
ฉก.นราธิวาส ประกาศยกเลิกเคอร์ฟิว อ้างเหตุผลสถานการณ์คลี่คลายแล้ว หวั่นกระทบประชาชนและเศรษฐกิจพื้นที่
หลังจากที่หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส (ฉก.นราธิวาส) ประกาศเคอร์ฟิว หรือ มาตรการห้ามออกนอกเคหสถาน ระหว่างเวลา 21.00-05.00 น. ในพื้นที่ จ.นราธิวาส โดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก หลังเกิดเหตุ วางระเบิดและวางเพลิงเผาสถานีบริการน้ำมัน หรือ ปั๊ม ปตท. รวม 11 แห่ง ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะในนราธิวาสมากที่สุดถึง 5 แห่ง เมื่อวันที่ 11 ม.ค.69 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการยกระดับมาตรการคุมเข้มทั้งจังหวัด ท่ามกลางกระแสวิจารณ์หนาหูนั้น
ปรากฏว่าผ่านพ้นมาได้เพียงคืนเดียว ในวันรุ่งขึ้น คือ วันจันทร์ที่ 12 ม.ค.69 ทางหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสก็ได้ออกประกาศยกเลิกการประกาศใช้มาตรการเคอร์ฟิว โดยให้มีผลตั้งแต่เวลาเผยแพร่ประกาศเป็นต้นไป และรวมถึงมาตรการคุมเข้มบริเวณจุดผ่านแดนด้วย
ทั้งนี้ ฉก.นราธิวาส ได้ระบุเหตุผลในการยกเลิกมาตรการเคอร์ฟิวว่า จากการติดตามและประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคง พบว่าการก่อเหตุความไม่สงบอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ ส่งผลให้สามารถผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน รวมทั้งส่งเสริมบรรยากาศด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

อย่างไรก็ดี หลังจากที่มีการประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่นราธิวาส ก็มีกระแสความวิตกกังวลและรู้สึกไม่สบายใจจากภาคประชาสังคม ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ โดยมีความหวั่นเกรงว่า มาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และการประกอบอาชีพของพวกตน
นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ ผู้ก่อตั้งกลุ่มด้วยใจ กล่าวว่า การประกาศเคอร์ฟิวใน จ.นราธิวาส ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้าน โดยเฉพาะอาชีพเกษตรกรสวนยางพาราที่ต้องออกไปทำงานในช่วงกลางคืนและเช้ามืด จึงมีผลต่อระบบเศรษฐกิจระดับย่อยในชุมชน ถือเป็นสิ่งแรกที่พังทลายลง และผลกระทบยังลุกลามไปยังเศรษฐกิจระดับประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโตด้วย
นายรักชาติ สุวรรณ นักกิจกรรมและผู้คลุกคลีกับปัญหาชายแดนใต้ แกนนำกลุ่มชาวพุทธ และครั้งนี้ลงสมัคร สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า ประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุดคือการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการประกอบศาสนกิจ ช่วงเวลาเคอร์ฟิวทับซ้อนกับช่วง “ละหมาดอิชา” ซึ่งตามหลักการศาสนาอิสลาม การไปละหมาดรวมกันที่มัสยิดถือเป็นวิถีชีวิตสำคัญและได้บุญมากกว่าการละหมาดที่บ้าน
“การประกาศเคอร์ฟิวจึงสะท้อนถึงความไม่เข้าใจบริบทพื้นที่ และขอให้รัฐพิจารณาทบทวน เพราะอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีในระยะยาว”
นายอีซอ (สงวนนามสกุล) ชาว อ.ระแงะ จ.นราธิวาส กล่าวว่า งงและสับสนกับการตัดสินใจของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย นี่คือของขวัญปีใหม่ที่รัฐบาลมอบให้คนนราธิวาสหรือ? การดึงพวกตนกลับเข้าสู่สภาวะจำกัดพื้นที่อีกครั้ง คือการซ้ำเติมความเจ็บปวดหรือไม่ เหตุการณ์ระเบิดปั๊มน้ำมันไม่ได้รุนแรงไปกว่าครั้งอื่น แต่กลับมีการบังคับใช้มาตรการสูงสุด การประกาศเคอร์ฟิวจึงสะท้อนถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการ และนัยที่แฝงอยู่ คือการใช้อำนาจรัฐมาจำกัดสิทธิประชาชน
นางแซะเราะ (สงวนนามสกุล) ชาว อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส กล่าวว่า มันไม่ใช่แค่เรื่องความมั่นคง แต่มันคือการสร้างบาดแผลให้คนนราธิวาสอีกครั้ง เราต้องจำให้ดีว่าใครมอบเคอร์ฟิวให้เราเป็นของขวัญปีใหม่ มั่นใจว่ารัฐบาลกับกองทัพคุยกันแล้วถึงกล้าตัดสินใจแบบนี้
ขณะที่เยาวชนรายหนึ่งในพื้นที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ตั้งข้อสังเกตว่า การประกาศเคอร์ฟิวในห้วงเวลาที่เข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ “ล็อคพื้นที่” เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวของขั้วตรงข้ามทางการเมือง หรือเป็นการสร้างสถานการณ์ เพื่อให้เอื้อต่อการควบคุมฐานเสียงในเขตพื้นที่ยุทธศาสตร์หรือไม่ เพราะวิธีการแบบนี้ถือเป็นสูตรสำเร็จที่เคยถูกนำมาใช้ในอดีต
