
ตลกร้ายหลังเหตุป่วนใหญ่ที่ชายแดนใต้ ระเบิดและวางเพลิงเผาปั๊มน้ำมัน ปตท. ซึ่งเป็นปั๊มขนาดใหญ่ ไม่ใช่ปั๊มหลอด ในเวลาใกล้เคียงกันถึง 11 ปั๊ม กระจายทั่ว 3 จังหวัด นราธิวาส 5 ปั๊ม ยะลา 4 ปั๊ม ปัตตานี 2 ปั๊ม...
นั่นก็คือ ท่าทีที่แสดงออกมาหลังเกิดเหตุการณ์ ทั้งรัฐบาล ฝ่ายทหาร เหมือนเล่นคนละคีย์

OO นายกฯอนุทิน OO
“ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่า การก่อเหตุในลักษณะนี้เป็นการส่งสัญญาณที่สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมืองที่จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น มากกว่าที่จะมุ่งหวังในเรื่องของการก่อการร้าย”
OO ฉก.นราธิวาส OO
ประกาศเคอร์ฟิว ห้ามออกนอกเคหสถาน 3 ทุ่มถึง ตี 5 พร้อมซีลชายแดน
(ครั้งสุดท้ายที่ใช้ “เคอร์ฟิว” จริงจัง คือปี 56 หรือ 13 ปีมาแล้ว)

OO สมช. OO
แถลงการณ์ประณาม ส่งสารผ่านมาเลเซียถึง BRN
“ได้สื่อสารไปยังกลุ่ม BRN ในฐานะคู่พูดคุย โดยผ่านผู้อำนวยความสะดวกมาเลเซีย ถึงเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทย ในการไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรงที่บั่นทอนการใช้ชีวิตของประชาชน เนื่องจากเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักการในกระบวนการสันติภาพ และความสำเร็จของการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง”
OO พิพัฒน์ รัชกิจประการ ประธาน กบฉ. OO
(คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ)
แนะกลุ่มป่วนใต้ส่งจดหมายคุยรัฐบาล
“ขอฝากถึงพี่น้องเพื่อนๆ ที่มีอุดมการณ์ไม่ตรงกับรัฐ สามารถส่งจดหมายหรือประสานมายังรัฐบาลได้ เรามีคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเพื่อเจรจาหารือโดยเฉพาะ”

OO อดีตเลขาธิการ สมช. OO
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร หรือ เสธ.แมว
“การก่อเหตุลอบวางเพลิงปั๊มน้ำมัน ปตท. 11 แห่ง พฤติการณ์แบบนี้ไม่ใช่ลักษณะของกระบวนการสร้างสันติภาพตามที่ควรจะเป็นอีกต่อไป แต่ได้ยกระดับกลายเป็นปัญหาการก่อการร้ายไปแล้ว”
จากการบรรเลงกันคนละคีย์ มี 3 คำถามที่เกิดตามมาก็คือ
1.ตกลงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กระทบกับความมั่นคงมากขนาดไหน เข้าข่ายก่อการร้ายหรือไม่
- นายกฯพูดเหมือนไม่มีอะไรมาก ส่งสัญญาณโยงเลือกตั้ง อบต. เป็นแนวๆ “ประเด็นการเมือง”
- แต่หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสกลับประกาศเคอร์ฟิว ซึ่งมาตรการนี้ แม้ฝ่ายทหารจะมีอำนาจประกาศได้ ตามกฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่ตลอด 22 ปีไฟใต้ ก็เคยใช้ไม่กี่ครั้งเท่านั้น เพราะถือว่าเป็น “ยาแรง”
- เมื่อนายกฯพูดแบบนี้ และ ฉก.นราธิวาสประกาศเคอร์ฟิว ทำให้ถูกมองว่า ใช้ยาแรงเกินไป และรัฐบาลกับทหารมองไม่สอดคล้องกัน
2.เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเข้าข่ายเป็นการก่อการร้ายแล้วหรือยัง
- หากพิจารณาจากนิยามขั้นพื้นฐานว่า เป็นปฏิบัติการที่ทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความหวาดกลัว เพื่อกดดันฝ่ายรัฐให้เปลี่ยนแปลงนโยบาย ก็ต้องถือว่าเหตุการ์ที่เกิดขึ้นเข้าข่าย “ก่อการร้าย” แล้ว
- การที่คนระดับนายกฯพูดว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่เข้าข่ายก่อการร้าย “เสธ.แมว” พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร บอกว่า จะถูก BRN นำไปใช้ประโยชน์ในอนาคต ในเวทีเจรจาหรือไม่ว่า นายกฯไทยรับประกันว่าพวกเขาไม่ได้กระทำการ “ก่อการร้าย”
3.สมช.เป็นฝ่ายเลขานุการของคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข ที่คุยกับ BRN เหตุใดจึงไม่กำหนดเรื่อง “พื้นที่ปลอดภัย” หรือ “สร้างความปลอดภัยร่วมกัน” เป็นเงื่อนไขพื้นฐานในการพูดคุย และสร้างความเชื่อใจระหว่างกัน เพื่อกดดันอีกฝ่ายไม่ให้ก่อเหตุรุนแรง หรือใช้การก่อเหตุเป็นเครื่องมือ
- การมาทวงถามหลังเกิดเหตุแล้ว และยังส่งสัญญาณผ่านผู้อำนวยความสะดวก คือรัฐบาลมาเลเซียด้วย ไม่ได้ส่งสัญญาณตรงถึง BRN สะท้อนว่ารัฐบาลไทย รัฐไทย ไม่ได้มีอำนาจต่อรองเหนือ BRN เลยแม้แต่น้อยใช่หรือไม่
@@ ผู้นำรัฐบาล - ทหารใต้ พร้อมใจกลับลำ
ผ่านมาอีก 1 วัน ท่าทีของรัฐบาลและฝ่ายทหารเปลี่ยนไปอีก แบบหน้ามือเป็นหลังมือ
นายกฯอนุทิน เปลี่ยนคำพูดใหม่ ที่บอกว่าให้น้ำหนักการเมืองท้องถิ่นมากกว่าการก่อการร้าย จนถูกนำไปตีข่าวว่า ผู้นำประเทศไทยการันตีว่าเหตุการณ์ระเบิด และเผาปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ 11 แห่งพร้อมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้เป็นก่อการร้าย จนกลายเป็นประเด็นวิจารณ์ไปทั่ว
อีกไม่ถึง 24 ชั่วโมงถัดมา นายกฯอนุทินใหม่ เมื่อถูกนักข่าวถามเรื่่องนี้
“ ไม่ใช่การก่อการร้ายได้อย่างไร เหตุเกิดทั้ง 3 จังหวัดและมีเป้าหมาย”
เมื่อนักข่าวถามถึงความเกี่ยวโยงกับประเด็นการเมือง และการเลือกตั้งทั้งท้องถิ่นและระดับชาติ นายกฯหนูก็อธิบายในบริบทใหม่
“หลายๆ อย่างรวมกัน…มีเรื่องเกี่ยวพันกันหมด ทั้งเรื่องการเมือง เรื่องความไม่หวังดี ไม่ต้องการเห็นความสงบสุขเกิดขึ้น รวมถึงก่อนที่จะมีการต่ออายุการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็มักจะมีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น”
นายกฯอนุทิน ออกตัวตลอดการสัมภาษณ์ว่า ข้อมูลที่เขานำมาพูด มาจากผู้เชี่ยวชาญและฝ่ายความมั่นคงรายงานสรุปมาให้ แต่ก็ย้ำว่า “การข่าว ต้องสังคายนาอย่างมาก” และยังกล่าวเชิงตำหนิกับผู้เกี่ยวข้อง
“ไม่ว่าจะพูดว่าเกิดเหตุจากอะไรก็แล้วแต่ หรือสุดความสามารถจะทราบได้ ในฐานะผู้บริหารต้องบอกว่า รับฟังไม่ได้ และต้องไปปรับปรุงประสิทธิภาพการข่าวอย่างมาก"
ขณะที่อีกด้าน หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสก็ประกาศยกเลิกเคอร์ฟิว และมาตรการคุมเข้มจุดผ่านแดนไทย-มาเลเซีย อ้างว่าสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว
@@ ถล่มปั๊มโยงการเมือง : “BRN ได้” รัฐไทยมีแต่เสีย
ทั้งหมดนี้ยังทำให้เกิดคำถามใหม่ตัวโตๆ ตามมาอีก 5 ประการ
1.รัฐบาลภูมิใจไทยไม่ได้มีนโยบายดับไฟใต้ ไม่ได้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือยุทธศาสตร์ใดๆ เลยใช่หรือไม่ แม้ว่านายกฯอนุทินจะคุมงานความมั่นคงเอง และมี “แม่ทัพภาคใต้” อย่าง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ลงพื้นที่ตลอด ล่าสุดยังไปให้สัมภาษณ์ชวนกลุ่มป่วนใต้ ผู้เห็นต่าง เขียนจดหมายคุยกับรัฐบาล ระบายความอัดอั้นตันใจ จนถูกกระแสวิจารณ์พอสมควร
2.ฝ่ายทหารประกาศเคอร์ฟิวเพื่ออะไร เพราะประกาศไม่ถึง 24 ชั่วโมงก็ยกเลิก เหมือนเด็กเล่นขายของหรือไม่
3.สิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งจากรัฐบาล และฝ่ายทหาร เป็นการลดทอนความเชื่อถือเชื่อมั่น หรือเสียเครดิตที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลและกองทัพใช่หรือไม่ (แต่เดิม เครดิตก็มีน้อยอยู่แล้วในสายตาคนชายแดนใต้)
4.การที่นายกฯอนุทิน ให้น้ำหนักเหตุระเบิดปั๊ม วางเพลิงสถานีบริการน้ำมัน ว่าเกี่ยวโยงกับการเมืองและการเลือกตั้ง ยิ่งทำให้แรงกดดันต่างๆ ย้อนกลับมาสู่ตัวรัฐบาล
- เพราะตัวเองไม่สามารถหลีกหนีความรับผิดชอบได้ เพราะไม่ใช่ “งานความมั่นคงโดยแท้” ที่ฝ่ายทหาร และ สมช.ต้องรับผิดชอบ
- ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นต่อการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในวันที่ 8 ก.พ.69 ว่าจะมีขึ้นจริงหรือไม่ หรือถ้ามีจริง จะราบรื่นหรือไม่
ยกตัวอย่าง หากเกิดเหตุรุนแรงคล้ายๆ กันนี้ ช่วงก่อนเปิดหีบหย่อนบัตร แล้วถึงเวลาไม่สามารถเปิดหีบบัตรให้ลงคะแนนได้ ผลที่ตามมาจะรุนแรงมาก
หรือผลสะเทือนที่เบาลงมา คือ ประชาชนไม่กล้าออกไปเลือกตั้ง เพราะมีเหตุความรุนแรง จะทำให้ “คะแนนจัดตั้ง” ได้เปรียบพรรคที่ขี่กระแส หรือหาเสียงในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่เครือข่ายหัวคะแนนใช่หรือไม่
5. ขบวนการ BRN และกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ พยายามสร้างอิทธิพลทางการเมืองตั้งแต่ในระดับท้องถิ่นขึ้นมา เพื่อให้เป็นฐานสำหรับการดำเนินการตามแผน “แยกดินแดน” ต่อไป หรืออย่างน้อยก็เพิ่มอำนาจต่อรองให้พวกตนใช่หรือไม่
การก่อเหตุระเบิดและเผาปั๊มครั้งใหญ่ ทำให้มวลชนทั้งที่สนับสนุนและไม่สนับสนุนแนวคิดแยกดินแดน อาจต้องจำใจลงคะแนนให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งระดับ อบต. ที่มีความเกี่ยวข้อง-เชื่อมโยงกับขบวนการ BRN เพราะถูกกดดันจากการก่อเหตุรุนแรง ทำให้ BRN มีฐานการเมืองในระดับท้องถิ่นเพิ่มขึ้น และขยายงานการเมืองได้เพิ่มขึ้น
ทั้งหมดนี้ล้วนกระทบกับการเมืองภาพรวม ทั้งการเมืองของกลุ่มขบวนการ และการเมืองของรัฐไทยเอง
---------------------------
ขอบคุณ : กราฟฟิกจากรายการเนชั่นวิเคราะห์ข่าว เนชั่นทีวี
