
“ดร.เจ๋ง” เตรียมนำตัวแทนคณะผู้ประกอบการต้มยำกุ้งมาเลย์ เข้าพบ รมว.แรงงาน หวังแก้ปัญหาแรงงานไทยในแดนเสือเหลือง หลัง ครม.มีมติเร่งรัดทำ MOU เพื่อคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพ เผยตัวเลขแรงงานร้านต้มยำ 2 แสนชีวิตยังไร้ใบอนุญาตทำงานกว่าครึ่ง
จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อันเป็นผลจากการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) นัดแรกของรัฐบาลชุดนี้ ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 1 ก.ย.69 ที่ผ่านมา
หนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ ข้อเสนอมาตรการเร่งด่วน Quick Win ด้านสังคมเรื่องการเร่งรัดทำ MOU (บันทึกความเข้าใจ) แรงงานไทย - มาเลเซีย เพื่ออำนวยความสะดวกและทบทวนระเบียบขั้นตอนการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวให้แก่แรงงานไทยในประเทศมาเลเซียนั้น

ล่าสุด นายชนธัญ แสงพุ่ม หรือ “ดร.เจ๋ง” รองเลขาธิการ และรักษาราชการแทน เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พร้อมด้วย นายแพทย์สมหมาย บุญเกลี้ยง ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต., นางสาวขวัญจิต เคียงตระกูล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาฝ่ายพลเรือน (ผอ.กสพ.) และเจ้าหน้าที่ ศอ.บต. เดินทางพบปะแลกเปลี่ยนความเห็น พร้อมรับประทานอาหารเย็นร่วมกับเครือข่ายผู้ประกอบการต้มยำกุ้ง ซึ่งเป็นคนไทยไปทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน โดยได้พบและหารือกันที่ ร้านอาหาร Orchid house กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
โดยมีผู้ประกอบการร้านต้มยำกุ้ง จำนวนกว่า 40 คน ซึ่งเป็นตัวแทนผู้ประกอบการจากรัฐต่างๆ ในประเทศมาเลเซีย ประกอบด้วย กลุ่มอุควะห์ กลุ่มซอฮาบัต กลุ่มมะละกา กลุ่มยะโฮร์ กลุ่มปาหัง กลุ่มตรังกานู
ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของการพูดคุยก็เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอการส่งเสริมและแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในประเทศมาเลเซีย ตลอดจนเยี่ยมเยียนการดำเนินชีวิตของคนไทยในร้านอาหารต้มยำกุ้ง

นายชนธัญ กล่าวว่า ศอ.บต. ร่วมกับกระทรวงแรงงาน ได้จัดเวทีรับฟังความต้องการของภาคประชาชน ในหลายๆ โอกาสที่ผ่าน จนนำไปสู่การเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ กพต. ตั้งแต่ปี 2564 โดยปัจจุบัน ไทยและมาเลเซียอยู่ระหว่างผลักดันการจัดทำ MOU หรือ “บันทึกความเข้าใจ” ฉบับใหม่ว่าด้วยการสรรหา การจ้างงาน และการส่งตัวแรงงานกลับประเทศ เพื่อปรับปรุงกรอบความร่วมมือให้สอดคล้องกับกฎหมายและบริบท ตลาดแรงงานปัจจุบันมากยิ่งขึ้น
“MOU ฉบับใหม่จะครอบคลุมตั้งแต่การสรรหาและการจ้างงาน การคุ้มครองสิทธิ ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของแรงงาน การกำหนดบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นายจ้าง ลูกจ้าง และบริษัทจัดหางาน ตลอดจนกระบวนการส่งแรงงานกลับประเทศ พร้อมเสนอจัดตั้ง คณะทำงานรวมไทย–มาเลเซีย (Joint Working Group) หรือ JWG เป็นกลไกในการพิจารณารายละเอียดและผลักดัน MOU ฉบับใหม่เกิดผลเป็นรูปธรรม”

