
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น “จำคุกตลอดชีวิต” 2 แนวร่วมป่วนใต้ ทีมก่อคดียิง อส.ตากใบ พลีชีพ 2 นาย หน้าโรงเรียนวัดโคกยาง เมื่อปี 67 พบหลักฐานชัดทำหน้าที่สอดแนม พร้อมประสานงานผู้ก่อเหตุ แถมยังช่วยคนร้ายบาดเจ็บหลบหนีข้ามชายแดน
วันศุกร์ที่ 13 ก.พ.69 ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) พ.อ.เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. เปิดเผยผลความคืบหน้าคดีความมั่นคงที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดนราธิวาสได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในคดีหมายเลขดำที่ อ.875/2567 ซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายมาหะมะ (สงวนนามสกุล) เป็นจำเลยที่ 1 และ นายอัสลา (สงวนนามสกุล) เป็นจำเลยที่ 2 ในฐานความผิดฉกรรจ์หลายข้อหา ทั้งการก่อการร้าย, ร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธเพื่อก่อการร้าย, อั้งยี่ ซ่องโจร, ปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธ, ร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงานโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ
คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.พ.67 มีกลุ่มคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามซุ่มยิงเจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน (อส.) ประจำอำเภอตากใบ จ.นราธิวาส ขณะปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัย บริเวณใกล้โรงเรียนวัดสิทธิสารประดิษฐ์ หรือ วัดโคกยาง ตั้งอยู่หมู่ 5 ต.พร่อน อ.ตากใบ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ อส. เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2 นาย และคนร้ายยังปล้นอาวุธปืนประจำกายของเจ้าหน้าที่หลบหนีไปจำนวน 2 กระบอก
ต่อมา เจ้าหน้าที่จับกุมจำเลยทั้งสองได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักมั่นคงและน่าเชื่อถือ โดยปรากฏพฤติการณ์แห่งคดีที่ชี้ให้เห็นถึงการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจนระหว่างจำเลยทั้ง 2 คน กล่าวคือ
จำเลยที่ 1 นายมาหะมะ มีพยานหลักฐานยืนยันว่า ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลักกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ และภายหลังเกิดเหตุได้ให้ความช่วยเหลือผู้ก่อเหตุที่ได้รับบาดเจ็บจากการยิงปะทะ หลบหนีออกจากพื้นที่ และข้ามพรมแดนไปยังประเทศมาเลเซีย
จำเลยที่ 2 นายอัสลา ตรวจสอบพบหลักฐานการติดต่อสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันส่วนตัวก่อนเกิดเหตุเพียง 1 วัน โดยได้รับคำสั่งจากระดับผู้สั่งการให้ไปสำรวจและตรวจสอบวงรอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ชุดคุ้มครองครู เพื่อวางแผนและกำหนดจุดซุ่มยิงในวันเกิดเหตุ
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องจริง จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และให้ควบคุมตัวจำเลยไว้ระหว่างรอการพิจารณาในชั้นฎีกาต่อไป
พ.อ.เอกวริทธิ์ กล่าวเน้นย้ำว่า ผลคำพิพากษาในครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จในการบูรณาการงานข่าวและกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมุ่งเน้นการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียดรอบคอบเพื่อให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
“กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ขอยืนยันว่าการดำเนินการต่อกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในการคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สิน และเพื่อนำความสงบสุขกลับคืนสู่พื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป”
