
ท่ามกลางไฟความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ที่โหมกระพือขึ้นมาอีกระลอก... แม้จะเกิดขึ้นซ้ำๆ มาเป็นระยะเวลานานกว่า 22 ปีแล้ว
แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือ “ความเข้าใจ” ทั้งเข้าใจสถานการณ์ เข้าใจเหตุการณ์ และเข้าใจระหว่างกันของผู้คนกลุ่มต่างๆ ซึ่งเคยมี แม้จะไม่มากมาย แต่วันนี้กลับลดน้อยถอยลง กลายเป็นความขัดแย้งแตกแยกหนักขึ้นไปอีก
ปฏิบัติการข่าวสารที่เรียกว่า “ไอโอ” กระจายเกลื่อน เกรียนคีย์บอร์ด อวตาร แอคหลุม หรือแม้แต่ “แชทบอท” ถูกสร้างขึ้นเพื่อหวังผลความสะใจ ผลประโยชน์ของกลุ่มพวกตน ไม่เว้นแม้แต่งบประมาณของรัฐ เพราะมีคนของรัฐ หรืออาจจะเป็น “หน่วยงานรัฐบางหน่วย” ร่วมวงด้วย
การข่มขู่คุกคามทั้งทางออนไซต์ ออนไลน์ ใช้กฎหมายปิดปาก ไปจนถึงการพาทัวร์ไปลง หรือแม้แต่การใช้ cancel culture แพร่กระจายอย่างหนัก กลายเป็นฝุ่นควันที่ตลบซ้อนทับความรุนแรง จนยิ่งหาทางออกไม่เจอ
สถานการณ์ล่อแหลมเช่นนี้เอง เครือข่ายความร่วมมือระหว่างสื่อมวลชน สื่อภาคพลเมือง และสื่อสาธารณะ จึงได้ตั้งวงหารือกัน เพื่อหาช่องทางพัฒนาการสื่อสารที่เอื้อต่อสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยโครงการประชุมปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเครือข่ายสื่อมวลชน สื่อภาคพลเมือง และสื่อสาธารณะเพื่อสันติภาพ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–19 ก.ค.69 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
วันแรกมีการจัดเวทีเสวนา “โต๊ะข่าวภาคใต้ : ประวัติศาสตร์สื่อสันติภาพร่วมสมัย” เพื่อย้อนทบทวนบทบาทของสื่อมวลชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมแลกเปลี่ยนบทเรียนการทำงานตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
เวทีดังกล่าวมีอดีตบรรณาธิการและสมาชิก “โต๊ะข่าวภาคใต้” ได้แก่ นายสมเกียรติ จันทรสีมา, นายมูฮำมัดอายุบ ปาทาน, นายภาสกร จำลองราช, นายปิยศักดิ์ อู่ทรัพย์ และ นางสาวฐิตินบ โกมลนิมิ ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำข่าวในพื้นที่ความขัดแย้ง รวมถึงสะท้อนบทบาทของสื่อในการสร้างความเข้าใจต่อสถานการณ์
พร้อมด้วย นายอิสมาอีล ฮายีแวเจาะ คอนเทนต์ครีเอเตอร์จาก The Motive และ นายรุสลาน มูซอ บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว WARTANI ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านของภูมิทัศน์สื่อ การทำงานของสื่อดิจิทัล และความท้าทายของการสื่อสารสาธารณะในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม
โอกาสนี้ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) กล่าวบทสะท้อนย้อนคิดเพื่อชี้ให้เห็นความสำคัญของการสื่อสารที่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง การรับฟัง และการสร้างพื้นที่สาธารณะสำหรับการพูดคุยในสังคมที่มีความหลากหลาย ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.สมัชชา นิลปัทม์ จากศูนย์ศึกษาและพัฒนาการสื่อสารสันติภาพ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ขณะที่ นายมูฮำหมัดอายุบ ปาทาน อดีตบรรณาธิการโต๊ะข่าวภาคใต้ ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวประจำพื้นที่ ย้อนเล่าถึงช่วงที่สถานการณ์ความไม่สงบทวีความรุนแรง หลังจากเหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อปี 2547 ก่อนจะเกิดโต๊ะข่าวภาคใต้เพื่อสร้างช่องทางการสื่อสารแนวใหม่
“ช่วงนั้นกองบรรณาธิการจากกรุงเทพฯ มักโทรศัพท์สอบถามทุกวันว่า…วันนี้มีระเบิดหรือไม่ มีผู้เสียชีวิตกี่คน สะท้อนให้เห็นว่าการรับรู้สถานการณ์ในเวลานั้นยังผูกติดอยู่กับเหตุการณ์ความรุนแรงเป็นหลัก”
“หากสังคมต้องการทำความเข้าใจสถานการณ์ชายแดนใต้ให้รอบด้าน จำเป็นต้องตั้งคำถามว่าจะเชื่อข้อมูลจากใคร เพราะในเวลานั้นผู้สื่อข่าวท้องถิ่นแม้จะรู้พื้นที่เป็นอย่างดี แต่ยังขาดทักษะในการทำข่าวเชิงลึกและการสื่อสารประเด็นสาธารณะ ขณะที่ผู้สื่อข่าวจากส่วนกลางมีประสบการณ์ด้านวิชาชีพ แต่ยังไม่เข้าใจบริบทของพื้นที่อย่างเพียงพอ”
มูฮำหมัดอายุบ ขมวดปมว่า จากข้อจำกัดดังกล่าว จึงเกิดแนวคิดการทำงานแบบ “โต๊ะข่าวภาคใต้” ที่ให้กองบรรณาธิการส่วนกลางและผู้สื่อข่าวในพื้นที่ทำงานร่วมกัน เพื่อเติมเต็มจุดแข็งและข้อจำกัดของกันและกัน จนเกิดการรายงานข่าวที่มีทั้งความถูกต้องด้านวิชาชีพและความเข้าใจบริบทของพื้นที่
“การสื่อสารประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่สามารถทำเพียงครั้งเดียวแล้วจบ แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่องในลักษณะ ‘ขบวนการข่าว’ ที่สื่อหลายองค์กรร่วมกันผลักดันวาระสันติภาพ ควบคู่กับการให้ความรู้แก่สังคม โดยอาศัยเครือข่ายผู้สื่อข่าวและภาคประชาชนในพื้นที่ร่วมขับเคลื่อนประเด็น”

“เวลาทำข่าว อย่าเอาแต่ศูนย์กลาง โดยไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมหรือบริบทของพื้นที่ หากไม่มีความร่วมมือจากกองบรรณาธิการส่วนกลาง การสื่อสารเรื่องชายแดนใต้ในช่วงเวลานั้นก็คงเป็นเรื่องยาก ขณะเดียวกัน หากไม่มีผู้สื่อข่าวในพื้นที่ ก็จะไม่สามารถเข้าใจความจริงที่เกิดขึ้นได้อย่างรอบด้าน การรายงานข่าวในพื้นที่ความขัดแย้งจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการรายงานเหตุการณ์กับการสะท้อนชีวิตของผู้คน เพราะหากสื่อมุ่งนำเสนอเพียงเหตุความรุนแรง ก็จะละเลยผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในชีวิตประจำวัน”
ในช่วงท้าย มูฮำหมัดอายุบ ฝากความหวังไว้กับผู้สื่อข่าวรุ่นใหม่ โดยระบุว่า แม้ภูมิทัศน์สื่อจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ “ภาษา” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการสื่อสาร พร้อมย้ำว่า การรายงานสถานการณ์ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการบอกว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น แต่ต้องเล่าถึงบริบทและชีวิตของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงทุกฝ่าย เพื่อให้สังคมเข้าใจปัญหาได้อย่างลึกซึ้งและรอบด้าน
ด้านตัวแทนจากผู้สื่อข่าวส่วนกลางอย่าง ภาสกร จำลองราช ซึ่งเคยอยู่ในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน เล่าย้อนความหลังของการก่อกำเนิด “โต๊ะข่าวภาคใต้” เช่นเดียวกัน
“ช่วงที่ตัดสินใจเดินทางจากกรุงเทพฯ ลงมาทำข่าวที่นี่ มันเต็มไปด้วยความกระหายที่จะทำความเข้าใจสถานการณ์ เพราะตอนนั้นยังมี ‘สูญญากาศของข่าว’ เกี่ยวกับพื้นที่แห่งนี้ และผู้คนภายนอกแทบไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจริง”
ภาสกร จำลองราช เป็นอดีตบรรณาธิการโต๊ะข่าวภาคใต้ ศูนย์ข่าวอิศรา เขาตัดสินใจลงมาทำข่าวและทำให้พบว่า ความจริงในพื้นที่มีความซับซ้อนมากกว่าที่รับรู้จากข่าวสารในเวลานั้น การทำงานระหว่างนักข่าวจากส่วนกลางกับนักข่าวท้องถิ่นในโมเดล “โต๊ะข่าวภาคใต้” ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะช่วยเปิดมุมมองใหม่และทำให้เข้าใจบริบทของพื้นที่อย่างลึกซึ้ง
“การได้ทำงานร่วมกับผู้สื่อข่าวในพื้นที่ ทำให้เหมือนตาสว่าง ได้เห็นความจริงอีกมุมหนึ่งที่ไม่เคยถูกสื่อสารออกสู่สาธารณะ"
“แม้เวลาจะผ่านมาหลายปี แต่บทบาทของสื่อมวลชนในการอธิบายข้อเท็จจริงและบริบทของจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงมีความจำเป็น เพราะยังมีอีกหลายประเด็นที่สังคมไทยต้องทำความเข้าใจ และสื่อยังมีหน้าที่สำคัญในการเชื่อมโยงความเข้าใจระหว่างผู้คนในพื้นที่กับสังคมวงกว้าง”

ขณะที่ ฐิตินบ โกมลนิมิ อดีตสมาชิกโต๊ะข่าวภาคใต้ สะท้อนมุมมองเช่นกันว่า การรายงานข่าวสถานการณ์ความไม่สงบในช่วงเริ่มต้น สื่อมวลชนส่วนใหญ่ยังตั้งต้นจากคำถามพื้นฐานว่า “What เกิดอะไรขึ้น” และมุ่งนำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นหลัก ทำให้การรายงานข่าวในระยะแรกเน้นการขยายภาพความรุนแรงจากพื้นที่มากกว่าการอธิบายบริบทหรือสาเหตุของปัญหา
“ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในลักษณะยืดเยื้อเช่นนี้มาก่อน จึงเป็นทั้งความท้าทายและบทเรียนสำคัญของวิชาชีพสื่อมวลชน ที่ต้องเรียนรู้และปรับตัวไปพร้อมกับสถานการณ์”
เธอเล่าต่อว่า ในเวลานั้นมีความพยายามร่วมกันของนักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องในการหาแนวทางยกระดับการทำข่าว จนนำไปสู่การเสนอโมเดล “โต๊ะข่าวภาคใต้” ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานที่จับคู่ผู้สื่อข่าวผู้เชี่ยวชาญจากส่วนกลางกับผู้สื่อข่าวประจำพื้นที่ เพื่อผสานความเข้าใจเชิงข่าวเข้ากับความเข้าใจบริบทท้องถิ่น
การจัดตั้ง “โต๊ะข่าวอิศรา” ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญของกองบรรณาธิการส่วนกลางในยุคนั้น ที่ช่วยสร้างมาตรฐานการทำข่าวพื้นที่ความขัดแย้ง และเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสื่อใหม่และเว็บไซต์ 1.0 ซึ่งกำลังเปลี่ยนวิธีการผลิตและเผยแพร่ข่าวสารของสังคมไทย
อีกหนึ่งอดีตสมาชิกโต๊ะข่าวภาคใต้ ปิยศักดิ์ อู่ทรัพย์ ซึ่งมีความสามารถในการถ่ายภาพ เล่าถึงมิติของงานที่ตนเองร่วมรับผิดชอบว่า การสื่อสารประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรายงานข่าวด้วยตัวอักษร แต่ยังต้องอาศัยพลังของภาพและสัญลักษณ์ในการถ่ายทอดความหมายและบริบทของพื้นที่
เขายกตัวอย่างการใช้ภาพเชิงสัญลักษณ์ เช่น ภาพดอกชบา หรือป้ายคำว่า “ปัตตานี” ที่มีรอยกระสุนเจาะ ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เพียงบันทึกเหตุการณ์ แต่เป็นภาษาภาพที่ช่วยสื่อสารความทรงจำ ความรู้สึก และผลกระทบของความขัดแย้งให้ผู้คนภายนอกพื้นที่เข้าใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
“แนวคิดสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น คือการส่งเสริม ‘นักข่าวพลเมือง Citizen Journalist’ โดยเปิดโอกาสให้ชาวบ้านเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนด้วยตัวเอง ผ่านเครื่องมือที่เข้าถึงได้อย่างการถ่ายภาพ ซึ่งมีการจัดกิจกรรมลงพื้นที่ให้ประชาชนร่วมบันทึกภาพ ก่อนนำผลงานมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการ เพื่อสร้างพื้นที่ให้เสียงของคนในชุมชนได้สื่อสารกับสังคม”

ประสบการณ์การทำงานของปิยศักดิ์ในฐานะอดีต “Sub Editor” ของโครงการ “Deep Book” ทำให้เห็นว่า การใช้ภาพถ่าย แผนที่ อินโฟกราฟิก และองค์ประกอบด้านภาพ (Visual Communication) มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้สาธารณชนเข้าใจบริบทอันซับซ้อนของจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้มากกว่าการนำเสนอข่าวเหตุการณ์เพียงอย่างเดียว
“เมื่อมีภาพและเครื่องมือสื่อสารเชิงภาพที่เหมาะสม ผู้คนจะมองเห็นมิติของชีวิต วัฒนธรรม และความซับซ้อนของพื้นที่ได้ชัดเจนขึ้น การสื่อสารด้วยภาพจึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างความเข้าใจต่อพื้นที่ความขัดแย้ง และเปิดพื้นที่ให้เรื่องราวของผู้คนได้รับการรับฟังจากสังคมในวงกว้าง”
ทั้งหมดนี้อาจเรียกได้ว่าเป็น “สื่อสันติภาพ” ซึ่งเคยมีความหมายในระดับ “นวัตกรรม” ของการรายงานข่าวในพื้นที่ขัดแย้งของสังคมไทย
โจทย์ข้อยากคือทำอย่างไรเส้นทางนี้จะไม่ถูกกลบหาย เพียงเพราะมีบางกลุ่มบางพวกฉกฉวยประโยชน์จากความขัดแย้ง บนการก้าวกระโดดของเทคโนโลยี
