษาในวันที่ 11 พ.ค. ซึ่ง ก. ศึกษากำลังพิจารณาการบริหารจัดการการเปิดสถานศึกษาเพื่อให้สามารถป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
2.4 ประธานาธิบดีเซเนกัล ได้โพสท์ข้อความในทวิตเตอร์แสดงความขอบคุณต่อฝรั่งเศสที่ให้การสนับสนุนข้อเสนอของสหภาพแอฟริกาเกี่ยวกับการยกเลิกหนี้สินของประเทศในแอฟริกา และขอบคุณประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่แสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาคมโลก ซึ่งต่อมา รมต. ก. การคลังและธนาคารกลางของกลุ่มประเทศ G7 ได้ให้ความเห็นชอบต่อการระงับการชำระดอกเบี้ยหนี้สินของประเทศด้อยฐานะเป็นการชั่วคราวเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส covid-19 โดยจะต้องรอความเห็นชอบจากกลุ่ม G20 และ Paris Club
2.5 อนึ่ง ก่อนการถ่ายทอดการแถลงของประธานาธิบดีฝรั่งเศสทางโทรทัศน์เมื่อคืนวันที่ 13 เม.ย. (ซึ่งบันทึกเทปไว้ก่อน) นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสได้จัดประชุมประสานงานระหว่างกระทรวงฯ เพื่อทำความเข้าใจต่อประเด็นและมาตรการต่าง ๆ ที่ประธานาธิบดีจะแถลง เพื่อให้สามารถชี้แจงประเด็นและมาตรการเหล่านี้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยบุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ต่างพึงพอใจกับมาตรการต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายระยะเวลาการบังคับใช้มาตรการห้ามออกจากที่พักจนถึงวันที่ 11 พ.ค. แต่สถาบันการศึกษายังคงมีความกังวลต่อการเปิดทำการเนื่องจากยังขาดความชัดเจนในทางปฏิบัติ ขณะที่นักวิเคราะห์ทางการเมืองหลายรายต่างเห็นว่า การแถลงของประธานาธิบดีสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและมีความชัดเจนที่สุดโดยมีการยอมรับถึงการขาดความพร้อมในการรับมือวิกฤติทางสาธารณสุขและแสดงความโปร่งใสยอมรับว่ายังไม่มีคำตอบที่แน่นอนว่าการใช้ชีวิตของชาวฝรั่งเศสจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้เมื่อใด และไม่ได้ใช้คำว่า “สงคราม” ทางสาธารณสุขอีกต่อไป อีกทั้งยังได้เชิญชวนให้ชาวฝรั่งเศสมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อร่วมกันฝ่าฝันวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้ และมีข้อความที่ให้ทั้งความหวังและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา