
ศอ.บต.ผนึกกำลัง ม.อ.ปัตตานี เปิดยุทธศาสตร์จัดการภัยพิบัติเชิงรุกเต็มรูปแบบ รับมือมรสุมปลายปี นำเทคโนโลยี AI พร้อมเรดาร์ตรวจอากาศประมวลผลความเสี่ยงล่วงหน้า ยกระดับ “บัณฑิตอาสา” ทำหน้าที่ “เซนเซอร์มนุษย์” แจ้งเตือนภัย ควบคู่การจัดทำคู่มือรับมืออุทกภัย 2 ภาษา “ไทย-มลายู” แจกจ่ายครอบคลุม 44 อำเภอ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หวังลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างยั่งยืน
พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (อ.จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) เผชิญกับวงจรการเกิดอุทกภัยและน้ำป่าไหลหลากเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในห้วงเดือน พ.ย. ถึงเดือน ม.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ นำมาซึ่งปริมาณฝนสะสมมหาศาลและสภาพอากาศแปรปรวน
อุปสรรคสำคัญในการจัดการภัยพิบัติที่ผ่านมาของพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของปริมาณน้ำฝน แต่คือ “ช่องว่างทางข้อมูลและการแจ้งเตือนภัย” ที่ยังขาดความแม่นยำในระดับพิกัดหมู่บ้าน รวมถึงการส่งต่อข้อมูลจากภาครัฐลงสู่ชุมชนฐานรากที่ยังมีความล่าช้า ไม่ทันต่อความเร็วของสายน้ำที่ไหลทะลักจากพื้นที่ต้นน้ำในแถบเทือกเขาบรรทัดและเทือกเขาสันกาลาคีรีลงสู่พื้นที่ลุ่มต่ำชายฝั่ง
จากการถอดบทเรียนวิกฤตน้ำท่วมในอดีต รัฐบาลจึงมีข้อสั่งการเน้นย้ำให้หน่วยงานในพื้นที่เร่งยกระดับการเตรียมความพร้อมเชิงรุก เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้ได้เป็นรูปธรรม ก่อนที่มรสุมลูกใหญ่จะพัดเข้าสู่พื้นที่ปลายปี 2569 นี้

เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการจัดประชุมหารือระดับนโยบายและปฏิบัติตามแนวทางการรับมือและวางระบบการทำงานร่วมกันด้านอุทกภัย ที่ห้องประชุมหอสมุดจอห์น เอฟ เคนเนดี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) โดยมี นายชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นประธานการประชุม ร่วมกับทีมวิจัย ม.อ.ปัตตานี นำโดย ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์ ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการ และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำและภัยพิบัติ
ในฝั่งของตัวแทนภาครัฐ มีการบูรณาการแบบข้ามกระทรวง โดยมีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายรุสดี หะยีมะลี ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. (จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ.), นางกัณทิมา นวลศรี ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. (จากกระทรวงพาณิชย์), นายจรัส บำรุงเสนา ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. (จากกรมประชาสัมพันธ์) และผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจการพิเศษ (กปค.)

ในที่ประชุม ผศ.ดร.สมพร ได้ฉายภาพมิติทางกายภาพและความเสี่ยงของพื้นที่ โดยนำเสนอเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ได้แก่
- การตรวจสอบภาพเรดาร์ตรวจอากาศแบบเรียลไทม์ เพื่อตรวจวัดทิศทางและปริมาณน้ำฝนสะสมเพื่อประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ
- การจัดทำฐานข้อมูลด้านน้ำและภัยพิบัติ เป็นแพลตฟอร์มกลางที่รวบรวมข้อมูลสายน้ำหลัก เช่น แม่น้ำปัตตานี แม่น้ำสายบุรี และแม่น้ำโก-ลก
- การประยุกต์ใช้ AI ในการวิเคราะห์และตัดสินใจ โดยนำอัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์ประมวลผลข้อมูลความแปรปรวนของสภาพอากาศ เพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้มีอำนาจตัดสินใจในการสั่งการอพยพหรือตั้งรับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
แม้มหาวิทยาลัยจะพัฒนาระบบ AI และเครื่องมือทางเทคโนโลยีได้ทันสมัยเพียงใด แต่ประเด็นท้าทายสำคัญคือ “ทำอย่างไรให้ข้อมูลเทคโนโลยีเข้าถึงประชาชนในหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว?”

นายชนธัญ กล่าวว่า ศอ.บต. มีต้นทุนทางสังคมและทรัพยากรบุคคลที่เข้มแข็งมากในระดับพื้นที่ นั่นคือ “บัณฑิตอาสาพัฒนามาตุภูมิ” ซึ่งเป็นบุคลากรของ ศอ.บต.ที่ปฏิบัติงานประจำอยู่ในทุกหมู่บ้าน ฝังตัวใกล้ชิดกับประชาชน รู้จักภูมิประเทศ และเข้าถึงสภาพปัญหาจริงของชุมชน
ยุทธศาสตร์ใหม่ในครั้งนี้ คือการยกระดับ “บัณฑิตอาสา” จากเดิมที่เป็นผู้รายงานสถานการณ์น้ำท่วมหลังเกิดเหตุ ให้กลายเป็น “เซนเซอร์มนุษย์” หรือ Human Sensor และ “กลไกเตือนภัยล่วงหน้า” ผ่านกระบวนการดังนี้
- การป้อนข้อมูลระดับฐานราก โดยบัณฑิตอาสาจะเป็นผู้ส่งข้อมูลระดับพื้นที่ เช่น ปริมาณน้ำในลำห้วย ทางน้ำเปลี่ยนทิศ หรือจุดติดขัดทางน้ำ เข้าสู่ระบบ AI ของ ม.อ.ปัตตานี
- การรับและกระจายข่าวสาร เมื่อระบบ AI วิเคราะห์และแจ้งเตือนความเสี่ยง บัณฑิตอาสาจะได้รับข้อมูลผ่านระบบสมาร์ทโฟน และนำไปแจ้งเตือนต่อผู้นำชุมชน ผู้นำท้องที่ และชาวบ้านในหมู่บ้านทันที
- การเชื่อมโยงโครงข่าย ทำให้เกิดการประสานงานอย่างไร้รอยต่อตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ไปสู่ระดับตำบล อำเภอ และเชื่อมโยงภาพรวมทั้ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคู่ไปกับการวางระบบทางดิจิทัล

ในมิติการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน ศอ.บต.ได้สั่งการให้ กองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจการพิเศษ (กปค.) สังกัด ศอ.บต. เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำ “คู่มือเตรียมความพร้อมรองรับเหตุอุทกภัยสำหรับประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ขึ้นมาเป็นพิเศษ
การดำเนินงานจัดทำและกระจายคู่มือดังกล่าว มีรายละเอียดสำคัญดังนี้
- จัดพิมพ์รูปเล่มเอกสารรวมทั้งสิ้น 6,101 เล่ม โดยจัดทำเป็น 2 ภาษา ควบคู่กัน คือ ภาษาไทยและภาษามลายู
- ขอบเขตพื้นที่เป้าหมาย ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (อ.จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย)
- ครอบคลุมมิติปกครอง รวม 44 อำเภอ 2,260 หมู่บ้าน
- จัดทำคู่มือในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ผ่าน QR Code เพื่อเพิ่มช่องทางอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถสแกนอ่านและดาวน์โหลดผ่านสมาร์ทโฟนได้ทันที ลดข้อจำกัดด้านการขนส่งและการเข้าถึงพื้นที่ห่างไกล

โดยสาระสำคัญภายในคู่มือการจัดการภัยพิบัติ 3 ระยะ เนื้อหาภายในคู่มือภาษาไทย-มลายูฉบับนี้ ได้ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์อุทกภัยในอดีต โดยแบ่งโครงสร้างเนื้อหาออกเป็น 3 ระยะ เพื่อให้ประชาชนสามารถปฏิบัติได้จริง ได้แก่
1.ก่อนเกิดภัย (Pre-Disaster) การเตรียมพร้อมและเฝ้าระวัง เช่น การจัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้จำเป็น, การตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในบ้าน , การปักป้ายเตือนจุดเสี่ยง และการเช็คช่องทางติดต่อขอความช่วยเหลือ
2.ขณะเกิดภัย (During Disaster) การรับมือและเอาชีวิตรอด เช่น การปฏิบัติตัวเมื่อเกิดน้ำท่วมฉับพลัน, ข้อควรระวังเรื่องกระแสไฟฟ้ารั่วในน้ำ, การเอาชีวิตรอดจากน้ำป่า และการลงทะเบียนเข้าศูนย์พักพิงชั่วคราว
3.หลังเกิดภัย (Post-Disaster) การฟื้นฟูเยียวยา เช่น การสำรวจความเสียหายของที่อยู่อาศัย, การประเมินสุขอนามัยและโรคที่มากับน้ำท่วม รวมถึงขั้นตอนการยื่นคำร้องขอรับเงินชดเชยเยียวยาจากภาครัฐ
ส่วนกลไกการกระจายหนังสือ ศอ.บต. ได้วางโครงสร้างบริหารจัดการผ่าน “ประธานเครือข่ายบัณฑิตอาสาพัฒนามาตุภูมิประจำอำเภอ” ให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรับมอบและประสานงานส่งต่อหนังสือไปยังผู้นำหมู่บ้าน เครือข่ายชุมชน และหน่วยงานระดับอำเภอ เพื่อปิดช่องว่างข้อจำกัดเรื่องการขนส่งในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งในการปฏิบัติการจริง ศอ.บต.ได้เริ่มเดินหน้าจัดพิธีส่งมอบนำร่องแล้วในพื้นที่ จังหวัดยะลา ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์รับน้ำตอนบนจากเทือกเขา