นายชนธัญ กล่าวอีกว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อจังหวัดชายแดนภาคใต้เนื่องจากเป็นพื้นที่เชื่อมโยงโดยตรงกับมาเลเซียและมีศักยภาพในการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับตลาดแรงงานข้ามพรมแดน
นอกจากนี้ ความร่วมมือระดับประเทศยังสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนไทย–มาเลเซีย ซึ่งให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดน เพื่อสวัสดิภาพแรงงานไทยในมาเลเซียอีกด้วย
“เร็วๆ นี้จะนำผู้ประกอบการร้านต้มยำเข้าพบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาทั้งหมด” นายชนธัญ ระบุ
@@ เผยแรงงานต้มยำกุ้ง 2 แสน ไร้ใบอนุญาตกว่าครึ่ง

ด้านตัวแทนผู้ประกอบการร้านต้มยำกุ้ง กล่าวว่า รู้สึกพอใจเพราะเห็นถึงความตั้งใจของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะที่ศอ.บต.ต้องการผลักดันข้อเสนอจากกลุ่มผู้ประกอบการ ซึ่งปัจจุบันแรงงานไทยในร้านต้มยำกุ้งที่มาเลเซีย มีกว่า 200,000 คน กลุ่มคนไทยที่มีปัญหาแรงงานที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือ Work Permit อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 50%
“หากในอนาคตรัฐบาลมาเลเซียมีความเข้มงวดกวดขันในเรื่องแรงงานในร้านต้มยำกุ้งที่มีอยู่ประมาณ 5,000 กว่าร้าน ก็จะเป็นปัญหาใหญ่ตามมา ในปัจจุบันทราบว่ามีการนำเรื่องปัญหานี้เข้าสู่การอภิปรายในรัฐสภาของมาเลเซียแล้ว อาจจะทำให้แรงงานจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ตกงาน ซึ่งกลุ่มแรงงานร้านต้มยำสามารถนำเงินกลับไปให้ครอบครัวใช้สอยจนเกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวงกว้าง”
@@ แนะดัน SME ขยายความร่วมมือเศรษฐกิจไทย-มาเลย์

โอกาสเดียวกันนี้ นายชญธัญ พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ ศอ.บต. เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับ นางสาวลดา ภู่มาศ เอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาแรงงานไทยในประเทศมาเลเซีย และการส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในทุกมิติ โดยมี นางสาวธารินี ลิ่มจุฬารัตน์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) เข้าร่วมหารือด้วย
โอกาสนี้ เอกอัครราชทูตไทย ได้ให้ข้อเสนอแนะถึงแนวทางการพัฒนาร่วมกันระหว่างไทย – มาเลเซีย ว่า อยากให้มีการสนับสนุนในเรื่องของการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเน้นการให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการ SME และ MSME ให้สามารถพัฒนาธุรกิจขยายตัวขึ้น ตลอดจนแรงงานไทยต้องเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมายในประเทศมาเลเซีย และมีทักษะศักยภาพในทุกสาขา โดยหน่วยงานภาครัฐส่งเสริมในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพ ตลอดจนเน้นการจัดทำเศรษฐกิจแบบมุ่งเป้าในเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นขยายขีดความสามารถและขยายความร่วมมือระหว่างกัน ให้เชื่อมโยงระหว่างไทย – มาเลเซีย
“ควรใช้เรื่องของอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล การเกษตร การท่องเที่ยวชุมชน การศึกษา การพัฒนาทักษะอาชีพ ตลอดไปจนถึงทักษะยานยนต์ไฟฟ้า เน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง และให้ความรู้เรื่องกฎหมายแรงงาน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ที่ถูกต้อง โดยเน้นการจัดสรรงบประมาณที่คุ้มค่าและยั่งยืน” ทูตลดา กล่าว

นอกจากนี้ เอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ยังได้เชิญรองเลขาธิการ ศอ.บต. และคณะเข้าเยี่ยมชมงานแสดงสินค้า MIHAS (Malaysia International Halal Showcase)ครั้งที่ 22 ณ ศูนย์แสดงสินค้า Malaysia International Trade and Exhibition Centre (MITEC) กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยภายในงานมีผู้ประกอบการจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมจำหน่ายและแสดงสินค้าจำนวน 2 บูธ ผ่านการประสานงานจาก ศอ.บต.
