
“เรือเอกวิโรจน์” เปิดปากกับสื่อครั้งแรก เอ่ยขอโทษ ยัน “กองทัพ - กอ.รมน.” ไม่เกี่ยวเหตุยิง สส. อ้างไม่รู้รถที่ยืมมาเป็นของ กอ.รมน. แถมทิ้งท้ายให้คิด “แผ่นดินไทยศักดิ์สิทธิ์ อย่าคิดแบ่งแยก” ด้านผู้การนราฯ เผยเร่งสอบปากคำรวบรวมหลักฐานละเอียดรอบคอบที่สุด โยงถึงใครไม่มียกเว้น
วันศุกร์ที่ 24 เม.ย.69 ที่ สภ.เมืองนราธิวาส “ทีมข่าวอิศรา” ยังคงเกาะติดการสอบปากคำ เรือเอกวิโรจน์ เกตุมณี 1 ใน 5 ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.เขต 5 จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ หลังถูกจับกุมที่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และถูกส่งมาดำเนินคดีและสอบปากคำ ณ ท้องที่เกิดเหตุ คือ สภ.เมืองนราธิวาส
โดยวันนี้ถือเป็นวินาทีสำคัญที่ผู้ต้องหายอมเปิดปากครั้งแรก พร้อมประกาศจุดยืนชัดเจนท่ามกลางแรงกดดันจากสังคม
การเปิดปากสัมภาษณ์ครั้งแรก เป็นจังหวะเจ้าหน้าที่นำตัว เรือเอกวิโรจน์ ออกจากห้องขัง สภ.เมืองนราธิวาส เพื่อนำตัวเข้าสู่กระบวนการสอบสวนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
เรือเอกวิโรจน์ กล่าวกับ “ทีมข่าวอิศรา” สั้นๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่หนักแน่นว่า “ผมอยากขอโทษ และขอยืนยันว่าเรื่องนี้กองทัพไม่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นแม่ทัพภาคที่ 4, กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า, กอ.รมน. จังหวัด รวมทั้งหน่วยทหารนาวิกโยธิน ทั้งค่ายจุฬาภรณ์ และทหารพรานนาวิกโยธิน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ส่วนที่เหลือขอให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมครับ”
นอกจากนี้ เจ้าตัวยังได้ตอบคำถามเรื่องการยืมรถยนต์มาใช้ก่อเหตุว่า “ผมไม่ทราบว่าเป็นรถ กอ.รมน. ครับ”
เรือเอกวิโรจน์ ยังได้กล่าวทิ้งท้ายถึงความรู้สึกและทัศนคติต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “ผมขอพูดสั้นๆ เพียงว่า แผ่นดินไทยเป็นแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ อย่าให้มีใครมาคิดแบ่งแยกดินแดนเลยครับ เราควรอยู่ด้วยกันอย่างสงบ”
เป็นที่น่าสังเกตว่า การตอบคำถามและให้สัมภาษณ์ในมุมนี้ โดยเฉพาะประโยคทิ้งท้ายเรื่อง “ความคิดแยกดินแดน” จะส่งผลต่อรูปคดี โดยเฉพาะการสาวถึงตัวผู้บงการหรือไม่ เพราะเท่ากับ เรือเอกวิโรจน์ อ้างว่าปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นเรื่องแนวคิด ไม่ใช่การบงการ สั่งการ หรือจ้างวาน
@@ ผู้การยังงง “วิโรจน์” กล้าพูด

ด้าน พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า คดีนี้น่าจะต้องใช้เวลาพอสมควรในการสอบสวนเพื่อที่จะยื่นฟ้องต่อศาล เนื่องจากเป็นคดีที่พี่น้องประชาชนให้ความสนใจ ก็ต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานให้ละเอียดรอบคอบมากที่สุด โดยเฉพาะประเด็นที่สงสัยว่ามีใครบงการอยู่หรือไม่ เพราะฉะนั้นการรวบรวมหลักฐานต้องให้ละเอียดที่สุดก่อน และจะดำเนินการให้ถึงที่สุด
“การสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดจะมีกรอบเวลา 84 วัน (ฝากขังต่อศาลได้ 7 ครั้ง ตามอัตราโทษสูงสุดในข้อหาที่ตั้ง) ก็จะมีเวลาให้กับพนักงานสอบสวนในคดี คงจะใช้เวลาอย่างน้อยก็อีกประมาณสักเดือนกว่าๆ ซึ่งในระหว่างการสอบสวนนั้น เขาให้การเป็นประโยชน์ สอดคล้องกัน ซึ่งมันก็เหมือนกับที่สื่อมวลชนหรือคนทั่วไปสงสัยว่าผู้บงการเป็นใคร ซึ่งก็ต้องการสืบสวนให้ได้ข้อมูลมากที่สุด หลักฐานถึงใครก็คงจะต้องไม่เว้นใครทั้งสิ้น”
เมื่อถามถึงข้อมูลของผู้บงการ พล.ต.ต.ประยงค์ ตอบเพียงว่า “ผมก็ไม่ทราบว่าข้อมูลมาจากไหน”
ก่อนจะอธิบายประเด็นการนับเวลาควบคุมตัวว่า ”เราดูแล้วก็ต้องไปตามนั้น คือเริ่มนับเวลาควบคุมตัวตั้งแต่วันที่เดินทางกลับจากกาญจนบุรีมาถึงที่นี่ เมื่อวานนี้ เริ่มนับเมื่อวานนี้เวลา 11.00 น. ก็คงครบ 48 ชั่วโมงในวันพรุ่งนี้ ซึ่งในวันพรุ่งนี้จะนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดนราธิวาส”
“เมื่อเช้าก็มาเยี่ยมแต่เช้า มาถามพูดคุย เขาก็มีหน้าตาสดชื่นขึ้นแล้ว เขาก็บอกว่ารู้สึกสบายใจ อยากจะพูดอะไรก็อยากจะพูด อย่างที่เห็นเพราะเขาพูดแล้ว เขาพูดออกมาเสียที เราก็งงเหมือนกันว่าเขากล้าพูด เรื่องของเขานะ ไม่ได้ถามครับ แต่เขาอยากจะพูดอะไรก็เรื่องของเขา” ผู้บังคับการตำรวจจังหวัดนราธิวาส ระบุ
