
การแถลงข่าวครั้งแรกของแม่ทัพภาคที่ 4 “พลโท นรธิป โพยนอก” เจ้าของฉายา “แม่ทัพข้าวนอกนา” ในคดียิงถล่ม นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ต้องถือว่าเรียกเสียงฮือฮา เสียงวิจารณ์ รวมถึง “เรียกทัวร์” ไปลงไม่น้อยทีเดียว
สาเหตุที่โดนตั้งฉายา “แม่ทัพข้าวนอกนา” เพราะย้ายมาจากรองแม่ทัพภาคที่ 2 เคยคุมพื้นที่อีสานมาก่อน ซึ่งในการแถลงรอบนี้ เจ้าตัวก็ถือโอกาสชี้แจงว่าเคยลงมาปฏิบัติภารกิจที่ชายแดนใต้มาก่อน ไม่ใช่ไม่เคยลงพื้นที่เลยเหมือนที่มีกระแสวิจารณ์
สาระสำคัญของการแถลงราวๆ 1 ชั่วโมง เกือบจะไม่ใช่ความคืบหน้าของคดีที่มีการจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มได้อีก 1 คน แต่เป็นการ “ชี้แจง - แก้ต่าง” และตอบโต้กระแสวิจารณ์ของทั้งสื่อมวลชนและสังคม เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ 2 เรื่องที่ถูกมองอย่างไม่ไว้ใจ คือ
- ทีมสังหารเกือบทั้งหมดเป็น “อดีตทหาร” และเป็นอดีตทหารเรือนาวิกโยธินที่เคยปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยเฉพาะจังหวัดนราธิวาส
- มีการใช้รถของทางราชการ ซึ่งเป็นรถของ “กอ.รมน.นราธิวาส” เป็นพาหนะในการก่อเหตุ โดยหนึ่งในผู้ต้องหาซึ่งถูกระบุว่าอาจจะเป็นมือสังหาร เป็นผู้ที่ยืมรถไปจาก “นายทหารเรือ ยศนาวาเอก” สีเดียวกัน ที่ทำหน้าที่ควบคุมรถของ กอ.รมน.นราธิวาส
จาก 2 เรื่องนี้ ทำให้สื่อมวลชน คนการเมือง และผู้คนในสังคมจำนวนไม่น้อยมองว่า “หน่วยงานรัฐ” โดยเฉพาะ “หน่วยงานความมั่นคง” รู้เห็นกับปฏิบัติการในครั้งนี้หรือไม่ และเหตุการณ์ลอบสังหารบุคคลระดับ “สส.” หรือ “ผู้แทนราษฎร” เป็น “อาชญากรรมโดยรัฐ” หรือ “การพยายามฆ่านอกกระบวนการกฎหมาย” หรือเปล่า?
การแถลงของ พลโทนรธิป แม่ทัพภาคที่ 4 มุ่งปฏิเสธเรื่องนี้อย่างแข็งขัน เด็ดเดี่ยว และมีการโต้กลับในหลายประเด็น จนทำให้ถูกตั้งคำถามหนักขึ้นไปอีกว่า “ท่านพูดเพื่ออะไร?”
เพราะจะว่าไป แม่ทัพนรธิป ไม่เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับคดียิง สส.กมลศักดิ์ มาก่อนเลย นับตั้งแต่เกิดเหตุ และมีการพูดกันในพื้นที่ว่า ตลอดเกือบ 3 สัปดาห์หลังเกิดเหตุ แทบไม่มีทหารเข้าไปเยี่ยมหรือให้กำลังใจ หรือสอบถามความเป็นไปของคดีจาก สส.กมลศักดิ์เลย
@@ ยันใช้กฎอัยการศึกกับ “นาวาเอก”

// ประเด็นที่ 1 //
แม่ทัพภาคที่ 4 โต้ข้อกล่าวหาเรื่องการปฏิบัติสองมาตรฐานกับกำลังพล โดยไม่มีการใช้ “กฎอัยการศึก” ดำเนินการกับ “นาวาเอกมนตรี โตประเสริฐ” ซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้อดีตทหารเรือยืมรถ และรถถูกนำไปใช้ก่อเหตุยิง สส.
โดย แม่ทัพภาคที่ 4 ตอบโต้อย่างเผ็ดร้อน และย้อนไปถึง สส.ที่ออกมาเปิดข้อมูลนี้ โดยบอกว่า...
“ที่ สส. ท่านหนึ่งไปให้ข่าวหรือพูดว่าเราไม่ได้ใช้กฎหมายพิเศษกับคนของเราเองนั้น ผมยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เราดำเนินการตามขั้นตอนมาตั้งแต่วันแรก และขณะนี้กระบวนการซักถามก็ได้ดำเนินการแล้ว”
“เราใช้กฎอัยการศึกซักถามเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่เราไม่ได้ตะโกนบอกสื่อมวลชนว่าเราทำอะไรบ้าง ใครที่บอกว่าไม่ใช้กฎหมายพิเศษกับคนของเราเองนั้น ไม่เป็นความจริง”
ประเด็นนี้แม้จะตอบข้อข้องใจของสังคมได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีเสียงโต้แย้งว่า มาตรฐานการปฏิบัติกับกำลังพล ก็ยังไม่ได้เหมือนกับที่เจ้าหน้าที่ใช้กฎอัยการศึกกับประชาชนอยู่ดี เพราะการใช้กฎอัยการศึกจับกุมผู้ต้องสงสัย (ซึ่งหลายคนก็เป็นผู้บริสุทธิ์ ต้องปล่อยตัวในภายหลัง) เจ้าหน้าที่มีการให้ข่าว และส่งภาพถ่ายไปยังสื่อมวลชนตลอดเวลา
ผิดกับการดำเนินการต่อ นาวาเอกมนตรี ผู้ที่ให้ยืมรถกระบะสีขาวไปใช้ยิง สส. กลับไม่เคยปรากฏเป็นข่าว หรือมีภาพการถูกดำเนินกรรมวิธีตามกฎอัยการศึกเลย
@@ โยนผู้ว่าฯนราธิวาสแจ้งความเอาผิดแพ่ง-อาญา

// ประเด็นที่ 2 //
แม่ทัพภาคที่ 4 ยืนยันการดำเนินการเอาผิด นาวาเอก มนตรี คนที่ให้ยืมรถ ทั้งทางแพ่ง ทางวินัย และทางอาญา
โดยในทางวินัย ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว และย้ายกลับหน่วยต้นสังกัด คือ กองทัพเรือในส่วนกลางแล้ว
แต่ในทางแพ่งและอาญา แม่ทัพบอกว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ในฐานะ ผอ.รมน.นราธิวาส ต้องเป็นผู้ไปแจ้งความดำเนินคดีด้วยตัวเอง
แม่ทัพภาคที่ 4 พูดเอาไว้แบบนี้ “รถคันนี้เป็นทรัพย์สินของ กอ.รมน.จังหวัดนราธิวาส เมื่อนำไปใช้ในทางที่มิชอบและเกิดความเสียหาย ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะ ผอ.รมน.จังหวัด ต้องเป็นผู้ไปแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งควบคู่ไปกับคดีอาญา”
ประเด็นนี้ถูกตั้งข้อสังเกตจากผู้ที่รับฟังการแถลงข่าวว่า ในการแถลง นอกจากแม่ทัพภาคที่ 4 กับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาสแล้ว ยังมีผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า นั่งอยู่ด้วย ซึ่งที่ผ่านมา การแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนในหลายๆ เหตุการณ์ (เช่น กรณีทำประชามติจำลองเพื่อแยกดินแดน) ก็ใช้ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายฯ ไปดำเนินการ แต่เหตุใดครั้งนี้จึงพยายามส่งสัญญาณให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ไปแจ้งความ
@@ ฝ่ายปกครองคาใจ โยนเผือกร้อนกันหรือไม่?
ที่ผ่านมามีกระแสวิจารณ์กันในหมู่ข้าราชการฝ่ายปกครองในพื้นที่ชายแดนใต้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งผู้รับผิดชอบในภารกิจด้านความมั่นคงของ กอ.รมน.จังหวัด และการดูแลเรื่องรถยนต์ ตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในงานของ กอ.รมน.จังหวัด ล้วนเป็นหน้าที่และอำนาจของฝ่ายทหารทั้งสิ้น ได้แก่
- รอง ผอ.รมน.จังหวัด ซึ่งเป็นทหารเรือจากค่ายจุฬาภรณ์ ทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็น “รองผู้ว่าฯฝ่ายทหาร” ในหมวกของ กอ.รมน.นราธิวาส
- หัวหน้ากลุ่มงานบริหารบุคคลและส่งกำลังบำรุง กอ.รมน.จังหวัดนราธิวาส ส่วนหน้า ซึ่งรับผิดชอบดูแลอุปกรณ์ ยุทโธปกรณ์ ตลอดจนรถยนต์ในภารกิจของ กอ.รมน. ก็มีทหารเรือเป็นหัวหน้า คือ นาวาเอก มนตรี โตประเสริฐ คนที่ให้ยืมรถนั่นเอง
เมื่อโครงสร้างเป็นแบบนี้ เหตุใดผู้รับผิดชอบเรื่องคดี จึงกลายเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ในฐานะ ผอ.รมน.จังหวัด ไปได้
@@ เอาผิด “นาวาเอกให้ยืมรถ” ไม่ง่าย?

// ประเด็นที่ 3 //
แม่ทัพภาคที่ 4 ประกาศอย่างขึงขังว่า จะไม่ปกป้องกำลังพลที่กระทำผิด โดยบอกว่า “ทุกองค์กรย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกัน…เนื้อร้ายก็ต้องตัดทิ้ง ผมไม่เอาองค์กรไปเสี่ยงปกป้องคนเพียงไม่กี่คนแน่นอน”
พร้อมสำทับว่าจะดำเนินการกับ นาวาเอกมนตรี ทั้งทางแพ่ง อาญา และวินัย (แต่ทางแพ่งและอาญา ให้ผู้ว่าฯนราธิวาสไปแจ้งความดำเนินคดี)
ประเด็นนี้มีบางฝ่ายโต้แย้งว่า ในส่วนของคดีแพ่ง “ความผิดทางละเมิด” นาวาเอกมนตรี น่าจะพ้นผิดได้ยาก เพราะทำให้เกิดความเสียหายกับทางราชการจริง ให้ยืมรถโดยผิดระเบียบปฏิบัติ (ให้คนนอกที่ไม่ใช่ข้าราชการ ยืมรถไปใช้ในกิจการอื่นที่ไม่ใช่งานราชการ) และรถถูกนำไปชำแหละเสียหาย ย่อมต้องชดใช้แน่นอน
แต่ในส่วนของคดีอาญา กับวินัย ยังอาจเป็นปัญหา เพราะ
- ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ที่ตั้งไว้ มาตรา 151 เป็นเจ้าพนักงานรักษาทรัพย์ของทางราชการ แต่ทำให้ทรัพย์นั้นเสียหาย (รถยนต์) และมาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ความผิดทั้งสองมาตรานี้ หากจะลงโทษเต็มแม็กซ์ตามที่กฎหมายบัญญัติ จะต้องมี “เจตนาพิเศษ” หรือที่เรียกว่า “โดยทุจริต” ซึ่งฝ่ายที่กล่าวหาฟ้องร้อง จะต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นได้ว่า นาวาเอกรายนี้ มีเจตนาทุจริตต่อหน้าที่ จนทำให้รัฐเสียหาย และเสียทรัพย์สิน
- แต่ปรากฏว่าในการสอบสวนทางวินัย นาวาเอกมนตรี ให้การว่า ตนไม่รู้ว่ามีการยืมรถไปใช้ยิง สส. และหลังจากยืมรถไปหลายวัน แล้วเงียบหายไป ตนก็ได้ไปแจ้งความ “รถหาย” เอาไว้แล้ว
- มีข้อมูลล่าสุดอ้างว่า นาวาเอกมนตรี ให้ยืมรถไปตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม ซึ่งขัดกับข้อมูลก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า ให้ยืมในวันที่ 19 มีนาคม และรถถูกนำไปใช้เป็นพาหนะให้มือปืนยิงถล่ม สส.ในคืนเดียวกันนั้นเลย
- เมื่อมีการอ้างว่าให้ยืมรถไปก่อนหลายวัน นาวาเอกจะอ้างไม่รู้ ไม่เห็น ได้หรือไม่
- ที่สำคัญ หากผลสอบทางวินัย สรุปว่า นาวาเอกกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง หรือพิสูจน์เจตนาไม่ได้ว่า ให้ยืมรถไปเพื่อใช้เป็นพาหนะให้มือปืนไปยิง สส. จะส่งผลต่อการพิสูจน์ “เจตนาพิเศษ” ในการดำเนินคดีอาญาด้วยหรือไม่
@@ ข้องใจปม “ปิดไมค์ตอบ : ถ้าผมทำไม่ปล่อยให้รอด”
// ประเด็นที่ 4 //
แม่ทัพภาคที่ 4 ตอบโต้กระแสสังคมที่วิจารณ์แบบเหมารวมว่ามีการปฏิบัติ “สองมาตรฐาน” ทำนองปกป้องกำลังพลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ โดยเฉพาะกำลังพลใน กอ.รมน. โดยมองว่ามี สส.หรือนักการเมืองชี้นำ
แม่ทัพภาคที่ 4 จึงย้ำหลายรอบว่า ทุกหน่วย ทุกฝ่ายในพื้นที่เร่งแก้ไขสถานการณ์ ไม่ได้ละเลย ไม่ได้ปกป้องใคร และเมื่อผลสอบออกมาว่าใครผิด ก็ให้ว่าไปตามผิด
พร้อมกันนั้นก็ได้มีการยกตัวอย่างในลักษณะ “ย้อนถามไปถึง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ” ที่ออกมาเคลื่อนไหวกดดันอย่างหนักหน่วงในคดีนี้
แม่ทัพภาคที่ 4 ใช้คำว่า "ผมเรียนอย่างนี้ครับ การแก้ปัญหาไม่ได้เพิ่งมาเริ่มเกิด เขาเริ่มแก้ปัญหามา 20 กว่าปีแล้ว ไปถามท่าน สส.ทวี ท่านอยู่มากี่ปี ท่านเป็นเลขาฯ ศอ.บต. เป็นอธิบดี DSI ด้วย เป็นรัฐมนตรีด้วย ท่านยังแก้ไม่จบเลย” (มีคลิป)
ประเด็นนี้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของแม่ทัพ ในการกล่าวพาดพิงไปถึงอดีตข้าราชการระดับสูงที่เคยทำงานแก้ไขปัญหาในพื้นที่มาก่อน และได้รับการยอมรับจากประชาชนมากระดับหนึ่ง
นอกจากนั้นยังมีประเด็นสุดร้อนที่ แม่ทัพภาคที่ 4 ปิดไมค์ตอบคำถามในบางช่วง กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิจารณ์รุนแรงที่สุดในการแถลงข่าวรอบนี้
“นี่ผมพูดส่วนตัวนะ…
(ปิดไมค์) ถ้าผมมาทำแบบนี้นะ ผมไม่ปล่อยให้รอด!
(เปิดไมค์) ถ้าผมทำนะ เรื่องนี้มันเรื่องส่วนตัว ผมไม่รู้ว่าเขาไปรับงานใครมา เป็นเรื่องที่พนักงานสอบสวนจะต้องสอบสวนต่อ” (มีคลิป)
การปิดไมค์พูดประโยคนี้ ถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางว่า ความหมายที่แท้จริงของท่านคืออะไรกันแน่
