
ศปป.5 กอ.รมน. รุกเต็มสูบงานมวลชนสัมพันธ์ เปิดเวทีเสวนา “เข้าใจให้ทันการณ์ สื่อสารให้ทันใจ” ปักหมุดปัตตานี ติดอาวุธทางปัญญาให้เจ้าหน้าที่รัฐและนักปกครอง สกัดการบิดเบือนชุดความคิดบ่มเพาะ พ่วงภัยออนไลน์
วันศุกร์ที่ 8 พ.ค.69 มีการจัดเวทีเสวนาวิชาการของศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ศปป.5 กอ.รมน.) เพื่อติดอาวุธทางความคิดและสร้างความเข้าใจในการรับรู้เรื่องราวชายแดนใต้ แก่เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ป้องกันข้อมูลบิดเบือนที่มุ่งเป้าสร้างความเข้าใจผิดในพื้นที่
โดยมีบุคลากรจากหน่วยงานทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และฝ่ายการศึกษาเข้าร่วมรับฟังอย่างคับคั่ง ที่ห้องประชุม โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว จ.ปัตตานี
วิทยากรในกิจกรรมนี้ประกอบด้วย
- พลตรี เกียรติชัย โอภาโส ผู้บัญชาการวิทยาลัยการทัพบก เน้นการใช้นโยบายการทหารนำการเมือง และแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างเพื่อลดอุปสรรคในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน
- พันเอก ปฐพี พุทธผล ซึ่งผ่านงานผู้อำนวยการกองสันติวิธี ศูนย์สันติวิธี กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันธุ์พิพิธ พิพิธพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นักวิชาการที่วิเคราะห์ลึกถึงแนวคิดการกำหนดชะตากรรมตนเอง (RSD) ตามหลักสากล เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันการนำไปบิดเบือนใช้ในทางที่ผิด
- จีรวุฒิ (อุไรรัตน์) บุญรัศมี นักวิชาการอิสระที่มีผลงานการวิเคราะห์ขบวนการบีอาร์เอ็น ในชื่อ “สงครามลับ BRN” อธิบายพัฒนาการและอุดมการณ์ทางการเมืองขบวนการแบ่งแยกดินแดนกลุ่มนี้
- ประดิษฐ์ หลำเร๊ะ พิธีกรของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ย้ำเรื่องการรักษาอัตลักษณ์วัฒนธรรมมลายู และการสื่อสารเพื่อสร้างความเท่าทันต่อกระแสข่าวบิดเบือนในโลกออนไลน์ที่มุ่งเป้าไปที่คนรุ่นใหม่
ทั้งนี้ วิทยากรทุกคนได้เสนอแนะถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาในอนาคต โดยเน้นการสร้างความเข้าใจกับเยาวชนในสถานศึกษาเพื่อป้องกันการบ่มเพาะทางความคิดผ่านโลกออนไลน์ และผลักดันให้รัฐใช้นโยบายที่เน้นการเคารพอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียม เพื่อสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มขบวนการใช้ประเด็นสิทธิมนุษยชนมาเป็นเครื่องมือสร้างความเกลียดชังระหว่างคนในพื้นที่
@@ เป้าหมาย BRN คือสร้างรัฐไทยล้มเหลว