เมื่อเร็วๆนี้ ดร.นพ.สมหมาย บุญเกลี้ยง ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. พร้อมด้วย นายชาคร คงเสรีกุล ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองยะลา ได้ร่วมกันเป็นประธานในพิธีมอบคู่มือเตรียมความพร้อมฯ ให้แก่ตัวแทนบัณฑิตอาสาพัฒนามาตุภูมิในพื้นที่อำเภอเมืองยะลา ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้แทนรับมอบเพื่อนำไปกระจายต่อยังประชาชนและผู้นำชุมชนใน 81 หมู่บ้านของอำเภอเมืองยะลา
ข้อมูลล่าสุด ณ ต้นเดือน ต.ค.2569 ศอ.บต.ได้ดำเนินการส่งมอบคู่มือดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่จังหวัดยะลาแล้วครบถ้วนทั้ง 8 อำเภอ รวม 381 หมู่บ้าน และมีกำหนดการเดินสายไปจัดพิธีส่งมอบให้แก่บัณฑิตอาสาและตัวแทนชุมชนในพื้นที่ จ.สตูล เป็นเป้าหมายถัดไป โดย ศอ.บต.ตั้งเป้าจะกระจายคู่มือให้ถึงมือผู้แทนชุมชนครบทั้ง 44 อำเภอ ก่อนที่มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะเข้ามาก่ออุทกภัยเต็มรูปแบบ
การขยับตัวของ ศอ.บต. ร่วมกับ ม.อ.ปัตตานี ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของภาครัฐ จากเดิมที่เป็นลักษณะ “ตั้งรับและตั้งงบเยียวยาหลังเกิดเหตุ” มาสู่ “การบริหารจัดการภัยพิบัติเชิงรุกด้วยเทคโนโลยีและเครือข่ายชุมชน”

สำหรับจุดเด่นที่น่าสนใจของโมเดลนี้ ประกอบด้วย 3 มิติสำคัญ ได้แก่
มิติภาษาและวัฒนธรรม ผ่านการจัดทำคู่มือ 2 ภาษา ถือเป็นการแก้ปัญหาตรงจุดในพื้นที่ข้ามวัฒนธรรม ทำให้สารสำคัญเรื่องการเอาชีวิตรอดและการเตือนภัยส่งตรงถึงประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุในหมู่บ้านที่ถนัดใช้ภาษามลายูท้องถิ่น
มิติเทคโนโลยีผสมผสานกลไกชุมชน เพราะการใช้ AI วิเคราะห์สภาพอากาศและเรดาร์จะไม่เกิดประโยชน์เลย หากไม่มี “บัณฑิตอาสา” คอยทำหน้าที่แปลผลภาษาข่าวกระทรวงให้เป็นภาษาชาวบ้าน และนำสารแจ้งเตือนเดินเคาะประตูบ้านในจุดเสี่ยงภัย
มิติการลดภาระงบประมาณระยะยาว แม้การจัดทำคู่มือและการวางระบบ AI จะมีต้นทุนการดำเนินการ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าความเสียหายของทรัพย์สิน บ้านเรือน พื้นที่เกษตรกรรม และงบประมาณเยียวยาหลังน้ำลดหลายพันล้านบาทในแต่ละปี การลงทุนกับ “ระบบป้องกันและเตือนภัยล่วงหน้า” ถือเป็นการคุ้มค่าเชิงนโยบายสาธารณะอย่างยิ่ง
ความท้าทายสำคัญหลังจากนี้อยู่ที่การทดสอบระบบช่วงมรสุมจริงในเดือน พ.ย.2569 ว่าระบบการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง AI ของ ม.อ.ปัตตานี บัณฑิตอาสา ศอ.บต. และศูนย์เตือนภัยระดับอำเภอ จะสามารถทำงานประสานกันได้สอดรับและรวดเร็วเพียงใดเมื่อเกิดวิกฤตน้ำท่วมฉับพลันขึ้นจริง
