
“ทีมข่าวอิศรา” ระดมความเห็นนักวิชาการ ผู้รู้ และกูรูเกี่ยวกับโลกมุสลิม/ความตึงเครียดในตะวันออกลาง เพื่ออธิบายสถานการณ์และแนวโน้มของสงครามสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน
ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง จากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ มศว. กล่าวว่า สงครามที่เกิดขึ้นทำให้โลกยืนอยู่บน “จุดเปลี่ยน” ทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ กล่าวคือ
- ที่ผ่านมาอิหร่านยึดถือหลักการ “อดทนเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบมาโดยตลอด แต่เมื่ออิสราเอลยกระดับการโจมตีด้วยการลอบสังหารผู้นำระดับสูงถึงในถิ่นของอิหร่าน ทำให้อิหร่านตกอยู่ในสภาวะจำยอม
- การนิ่งเฉยถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ อิหร่านจึงต้องเลือกรักษาภาพลักษณ์อำนาจการป้องปราม มากกว่าการรักษาความสงบ เพื่อไม่ให้สูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาพันธมิตรและศัตรู
- สงครามครั้งนี้จะพิสูจน์ว่า ระบบ Iron Dome หรือ Arrow ของอิสราเอลที่ว่าแน่นหนาที่สุดในโลก มี “รูรั่ว” และไม่สามารถป้องกันเทคโนโลยีล่าสุดของอิหร่านได้ โดยจะเป็นการโจมตีเพื่อให้ขีปนาวุธตกถึงเป้าหมายจริง ซึ่งหากทำสำเร็จจะเป็นการยกระดับเพดานความขัดแย้งขึ้นไปอีกขั้น
- ในมุมของอิสราเอล ภายใต้การนำของ นายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู กำลังมองเห็น “โอกาส” ในวิกฤตครั้งนี้ โดยมีเป้าหมายคือการจัดการกับอิหร่านซึ่งถูกมองว่าเป็น “หัวของอสรพิษ” ที่ส่งท่อน้ำเลี้ยงให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และฮามาส ในฉนวนกาซ่า
- อิสราเอลทราบดีว่า ศักยภาพของตนเพียงชาติเดียวยากที่จะทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านได้สำเร็จ จึงต้องสร้างสถานการณ์ให้ลุกลาม เพื่อบีบให้สหรัฐฯ ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องกระโดดเข้ามาช่วย เพื่อปิดบัญชีอิหร่านอย่างถาวร
@@ สหรัฐฯ-ยิว ชิงโจมตีก่อน - ชอบธรรมแค่ไหน?
อาจารย์มาโนชญ์ ตั้งข้อสังเกตผ่านแง่มุมกฎหมายระหว่างประเทศว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการใช้ยุทธวิธี “ชิงโจมตีก่อน” ซึ่งในทางกฎหมาย การจะชิงโจมตีก่อนได้ ฝ่ายที่โจมตีต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีภัยคุกคามที่จวนตัวอยู่ตรงหน้า แต่อิสราเอลยังไม่สามารถแสดงหลักฐานให้โลกเห็นชัดเจนว่า อิหร่านกำลังจะกดปุ่มยิงในนาทีนั้น เช่นเดียวกับพฤติกรรมของสหรัฐฯ
@@ เศรษฐกิจโลกเขย่าแรง สะเทือนไทยแน่!

ส่วนผลกระทบด้านเศรษฐกิจ อาจารย์มาโนชญ์ มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่สมรภูมิ แต่กำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างผ่านระบบเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นกระทบเงินในกระเป๋าประชาชนโดยตรง หากญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย ได้รับผลกระทบด้านพลังงานจนเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อสินค้าจากไทยก็จะลดลงตามไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ จึงเสนอให้รัฐบาลไทยจัดตั้ง “วอร์รูมบูรณาการ” ที่ไม่ได้ดูแค่เรื่องความมั่นคงทางทหาร แต่ต้องรวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อประเมินสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรายชั่วโมง เนื่องจากโลกกำลังยืนอยู่บนปากเหวของ “สงครามโลกครั้งที่ 3” ซึ่งการเตรียมพร้อมและความมีสติคือสิ่งสำคัญที่สุด
@@ สงครามที่ไร้ผู้ชนะ เศรษฐกิจโลกพังลามถึงไทย

ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเมินว่า สงครามครั้งนี้จะไม่มี “ผู้ชนะที่แท้จริง” เพราะความสูญเสียไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่สู้รบ แต่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่มาถึง “เศรษฐกิจโลก” และความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งจะลามมาถึงประเทศไทย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงก็คือ ความซับซ้อนของโลกมุสลิม โดยเฉพาะประเทศอาหรับสายกลางที่มีท่าที “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” กล่าวคือ ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงของอิสราเอลต่อพลเรือน แต่ก็มีความกังวลลึกๆ ต่อการขยายอิทธิพลของอิหร่านผ่านกลุ่มตัวแทนต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มติดอาวุธในหลายพื้นที่ขัดแย้ง
@@ เปิดฉาก ไซเบอร์ วอร์ - อิหร่านดึงยิวติดหล่มสงคราม

ส่วนยุทธวิธีที่ใช้ในการรบรอบนี้ กลยุทธ์ที่ฝ่ายต่างๆ นำมาใช้ ก้าวข้ามขีดจำกัดของอาวุธยุทโธปกรณ์แบบเดิม โดยหันไปให้ความสำคัญกับ “ข้อมูลเชิงลึก” และการเจาะทะลุระบบความมั่นคงผ่านช่องทางดิจิทัล, การโจมตีผ่านเครื่องมือสื่อสารหรือระบบไซเบอร์ ซึ่งส่งผลทำลายได้ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนขวัญกำลังใจของอีกฝ่าย และตัดการเชื่อมต่อของเครือข่ายกลุ่มต่อต้าน
เพราะการโจมตีทางไซเบอร์ในบางครั้ง สร้างความตื่นตระหนกและอัมพาตทางสังคมได้มากกว่าการทิ้งระเบิดในสมรภูมิจริง
ความได้เปรียบของสงครามในวันนี้ ไม่ใช่อยู่ที่ใครมีกระสุนมากกว่า แต่อยู่ที่ใครมีข้อมูลที่แม่นยำกว่า และใครสามารถทำลายความมั่นใจในระบบสื่อสารของอีกฝ่ายได้ก่อนกัน
อาจารย์ศราวุฒิ บอกด้วยว่า แม้ฝ่ายต่อต้านจะถูกโจมตีอย่างหนักจากเทคโนโลยีระดับสูงของอิสราเอล แต่ฝ่ายอิหร่านและผู้สนับสนุนมีความพยายามที่จะรักษา “สงครามระยะยาว” เอาไว้
เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การชนะในเชิงการทหาร แต่เป็นการดึงให้อิสราเอล “ติดหล่ม” ใน 2 มิติหลัก คือค่าใช้จ่ายมหาศาลในการทำสงครามต่อเนื่อง และสภาวะหยุดชะงักของภาคธุรกิจ ตลอดจนแรงกดดันจากประชาคมโลกต่อการปฏิบัติการทางทหารที่ทวีความรุนแรงขึ้น
@@ อิหร่านไม่ได้เดินเดียวดาย - ขยายอิทธิพลผ่านตัวแทน
ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง วิเคราะห์ว่า รากเหง้าของความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น มีอิหร่านวางตัวเป็น “ผู้แสดงหลัก” คือยืนอยู่ตรงข้ามกับมหาอำนาจตะวันตกและพันธมิตรอย่างชัดเจน
ยุทธศาสตร์ที่อิหร่านใช้คือ “การป้องกันเชิงรุก” โดยไม่ได้จำกัดวงการเคลื่อนไหวอยู่แค่ในพรมแดนตัวเอง แต่ใช้วิธีขยายอิทธิพลผ่านกลุ่มตัวแทน หรือ Proxy ในประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาค เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและใช้เป็นกันชนในการเผชิญหน้า ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้อิหร่านมีบทบาทสูงในการกำหนดทิศทางความมั่นคงในตะวันออกกลาง
@@ 3 โจทย์ใหญ่ “ไทย-อาเซียน” ต้องเผชิญ

ในมิติของผลกระทบ อาจารย์จรัญ เห็นว่า สงครามในตะวันออกกลางไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่ไทยต้องเผชิญ คือ
- ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- โจทย์ยากของรัฐบาลไทยคือการวางตัวอย่างสมดุล ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ
- การทำความเข้าใจในมิติทางประวัติศาสตร์และศาสนาที่ซับซ้อน เพราะต้องไม่ลืมว่า ในอาเซียนก็มีรัฐอิสลามอยู่หลายประเทศ ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน
ศ.ดร.จรัญ ให้ทัศนะทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ยั่งยืนจำเป็นต้องก้าวข้ามการมองแค่ “มิติทางทหาร” แต่ต้องหันมาให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจเชิงลึกในด้านประวัติศาสตร์และความละเอียดอ่อนทางศาสนา ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนความขัดแย้งในพื้นที่นี้มาอย่างยาวนาน
-----------------------------
ขอบคุณ : กราฟฟิกบางส่วนจากรายการ “ข่าวข้นคนข่าว” เนชั่นทีวี
