
คำตำหนิในระดับ “บริภาษ“ ของ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล หลังเหตุการณ์ระเบิดและเผาปั๊ม ปตท. 11 แห่งที่ชายแดนใต้ เมื่อ 11 ม.ค.69 ก็คือ...
“การข่าว ต้องสังคายนาอย่างมาก” และยังย้ำว่า ไม่ว่าจะชี้แจงด้วยเหตุผลอะไรก็... “รับฟังไม่ได้”
หลังจากนายกฯอนุทิน “บริภาษ” ได้ไม่กี่ชั่วโมง เสนาธิการทหารบก “พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์” ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน. ก็ออกมาเด้งรับ
แต่เชื่อเถิดว่าถึงที่สุดแล้วจะไม่มีอะไรในกอไผ่ และทุกอย่างจะเงียบหายไปกับสายลม
เพราะขนาดโดนนายกฯ “บริภาษ” ท่าน เสธ.ทบ. ยังออกอาการ “ตั้งแง่” นิดๆ ในภารกิจ “สังคายนาการข่าว”
“เรื่องการข่าวมีหลายหน่วยงานที่ทำในพื้นที่อยู่แล้ว เราต้องให้กำลังใจกัน แต่ก็อาจมีตรงไหนที่มีจุดอ่อนอยู่บ้าง ถ้าตรงไหนที่ควรปรับปรุงก็ต้องดูและประเมินก่อน เพราะจะทำให้หน่วยงานในพื้นที่ขาดกำลังใจ”
สรุปว่ากำลังใจของหน่วยงานในพื้นที่มีความสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น
จากคำตอบที่ได้ จึงทำให้อนุมานได้ทันทีว่า “การสังคายนาการข่าว” จะไม่เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ตลอดมา งานการข่าวมีปัญหาอย่างหนักมาตลอด
ดร.ซาช่า เฮลบาร์ธ นักวิจัยชาวเยอรมัน ซึ่งศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างของขบวนการ BRN และร่วมงานวิจัยกับนักวิชาการไทยเกี่ยวกับปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในระดับรากเหง้า แสดงทัศนะในปัญหา “งานด้านการข่าว” เอาไว้อย่างน่าสนใจ
เขาตั้งคำถามถึงสภาพปัญหาก่อนขยายความในรายละเอียดว่า หลังจากเกิดเหตุโจมตีสถานีบริการน้ำมัน 11 แห่งในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย หน่วยงานข่าวกรองของไทยได้ตกเป็นเป้าโจมตีจากสาธารณชนอีกครั้ง คำถามคือ นี่เป็นเพียงความผิดพลาดที่หลีกเลี่ยงได้ หรือเป็นสัญญาณของความล้มเหลวเชิงโครงสร้างภายในระบบความมั่นคงของรัฐกันแน่?
ดร.ซาช่า แจกแจงว่า ช่องโหว่เชิงโครงสร้างในระบบข่าวกรองของภาคใต้ หน่วยงานต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้การบัญชาการของกองทัพภาคที่ 4 ไม่มีเป้าหมายหรือแนวทางที่ชัดเจนจากรัฐบาลหรือสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ความคลุมเครือนี้ทำให้เกิดการตีความที่ผิดเกี่ยวกับธรรมชาติของขบวนการแบ่งแยกดินแดน โดยเฉพาะ “ขบวนการบีอาร์เอ็น” (BRN) ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่มีอิทธิพลและมีโครงสร้างซับซ้อนมากที่สุด
เขาอธิบายว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงมักมอง BRN ว่าเป็นเพียง “กลุ่มหนึ่งในหลายกลุ่ม” ที่ชักจูงเยาวชนเข้าสู่แนวทางสุดโต่ง ทั้งที่ในความเป็นจริง BRN ทำงานในลักษณะของ “รัฐเงา” ที่แทรกซึมในหลายสถาบันของท้องถิ่น และมีเครือข่ายขยายถึงฝั่งมาเลเซีย แต่กลับถูกกล่าวอ้างอย่างง่ายว่ารัฐบาลกำลัง “เจรจากับพวกเขาอยู่แล้ว” ซึ่งในทางยุทธศาสตร์ถือว่าห่างไกลจากความจริงมาก
