
กฤษฎา บุญเรือง นักวิเคราะห์ และนักวิชาการอิสระ ซึ่งพำนักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา วิเคราะห์ทิศทางสถานการณ์ของอิหร่านและสงครามในตะวันออกกลาง หลังจากมีการยอมรับการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดของอิหร่าน “อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี”
คำถามที่ดังยิ่งกว่าเสียงระเบิดจากปฏิบัติการ “Operation Epic Fury” ในนัยทางนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ไม่ใช่เพียงเรื่องของขีดความสามารถทางทหารหรือระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ถูกทำลาย แต่คือคำถามถึง “สุญญากาศแห่งอำนาจ”
ภายใต้รัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ตำแหน่ง “ผู้นำสูงสุด” (Supreme Leader) หรือ Vali-e Faqih ไม่ใช่เพียงตำแหน่งประมุขเชิงสัญลักษณ์เหมือนในบางประเทศ แต่นี่คือ “ศูนย์กลางจักรวาล” ของระบบการปกครองแบบเทวาธิปไตย ผู้นำสูงสุดกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ และที่สำคัญที่สุดคือ กองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC)
การสูญเสียผู้นำในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับการรุกรานจากภายนอก จึงเปรียบเสมือนการถอดฟันเฟืองหลักออกจากเครื่องจักรที่กำลังทำงานหนักที่สุด เมื่อข่าวการสังหาร อายะตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ได้รับการยืนยันว่าเป็นความจริง โลกกำลังจะได้เห็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่ซับซ้อนและเปราะบางที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่
@@ ผ่าโครงสร้างอำนาจและฉากทัศน์แห่งการเปลี่ยนผ่าน
เราสามารถวิเคราะห์ “ฉากทัศน์” ความเป็นไปได้ของการสืบทอดอำนาจ โดยเรียงลำดับจากเหตุการณ์ที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นมากที่สุด ไปจนถึงฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นได้ยาก แต่ส่งผลกระทบในระดับทำลายล้าง ดังนี้
ฉากทัศน์ที่ 1 การประกาศภาวะฉุกเฉินและการกุมอำนาจโดย IRGC (มีโอกาสสูงสุด)
ในสภาวะสงครามที่ข้อมูลข่าวสารสับสน “ปืนย่อมดังกว่ากฎหมาย” แม้รัฐธรรมนูญจะระบุขั้นตอนการสืบทอดไว้ชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติ กองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นรัฐซ้อนรัฐ (State within a State) จะก้าวเข้ามาเป็น “ผู้เล่นหลัก” ทันที
รูปแบบการปกครอง : คาดว่าจะมีการจัดตั้ง “สภาความมั่นคงชั่วคราว” โดยนายพลระดับสูงร่วมกับฝ่ายบริหารที่เหลืออยู่ เพื่อตัดสินใจทางยุทธศาสตร์และตอบโต้ทางการทหาร
เหตุผลสนับสนุน : ในยามวิกฤต องค์กรเดียวที่มีสายบังคับบัญชาที่ชัดเจนและกุมกำลังพลคือ IRGC ขณะที่การรอคอยกระบวนการทางศาสนาอาจนำไปสู่ความปราชัยทางทหารและกบฏภายใน
ฉากทัศน์ที่ 2 การตั้ง “สภาผู้นำชั่วคราว” ตามครรลองรัฐธรรมนูญ (มีโอกาสปานกลาง)
หากโครงสร้างสถาบันหลักยังไม่ถูกทำลายราบคาบ รัฐธรรมนูญมาตรา 111 จะถูกนำมาใช้ระบุให้จัดตั้งสภาผู้รักษาการแทน ประกอบด้วย
1. ประธานาธิบดี (หัวหน้าฝ่ายบริหาร)
2. หัวหน้าฝ่ายตุลาการ
3. ตัวแทนจากสภาผู้พิทักษ์ (Guardian Council)
ความท้าทาย : สภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) 88 คน ต้องรีบคัดเลือกผู้นำคนใหม่ท่ามกลางเสียงระเบิด ซึ่งอาจเกิดการชิงดีชิงเด่นระหว่างกลุ่มอนุรักษนิยมต่างขั้ว
ฉากทัศน์ที่ 3 การสืบทอดอำนาจผ่านทายาทหรือตัวเต็งสายแข็ง (เฉพาะกลุ่ม)
การผลักดัน โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของผู้นำคนปัจจุบัน เพื่อรักษาความต่อเนื่องของระบอบ (Continuity)
ข้อจำกัด : การสืบทอดอำนาจทางสายเลือดขัดต่อเจตนารมณ์การปฏิวัติปี 1979 ที่ต้องการล้มระบอบกษัตริย์ หากดึงดันอาจเกิดการลุกฮือจากประชาชนที่ไม่ยอมรับ “ราชวงศ์นักบวช”
ฉากทัศน์ที่ 4 สภาวะสุญญากาศทางการเมืองและการลุกฮือ (โอกาสน้อยแต่ผลกระทบรุนแรง)
เกิดขึ้นเมื่อโครงสร้างสั่งการถูกทำลายจนราบคาบ เกิดภาวะ “หัวมังกรขาด” ประชาชนฉวยโอกาสลุกฮือเรียกร้องการเปลี่ยนระบอบ (Regime Change) นำไปสู่สงครามกลางเมืองและการล่มสลายของรัฐ (Failed State)
@@ เจาะลึกผู้ท้าชิงเก้าอี้ “ผู้นำสูงสุด” คนถัดไป
ในการเลือกผู้นำใหม่ท่ามกลางวิกฤต 2026 ตัวละครที่ต้องจับตามองถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ

1. กลุ่มผู้สืบทอดทางสัญลักษณ์และสายตรง
- โมจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) วัย 56 ปี ผู้กุมเครือข่ายข่าวกรองเบื้องหลัง
จุดแข็ง: สนิทกับ IRGC รู้กลไกอำนาจลึกซึ้ง
จุดอ่อน: บารมีทางศาสนายังไม่ถึงขั้นอยาตุลเลาะห์เต็มตัว และภาพลักษณ์การสืบทอดอำนาจพ่อสู่ลูกเป็นจุดอ่อนทางการเมือง
- ฮัสซัน โคไมนี (Hassan Khomeini) หลานชายของผู้ก่อตั้งประเทศ
จุดแข็ง: นามสกุลโคไมนี คือความชอบธรรมสูงสุด มีแนวคิดสายประนีประนอมที่อาจช่วยคลายปมความขัดแย้งกับนานาชาติ

2. กลุ่มสายวิชาการและศาสนา (Technocrat นักบวช)
- อยาตุลเลาะห์ อาลีเรซา อาราฟี (Alireza Arafi) ผู้อำนวยการโรงเรียนศาสนาทั่วประเทศ
เขาคือสัญลักษณ์ของ “การประคองระบอบ” มีประสบการณ์บริหารสูงและเป็นที่ยอมรับในสภาผู้พิทักษ์
- อยาตุลเลาะห์ โมเซน อารากี (Mohsen Araki) นักวิชาการสายเคร่งครัดที่ได้รับความเชื่อถือจากกลุ่มสายแข็งในเมืองกุม (Qom)

3. กลุ่มสายบริหารและความมั่นคง
- กอลา ฮุสเซน โมเซนี เอเจอี (Gholam-Hossein Mohseni-Ejei) หัวหน้าฝ่ายตุลาการ
จุดแข็ง: อดีตรัฐมนตรีข่าวกรอง เป็น “มือปราบ” ที่เด็ดขาดในการคุมความวุ่นวายภายใน
- อาลี ลารีจานี (Ali Larijani) หัวหน้าสภาความมั่นคงสูงสุด (SNSC)
มีข่าวลือว่าเขาเริ่มปฏิบัติหน้าที่แทนผู้นำสูงสุดในหลายวาระตั้งแต่ช่วงต้นปี 2026 เป็นผู้เล่นที่มีความเก๋าเกมทางการทูตสูง
@@ พลวัตใหม่ “อำนาจที่ไร้ผู้นำเดี่ยว”
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดจากตลาดพยากรณ์การเมือง ในช่วงกุมภาพันธ์ 2026 คือโอกาสถึง 49% ที่อิหร่านอาจจะ “ยกเลิกตำแหน่งผู้นำสูงสุด” หากไม่มีใครที่มีบารมีเพียงพอจะคุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้เท่าคาเมเนอี
อิหร่านอาจเปลี่ยนรูปโฉมการปกครองไปสู่ “การปกครองโดยสภาทหารหรือสภาบริหารร่วม” ซึ่งจะทำให้ทิศทางนโยบายต่างประเทศเปลี่ยนไปจากการใช้ “อุดมการณ์ศาสนา” นำทาง มาเป็นการใช้ “ความอยู่รอดของรัฐ” (Realpolitik) เป็นตัวตั้ง
@@ อนาคตที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
จากการประเมินสถานการณ์ ความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะก้าวเข้าสู่ “ระบอบกึ่งทหาร” (Military-leaning Regime) ภายใต้การนำของ IRGC มีน้ำหนักมากที่สุด เพราะในสายตาของชนชั้นนำอิหร่าน การรักษาเสถียรภาพของชาติและการตอบโต้ศัตรูภายนอกสำคัญกว่ากระบวนการทางกฎหมายในระยะสั้น
สำหรับโลกภายนอกและสภาคองเกรสของสหรัฐฯ การเปลี่ยนผ่านอำนาจครั้งนี้คือดาบสองคม
1.หากผู้นำใหม่เป็น “สายแข็ง” จาก IRGC สงครามจะขยายตัวเป็นมหาสงครามภูมิภาค
2.หากเป็น “สายเทคโนแครต” หรือสภาบริหารร่วม เราอาจเห็นช่องทางการทูตที่เปิดกว้างขึ้นอย่างไม่คาดคิด เพื่อรักษาลมหายใจของระบอบ
สิ่งที่ต้องจับตาคือบทบาทของ รัสเซียและจีนที่อาจเข้ามาแทรกแซงกระบวนการคัดเลือกผู้นำคนใหม่ เพื่อคานอำนาจกับสหรัฐฯ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันภายในเรื่องการทำสงครามโดยไม่ได้รับอนุมัติจากสภา
วิกฤตการณ์อิหร่าน 2026 จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวผู้เล่น แต่คือการเปลี่ยนกฎกติกาของโลกในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง
