
ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังวุ่นไม่จบ รอบนี้แม้กลุ่มป่วนใต้ไม่ได้สร้างสถานการณ์ แต่มีเรื่องร้อนๆ ร้องเรียนเข้ามาจากชาวบ้านในพื้นที่
เรื่องร้องเรียนมีอยู่ว่า มีกองกำลังบางหน่วยเปิดปฏิบัติการใช้เฮลิคอปเตอร์บินต่ำในเวลากลางคืน และน่าจะใช้อาวุธสงครามยิงลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ในพื้นที่ป่าเขา และป่ายางพารา สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านอย่างหนัก
ชาวบ้านในพื้นที่ทนไม่ไหว ถ่ายคลิปมาแชร์กัน และส่งร้องเรียนถึงสื่อมวลชน ขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่บางหน่วยเองก็ส่งมาให้สื่อด้วย โดยระบุว่า เป็นเสียงคล้ายเฮลิคอปเตอร์ และเสียงดังคล้ายปืนหรือระเบิด ทำให้มีการนำไปร่ำลือ โจษขานกันว่า เจ้าหน้าที่บางหน่วยใช้เฮลิคอปเตอร์บินต่ำ ลาดตระเวนในเวลากลางคืน และเมื่อพบความเคลื่อนไหว ก็มีการยิงใส่เป้าหมายที่คาดว่าเป็นคนร้ายหรือกลุ่มก่อความไม่สงบหรือไม่
เรื่องแบบนี้เคยมีร่ำลือกันมาระยะหนึ่ง แม้แต่อดีตนายทหารระดับสูงของกองทัพภาคที่ 4 ก็เคยออกมาเรียกร้องให้สื่อช่วยกันตรวจสอบว่า มีเจ้าหน้าที่บางหน่วย ขึ้น ฮ. แล้วใช้เครื่องยิงลูกระเบิด แบบ M79 ยิงถล่มฐานพัก หรือ “ซัพพอร์ตไซต์” แหล่งซ่อนตัวของกลุ่มป่วนใต้ ซึ่งตั้งเป็นฐานชั่วคราวบนภูเขา และพื้นที่ป่าเขาจริงหรือไม่ เนื่องจากมีชาวบ้านร้องเรียนมา โดยชาวบ้านกลัวจะถูกลูกหลง
และหากเรื่องนี้เป็นจริง มีชาวบ้านโดนลูกหลง หรือแม้แต่โดนผู้ก่อความไม่สงบตัวจริง ก็จะกลายเป็นประเด็นละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นมา อาจบานปลายกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวได้
อ่านประกอบ : แกะรอยข่าว (1) “หั่นงบน้ำมัน” ทำทหารน้ำดีท้อใจ หรือทำลายทหารเทา?
“ทีมข่าวอิศรา” เคยตรวจสอบเรื่องนี้ แต่ไม่มีหลักฐานยืนยัน กระทั่งล่าสุด มีคลิปจากชาวบ้านที่บันทึกภาพและเสียงยามค่ำคืน และยังมีการพาไปดูร่องรอยกระสุนในสวนยางพาราด้วย ทำให้น่าเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นความจริง
ชาวบ้านที่ยืนยันว่ามีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นจริง คือ ชาวบ้านเกียร์ ต.สุคิริน อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ให้ข้อมูลว่า มีเฮลิคอปเตอร์ไม่ทราบหน่วย บินวนในระดับต่ำ เหนือภูเขา ก่อนจะมีการใช้อาวุธปืนยิงลงมา โดยยิงใส่พื้นที่สวนยางพาราของประชาชน
จากการตรวจสอบเบื้องต้นและข้อมูลจากแกนนำชาวบ้าน พบร่องรอยความเสียหายที่ชัดเจนบนต้นยางพารา ซึ่งมีรอยกระสุนปืนกระจายอยู่หลายจุด แม้จะไม่มีใครยืนยันว่าเป็นร่องรอยที่เกิดขึ้นใหม่จริงหรือไม่ และเกี่ยวข้องกับเสียงปริศนายามค่ำคืนหรือเปล่า แต่ข่าวลือที่ออกไปก็ทำให้ชาวบ้านไม่กล้าออกไปกรีดยาง
ชาวบ้านรายหนึ่ง บอกกับทีมข่าวว่า “ตอนนี้ไม่มีใครกล้าเข้าสวน รายได้หยุดชะงักทันที เราตกใจมาก ถ้าหากรัฐทำแบบนี้จริง มันเหมือนเป็นการสร้างเงื่อนไขใหม่มากกว่าการแก้ปัญหา"
@@ ผ่าโครงสร้างทหารคุมพื้นที่ จชต. - ทัพ 1 คุมนราธิวาสเบ็ดเสร็จ
