
การชนะคดีไอโอ หรือปฏิบัติการข่าวสารของ อังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และ อัญชนา หีมมิหน๊ะ นักสิทธิมนุษยชนชายแดนใต้ แกนนำกลุ่มด้วยใจนั้น
ต้นตอของปฏิบัติการที่เรียกว่า “ไอโอ” ซึ่ง อังคณา และ อัญชนา ยื่นฟ้องว่าถูกเผยแพร่ข้อมูลและภาพถ่ายบนสื่อออนไลน์จนได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นการนำเสนอผ่านเว็บไซต์ที่ชื่อ pulony.blogspot.com (พูโลนี บล็อกสปอต ดอทคอม) ซึ่งศาลสั่งให้ลบช้อมูลและภาพที่ละเมิดโจทก์ทั้งสองคนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด
“ทีมข่าวอิศรา” เข้าไปตรวจสอบข้อมูลในเว็บ pulony พบว่า ทางเว็บไซต์ซึ่งมีลักษณะเป็นคล้ายๆ เพจ หรือเว็บบอร์ด ยังคงสามารถเข้าชมได้ตามปกติ ไม่ได้มีการปิดตัว หรือถูกปิดกั้นแต่อย่างใด
การตรวจสอบเว็บนี้ของฝ่ายการเมืองมีมาอย่างต่อเนื่อง เช่น เมื่อวันที่ 25 ก.พ.63 ถูกนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.พรรคส้มในขณะนั้น แฉว่าเป็น “เว็บไอโอ” พร้อมนำเอกสารของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่อ้างว่า กอ.รมน.สนับสนุนงบประมาณให้กับเว็บไซต์นี้ มาอภิปรายในสภาจนเป็นข่าวโด่งดัง
จากการตรวจสอบย้อนหลังพบว่า เว็บ pulony เริ่มนำเสนอบทความครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2554 เรื่อง “ประหาร หะยีดาโอ๊ะ ท่าน้ำ บทลงโทษจากอัลเลาะห์” นับจากนั้นก็นำเสนอเรื่อยมาจนถึงบทความสุดท้ายวันที่ 9 ธ.ค.63 เรื่อง “(SATU PADU) ศรัทธา เชื่อมั่น เพราะเราคือพี่น้องกัน” รวมมีบทความนำเสนอบทเว็บทั้งหมด 883 เรื่อง มีทั้งที่เป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษามาเลย์ และภาษาอาหรับ มีการเข้าชมนับถึงปัจจุบัน (12.00 น.วันที่ 11 มิ.ย.69) จำนวน 3,231,699 ครั้ง
พูดง่ายๆ ก็คือ เว็บยังเปิดได้ปกติ แต่ไม่มีการโพสต์บทความใหม่ตั้งแต่ปี 63 หลังถูกอภิปรายในสภาไม่นาน คือ หลังถูกอภิปราย ยังมีการเสนอบทความบ้าง แล้วหยุดไป และหยุดยาว

เดิมเนื้อหาบทความในเว็บ เป็นการเสนอข่าวสารเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้, เผยแพร่ข้อมูลการกระทำอันโหดร้ายของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน พร้อมอ้างอิงคำสอนของศาสนาอิสลามที่ทางเว็บมองว่าถูกต้อง เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นไปในทางตอบโต้และชี้แจงแทนฝ่ายความมั่นคงอย่างทันสถานการณ์ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา
ทั้งยังมีบทความโจมตีการทำงานของกลุ่มนักสิทธิมนุษยชน เอ็นจีโอ นักเคลื่อนไหวในพื้นที่ ตลอดจนทนายมุสลิม และสื่อมวลชนที่นำเสนอหรือเคลื่อนไหวเป็นลบต่อฝ่ายความมั่นคง โดยทางเว็บใช้วิธีเขียนบทความเปิดโปง อ้างว่ากลุ่มหรือบุคคลเหล่านั้นมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงและเป็น “แนวร่วมมุมกลับ” ให้กับกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่
เมื่อบทความถูกนำเสนอก็จะมีเครือข่ายที่สนับสนุนฝ่ายรัฐนำไปเผยแพร่แชร์ต่ออย่างกว้างขวาง ทำให้เว็บกลายเป็นที่รู้จัก
หลังจากเรื่องราวของเว็บถูกนำมาแฉในการอภิปรายไว้ไว้วางใจในสภาจนกล่าวเป็นข่าวดัง เนื้อหาบทความหลังจากนั้นเริ่มมุ่งโจมตีตั้งคำถามไปยังกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนมากขึ้น
อย่างไรก็ดี อดีตโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งเคยปฏิบัติงานในพื้นที่ในช่วงที่เว็บ pulony ถูกตรวจสอบ เคยชี้แจงว่า กอ.รมน.ไม่ได้เป็นเจ้าของเว็บนี้ ส่วนเรื่องการอนุมัติงบประมาณ เป็นการอนุมัติให้เว็บไซต์ต่างๆ ที่นำเสนอบทความและข้อมูลข่าวสารในเชิงประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีหลายเว็บไซต์ที่ กอ.รมน.ให้การสนับสนุน แต่ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกำหนดเนื้อหาหรือผลิตบทความ
@@ คดีประวัติศาสตร์ “ไอโอ” ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษาชั้นต้น
สำหรับ “คดีไอโอ” ที่เป็นข่าวครึกโครมและสะเทือนหน่วยงานความมั่นคงของประเทศไทย ในวันพฤหัสบดีที่ 11 มิ.ย.69 เกิดขึ้นที่ ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่ นางอังคณา นีละไพจิตร และ นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ สองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหญิงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง สำนักนายกรัฐมนตรี (จำเลยที่ 1) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน. - จำเลยที่ 2) และกองทัพบก (จำเลยที่ 3) จากกรณีที่ถูกปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ : Information Operation) เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน โจมตี และสร้างความเกลียดชังผ่านเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ซึ่งกระบวนการต่อสู้ในชั้นศาลยืดเยื้อมานานกว่า 6 ปี
คดีนี้ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยให้ กอ.รมน. (จำเลยที่ 2) ต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมทั้งสั่งให้สำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล กอ.รมน. ดำเนินการลบข้อความและนำภาพถ่ายที่เป็นการละเมิดออกจากระบบทั้งหมดภายใน 7 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด และให้ชดเชยเยียวยาภายในกำหนด 30 วัน
@@ สั่งจ่ายสินไหม 2.1 แสน - เชื่อ กอ.รมน.มีเอี่ยว
สำหรับค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์สั่งให้ กอ.รมน. จ่ายชดเชย แบ่งเป็น นางอังคณา นีละไพจิตร (โจทก์ที่ 1) เป็นเงิน 120,000 บาท นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ (โจทก์ที่ 2) เป็นเงิน 90,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย (จากเดิมที่โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายรายละ 3 ล้านบาท และ 2 ล้านบาทตามลำดับ)
ย้อนกลับไปในชั้นศาลชั้นต้น ศาลเคยมีคำวินิจฉัยรับรองไว้แล้วว่า มีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ) ผ่านเว็บไซต์ดังกล่าวที่สร้างความทรมานทางจิตใจต่อโจทก์จริง แต่ในขณะนั้นศาลเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เชื่อมโยงไปถึง กอ.รมน.อย่างชัดเจน จึงยังไม่มีคำสั่งให้เยียวยาและให้ยกฟ้องไป
ทว่า ในชั้นอุทธรณ์ ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานอย่างละเอียด โดยเฉพาะหลักฐานสำคัญด้านงบประมาณแผ่นดินที่ได้จากการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงคำให้การในชั้นศาลของ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล และ นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.พรรคส้ม ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนว่า กอ.รมน. มีอำนาจในการควบคุม กำกับดูแล และต้องรับผิดชอบต่อการดำเนินงานของเว็บไซต์ pulony ส่งผลให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า กอ.รมน. มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงและต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
@@ “อัญชนา” อยากได้คำขอโทษ
ด้าน นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ นักสิทธิมนุษยชนหญิง และประธานกลุ่มด้วยใจ เปิดเผยความรู้สึกภายหลังรับฟังคำพิพากษาว่า การต่อสู้ครั้งนี้เริ่มขึ้นหลังจากมีการอภิปรายเรื่องงบประมาณโดย สส. ในช่วงเวลานั้น ซึ่งผลคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ถือว่าได้มากกว่าสิ่งที่ประเมินไว้ เพราะสามารถทำให้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนในชั้นศาลว่า กอ.รมน.เป็นผู้ละเมิดต่อประชาชน และใช้เงินงบประมาณแผ่นดินไม่ถูกต้องในการทำไอโอ โจมตีนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
“ความจริงเราเรียกร้องขอไป เรื่องของการให้สำนักนายกฯ ขอโทษด้วย แต่ศาลไม่ได้พิจารณาตรงนี้ เพราะมองว่าเยียวยาด้วยตัวเงินแล้ว แต่จริงๆ แล้วในเรื่องของการถูกกระทำทรมานทางด้านจิตใจ มันจำเป็นต้องมีการฟื้นคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเราที่ถูกทำลายไปในช่วงเวลาดังกล่าว เราต้องการคำขอโทษมากกว่าเงิน” นางสาวอัญชนา ระบุ
อย่างไรก็ดี นางสาวอัญชนา เชื่อว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากทั้งสองศาลจะกลายเป็นบรรทัดฐานและเกราะป้องกันที่สำคัญให้กับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ทั้งหญิงและชาย รวมถึงชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และทั่วประเทศที่กำลังถูกโจมตีโดยปฏิบัติการไอโอในปัจจุบัน
@@ วอน กอ.รมน.-ฝ่ายความมั่นคง “คิดก่อนทำ”
นางสาวอัญชนา กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันว่า ดูเหมือนว่า ไอโอ ณ ตอนนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นกว่าแต่ก่อน จึงอยากให้คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญแก่ กอ.รมน. และผู้เกี่ยวข้อง
“ศาลชี้ให้เห็นแล้วว่า ปฏิบัติการไอโอ ส่งผลกระทบทางด้านจิตใจอย่างร้ายแรงต่อผู้ที่ถูกละเมิด มันทำลายความสัมพันธ์ของผู้คนทั้งในและนอกพื้นที่ สร้างความเกลียดชังต่อนักกิจกรรม นักปกป้องสิทธิฯ และนักการเมือง การดำเนินคดีครั้งนี้จะเป็นกำแพงชั้นหนึ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องคิดก่อนจะกระทำ”
ประธานกลุ่มด้วยใจ กล่าวทิ้งท้ายว่า คาดหวังให้ กอ.รมน. ปรับเปลี่ยนแนวทางในการแก้ปัญหาความขัดแย้งหรือความไม่เข้าใจของประชาชนในพื้นที่ โดยใช้รูปแบบอื่นที่ไม่ใช่การทำไอโอที่บิดเบือน
@@ กอ.รมน.แถลงการณ์เคารพคำสั่งศาล

ด้าน กอ.รมน. โดยทีมโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ออกแถลงการณ์ ระบุว่า กอ.รมน.เคารพคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยืนยันยึดมั่นหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม
ยืนยันดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมาย ด้วยความรับผิดชอบ โปร่งใส และเคารพสิทธิของประชาชน