ด้วยเหตุนี้แนวทางการทำงานของข่าวกรองในภาคใต้จึงสะท้อนความเข้าใจที่ผิดนี้ หน่วยข่าวกรองจำนวนมากมุ่งเน้นไปที่ “เป้าหมายที่จับง่าย” เช่น การติดตามนักเคลื่อนไหวทางการเมือง, การเฝ้าสังเกตสื่อออนไลน์ และการสืบสวนเหตุรุนแรงหลังเกิดเหตุ มากกว่าการทำความเข้าใจเชิงโครงสร้างของ BRN ทั้งในระดับการเมือง การเงิน หรืออุดมการณ์
“หลังจากสถานการณ์ไฟใต้ดำเนินมากว่า 22 ปี ประเทศไทยยังไม่มีฐานข้อมูลที่ศึกษาปัจจัยการทำให้คนเข้าสู่แนวทางสุดโต่ง ไม่มีระบบติดตามทางการเงินอย่างเป็นรูปธรรม ครบวงจร ไม่เข้าใจโครงสร้างการนำของ BRN อย่างแท้จริง และเป็นจีฮัด (ญิฮาด) หรือไม่ แล้วเราจะประเมินความเข้มแข็งของ BRN และผลลัพธ์จากมาตรการต่าง ๆ ของรัฐ เช่น โครงการด้านการพัฒนาต่างๆ ได้อย่างไร” นักวิจัยชาวเยอรมัน วิเคราะห์ปัญหา
และขยายความอีกว่า “ด้านการข่าวข้ามพรมแดนก็ยังคงอ่อนแอ การมีอยู่ของข่าวกรองไทยในมาเลเซียถือว่าน้อยมาก ส่งผลให้รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต้องพึ่งพาข้อมูลที่สะท้อนสมมติฐานของตนเอง ในบางยุคสมัย แม้แต่การเอ่ยชื่อ BRN ก็ยังถูกห้ามโดยคำสั่งทางการเมือง”
ดร.ซาช่า สรุปว่า ผลลัพธ์จากสภาพที่เป็นอยู่ จึงเป็น “วงจรข่าวกรองที่ปิดตาย” โดยหน่วยงานผลิตข้อมูลที่สนับสนุนมุมมองที่จำกัดของผู้มีอำนาจ จึงไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ใดๆ และเป็นการย่ำอยู่บนสมมติฐานชุดเดิม โดยประเทศไทยยังไม่รู้แน่ชัดว่าใครคือแกนนำ BRN ระบบของพวกเขาทำงานอย่างไร หรือขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์แบบใด และบทบาทของสตรีใน BRN คืออะไร
อย่างไรก็ดี ดร.ซาช่า ยอมรับข้อเท็จจริงว่า “ข่าวกรองไม่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองได้โดยลำพัง” แต่ก็ย้ำว่าทั้งสองสิ่งนี้เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ตัวอย่างจากไอร์แลนด์เหนือ พรรคการเมืองซินน์เฟิน และกองกำลัง IRA เคยตัดสินใจเข้าสู่การเจรจาสันติภาพอย่างจริงจัง หลังจากที่ผู้นำจำนวนมากของ IRA ถูกหน่วยข่าวกรองอังกฤษแทรกซึมเข้าไปจนสร้างแรงกดดันจากภายใน
“ฉะนั้นระบบข่าวกรองที่ลึกและแม่นยำจะช่วยเปิดทางให้การเมืองทำงานได้จริง” เขากล่าว
และตั้งคำถามที่แหลมคมที่สุดว่า รัฐไทยเคยแทรกซึมหรือเข้าถึงโครงสร้างนำของ BRN ในมาเลเซียได้ลึกถึงระดับไหน?
หรือคำตอบของรัฐไทยยังห่างจากความเป็นจริงมากนัก
บทสรุปจากทัศนะของ ดร.ซาช่า ก็คือ เมื่อได้เห็นภาพสะท้อนของงานการข่าวที่แท้จริง ยิ่งทำให้ฟันธงได้ล่วงหน้าเลยว่า หลังจากนี้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดตามมาแน่นอน
เพราะการ “ยกเครื่อง” หรือ “สังคายนา” ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจ การแสวงหาข้อมูลอย่างเป็นระบบ และเจตจำนงอันแน่วแน่ของฝ่ายการเมืองเท่านั้น
แต่ดูเหมือนทุกองค์ประกอบของรัฐไทย...ล้วนอ่อนแอ!!!