แหล่งข่าวระดับสูงจากกองทัพภาคที่ 4 เปิดเผยกับทีมข่าวว่า เหตุการณ์ตามข่าวลือที่ออกมา เกิดขึ้นจริงๆ สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าก็คือ “ความลักลั่นในการปฏิบัติงาน” เพราะกำลังพลในพื้นที่ที่สังกัดกองทัพภาคที่ 4 จริงๆ ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลรายละเอียดของปฏิบัติการนี้ได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ความรับผิดชอบหรือการดำเนินการของหน่วยที่มาจากกองทัพภาคอื่น
อนึ่ง ในพื้นที่่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการส่งกำลังทหารจากภาคต่างๆ ลงไปร่วมปฏิบัติการกับกองทัพภาคที่ 4 โดยในอดีตจะแยกกันรับผิดชอบภาคละ 1 จังหวัด ได้แก่
กองทัพภาคที่ 1 (ทหารจากภาคกลาง) รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดนราธิวาส
กองทัพภาคที่ 2 (จากภาคอีสาน) รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดปัตตานี
กองทัพภาคที่ 3 (จากภาคเหนือ) รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดยะลา
ขณะที่กองทัพภาคที่ 4 จะรับผิดชอบพื้นที่รอยต่อ หรือบางพื้นที่ที่มีลักษณะทับซ้อน แต่ไม่ซ้ำซ้อนกัน
ต่อมามีการลดกำลังพลจากกองทัพภาคอื่นๆ ลง และให้บทบาทกองทัพภาคที่ 4 มากขึ้น มีการบรรจุอัตรากำลังทหารพรานที่เชี่ยวชาญพื้นที่เข้าไปทำงาน ส่งผลให้การเข้าถึงพื้นที่ และเข้าใจพื้นที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก
แต่ในยุคล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 คือเริ่มปีงบประมาณ 2569 เป็นต้นมา จังหวัดนราธิวาสที่รับผิดชอบโดย หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส (ฉก.นราธิวาส) ที่มี พลตรี ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ เป็นผู้บังคับหน่วย ได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้รับผิดชอบพื้นที่นราธิวาสทั้งจังหวัด คือ 13 อำเภอ โดยมีหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินกองทัพเรือ รับผิดชอบ อำเภอบาเจาะ, ยี่งอ, สุไหงโก-ลก และตากใบ แต่ให้ขึ้นการบังคับบัญชากับ ฉก.นราธิวาส
ส่วนจังหวัดยะลา กับปัตตานี กองทัพภาคที่ 4 รับผิดชอบเหมือนเดิม โดยมี กองทัพภาคที่ 2 กับ ภาคที่ 3 ส่งทหารพรานมาเป็นกำลังเสริมเท่านั้น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่มีการใช้ ฮ.ยิงอาวุธหนักถล่มเป้าหมาย ซึ่งสุ่มเสี่ยงจะไปโดนชาวบ้านหรือผู้บริสุทธิ์ จึงอยู่ในความรับผิดชอบของ ฉก.นราธิวาส นั่นเอง
@@ ตั้งใจจับโจร ระวังโดนคนบริสุทธิ์ เงื่อนไขใหม่ผุด-ยุ่งกว่าเก่า
แหล่งข่าวคนเดิมซึ่งเป็นทหารจากกองทัพภาคที่ 4 กล่าวอีกว่า ปัญหาขณะนี้คือ “ความไม่เข้าใจในบริบทของพื้นที่” โดยอาจประเมินสถานการณ์ว่า ปัญหาชายแดนใต้เป็นการสู้รบกับอริราชศัตรูในลักษณะสงครามเต็มรูปแบบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาชายแดนใต้เป็นการรับมือกับ “ขบวนการก่อความไม่สงบ” ที่อาศัยใช้ชีวิตปะปนอยู่กับชาวบ้าน ฉะนั้นการใช้มาตรการทางอากาศที่รุนแรง หรือใช้มาตรการทางทหารเต็มรูปแบบ อาจเป็นการขยายรอยร้าวระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่ได้
อ่านประกอบ : ผบ.ฉก.นราฯ ตำหนิ ผญบ. - จนท. ปล่อยคนร้ายบุกยิงทหารพรานดับคาชุมชน
นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจ กล่าวกับทีมข่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลกับเครือข่ายในพื้นที่ พบว่าไม่ได้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้เฉพาะในพื้นที่ อ.สุคิริน เท่านั้น แต่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันยังมีรายงานปฏิบัติการในลักษณะเดียวกันที่ อ.สุไหงปาดี และ อ.ศรีสาคร อีกด้วย
และเคยมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ใช้เฮลิคอปเตอร์บินลาดตระเวนแถวๆ เชิงเขาบูโด และมีการทิ้งวัตถุระเบิดลงในพื้นที่เป้าหมายตั้งแต่ วันที่ 24 มีนาคม และ 25 มีนาคม ซึ่งถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมาก โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากมีทหารพรานถูกยิงในพื้นที่ อ.สุไหงปาดี
“เรื่องนี้่หากไม่มีการชี้แจงที่ชัดเจนจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) จะสร้างปัญหาทางความรู้สึกกับพี่น้องประชาชนแน่นอน จึงขอเรียกร้องให้ กอ.รมน.รีบออกมาชี้แจง ว่าเป็นการปฏิบัติการแบบใด เป้าหมายคืออะไร หรือเป็นการฝึกซ้อมอะไรหรือไม่ แต่ทำไมต้องทำในเวลากลางคืน” นายกสมาคมด้วยใจ ตั้งคำถาม
@@ แฉเริ่มปฏิบัติการทิ้งไข่ชายแดนใต้ตั้งแต่เปิดศักราช 2569
ขณะนี้ยังไม่มีคำแถลงหรือชี้แจงใดๆ จากโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. หรือแม่ทัพภาคที่ 4 ว่าเหตุการณ์ที่มีการร้องเรียน มีข้อเท็จจริงอย่างไรกันแน่ เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมหรือเป็นปฏิบัติการไล่ล่ากลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง
นายทหารจาก กอ.รมน.ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปฏิบัติการทางอากาศ และมีการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ซึ่งที่ผ่านมาหลายฝ่ายก็มีความกังวล แต่เมื่อหน่วยเหนือยังไม่มีท่าทีอย่างใดอย่างหนึ่ง และมีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบกันอย่างเด็ดขาด จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปก้าวก่าย
@@ จนท.ระดับปฏิบัติการย้ำเป็น “ยุทธวิธี” แต่พลาดเป้า
แหล่งข่าวอีกรายซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการในพื้นที่ จ.นราธิวาส ยอมรับว่า เหตุการณ์ที่มีข่าวล่าสุด เป็นยุทธวิธีทางทหาร แต่ “พลาดเป้า” เป้าหมายที่ปฏิบัติการคือหวังผลกดดันกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง
ส่วนแหล่งข่าวอีกรายซึ่งปฏิบัติงานในหน่วยงานด้านการข่าว ให้ข้อมูลว่า ข่าวที่แชร์กันในหมู่ชาวบ้านเป็นเรื่องจริง ปฏิบัติการนี้ทำเพื่อตอบโต้และสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง หลังจากมีการข่าวแจ้งเตือนการเตรียมก่อเหตุใหญ่ในพื้นที่
"เราปฏิบัติการตามระเบียบและหลักยุทธวิธีเพื่อกดดันและจำกัดพื้นที่เคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม แต่ต้องยอมรับตรงๆ ว่าครั้งนี้มีการพลาดเป้าจริงๆ”
ไม่ว่าเหตุการณ์นี้จะมาจากความผิดพลาดหรือไม่ แต่ปฏิบัติการที่ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ในพื้นที่อ่อนไหวเช่นนี้ ไม่สมควรอย่างยิ่งที่ระดับนโยบายจะยอมรับได้ และปล่อยผ่านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น!