ผบ.วิทยาลัยการทัพบก กล่าวถึงการทำความเข้าใจยุทธศาสตร์และผลลัพธ์ “การเมืองนำการทหาร” ว่า เป็นการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบเพื่อยุติปัญหา เป้าประสงค์ทางการเมืองมีทั้งสองฝ่าย เป็นความล่อแหลม ใช้ข้อมูลข่าวสารแบบจิตวิทยา นำไปสู่การตัดสินใจและพฤติกรรม คนที่อยู่ในพื้นที่คือสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือการแย่งชิงมวลชน
“ที่ผ่านมาเราสู้กับใคร หากหาไม่ได้ก็ไม่จบ ฝ่ายตรงข้ามก็ต้องการเช่นกัน เราบรรลุเป้าหมายให้เขาไปไม่ถึงเป้าหมาย เวทีในการต่อสู้คือการไม่สร้างเงื่อนไขใหม่ เราต้องกำจัดเงื่อนไข เรามีเป้าหมาย”
“บีอาร์เอ็น คือกองกำลังทางทหารที่ใช้อาวุธเพื่อสร้างความหวาดกลัว แยกเขาแยกเรา เพื่อให้เป็นรัฐที่ล้มเหลว ปกป้องไม่ได้ สร้างความหวาดกลัว ทำไมเมื่อมีเหตุ ทุกครั้งชาวบ้านจะด่าเจ้าหน้าที่รัฐ ฉะนั้นการสร้างความเข้าใจ สื่อสารให้ทันการณ์คือสิ่งสำคัญ ต้องทำคู่ขนานกันไป งานการเมืองของเขาที่ผลิตกันมา ขบวนนักศึกษาที่มีมติให้กำหนดใจตัวเอง ทำอย่างไรให้ทุกคนในพื้นที่รู้ความจริงเกี่ยวกับสิทธิเรื่องนี้”
@@ “กำหนดชะตาตนเอง” ไม่ใช่ “สิทธิแยกดินแดน”
ด้าน ผศ.พันธุ์พิพิธ บอกถึงการคลุกคลีกับงานวิจัยในเรื่องขบวนการบีอาร์เอ็นและสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง (Right to Self-Determination – RSD) ว่า ตนศึกษามาตั้งแต่ปี 2549 ได้ลงไปศึกษาขบวนการบีอาร์เอ็น ขบวนการบ่มเพาะ เป้าหมาย วิธีการ
งานวิชาการมีการศึกษาและเปิดโปงเรื่องนี้ ความจริงไม่เปลี่ยนด้วยงานวิจัยทางวิชาการ สิ่งที่ใส่ให้นักศึกษาในพื้นที่เรื่องการกำหนดใจตัวเอง เป็นสิทธิที่นานาชาติยอมรับ แต่ไม่ใช่เครื่องมือในการแบ่งแยกดินแดน

การกำหนดใจตนเองเริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 กลายเป็นการขับเคลื่อนอุดมการณ์ทางการเมืองและเรียกร้องเอกราช แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองมีการพัฒนาเกิดองค์การสหประชาชาติ นำมาใส่กฎบัตรประชาชาติ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ หลักการ RSD คือการกำหนดใจตัวเองที่สนับสนุนหลักสิทธิมนุษยชนและความเป็นมนุษย์ ปัจจุบันถูกตีความสองลักษณะ คือ
หนึ่ง “ภายในรัฐ” ให้สิทธิของประชาชนในรัฐนั้นเลือกรูปแบบการปกครองและรัฐบาลที่ให้ความเป็นธรรม เลือกอาชีพ รับสวัสดิการแห่งรัฐ เลือกศาสนาและคู่ครอง ดำรงอัตลักษณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไทยทุกสิทธิ
ข้อสอง “ภายนอกรัฐ” เกิดได้ด้วยเงื่อนไข 3 ข้อ คือ
- ชุมชนหรือประชาชนต้องถูกยึดครองอย่างไม่เป็นธรรม
- มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง
- การยึดครองนั้นไม่ถูกยอมรับจากนานาชาติ
ที่สำคัญสหประชาชาติรับรองว่า การใช้สิทธินี้ต้องไม่กระทบกับเอกราชของรัฐ กฎหมายระหว่างประเทศยอมรับเมื่ออยู่ภายใต้ขอบเขตของรัฐนั้น
รัฐธรรมนูญไทยให้สิทธิเรื่องการกำหนดใจตนเอง ระดับประเทศคือเลือก สส. เลือกฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ
“ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ประธานสภาผู้แทนราษฎร อย่าง ท่านวันมูหะหมัดมอร์ มะทา เป็นคนมลายู ได้รับเลือกเป็นประธานสภา เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ไม่มีประเทศไหนให้สิทธิ์นี้เท่าประเทศไทย”
@@ มีจริง! เยาวชนถูกบ่มเพาะ เดินสู่วงจรความรุนแรง
ผศ.พันธุ์พิพิธ บอกถึงสิทธิในการมีชีวิตอยู่ และปัตตานีไม่ใช่ “รัฐปัตตานี”
“หากขบวนการพยายามดึงต่างชาติเข้ามา คือประเด็นศาสนา เชื้อชาติมลายู มาตุภูมิปัตตานี ให้เชื่อว่าที่เป็นดินแดนดารุลฮัรบี บีอาร์เอ็นไม่กลัว กล้าฆ่าในมัสยิด เชื่อว่าได้บุญ หากไม่เชื่อว่ามีการบ่มเพาะ เยาวชนที่เดินเข้าไปในวงจรความรุนแรงจะเพิ่มได้อย่างไร”
”พี่น้องที่นี่เคร่งครัดในศาสนาเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เชื่อในพระเจ้า มันต้องมีระบบคิด อุดมการณ์บางอย่างผ่านศาสนา ประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ที่บิดเบือน แล้วจะเข้าใจว่า บีอาร์เอ็นทำอะไรกับลูกหลานที่นี่”
“เวลาวิจัยไปคุยกับอดีตบีอาร์เอ็น อดีตคนที่พ้นโทษ ผมเก็บข้อมูลในฐานะนักวิชาการไปยืนยัน สอบทานกับงานวิจัยของนักวิชาการคนอื่น ทดสอบมาจัดโครงการฐานวัฒนธรรมว่าสิ่งที่ทำมาจริงหรือไม่ ค่ายที่จัด 15 ครั้ง เด็กเข้าร่วมกว่า 1,000 คน เด็กประถมและมัธยมต้นมีความคิดไปในทางรุนแรงคือ การตายที่ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่คือ ‘ญิฮาด’ ซึ่งคุณครูไม่ได้สอนในโรงเรียน ผมยืนยันว่ามีการบ่มเพาะจริง”
@@ บ่มเพาะ 3 ขั้น “ปลูก รดน้ำ แตกกิ่งก้าน”

ขณะที่ ประดิษฐ์ หลำเร๊ะ หนึ่งในวิทยากรที่ถือว่าเป็นเยาวชนที่เติบโตในพื้นที่และพบเห็นการบ่มเพาะเยาวชน ยืนยันว่า “มีจริง” และบอกว่า สารตั้งต้นคือ ศาสนา ชาติพันธุ์ และประวัติศาสตร์
“เขาบอกว่าอิสลามคือมลายู ประวัติศาสตร์คืออิสลาม สามารถดึงเยาวชนให้เชื่อและออกมาต่อสู้ได้ การบ่มเพาะนี้คือ…
ขั้นปลูก ที่ตาดีกา ในเด็กประถม สร้างความเชื่อจากคนบางคนในตาดีกา
ขั้นรดน้ำ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา สร้างอารมณ์เพิ่มขึ้น ยกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมเพียงมุมเดียว ตอนผมเรียนในตาดีกา มีผู้หญิงเอาซีดีเกี่ยวกับตากใบมาให้ ยกเหตุการณ์กรือเซะมาใช้ ผมรู้จักคนขับรถตู้ที่มาส่งคนมามัสยิดกรือเซะในวันเกิดเหตุแล้วเขากลับไป
ระดับมหาวิทยาลัยคือการแตกกิ่งก้าน คนนอกระบบการศึกษาออกไปใช้อาวุธ คนในระบบการศึกษาออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ บอกว่านโยบายของรัฐมาทำลายความเป็นมลายู”
@@ ดับไฟใต้ใช้ศาสนานำการเมืองและการทหาร
ประดิษฐ์ บอกต่อว่า ปอเนาะบางแห่งใช้กระบวนการทางศาสนาไม่ถูกต้อง มีการยกหะดิษเพียงบางส่วนมาให้ฮึกเหิม ชาฮีดต้องสอนให้ถูก ญิฮาดกับตัวเองคือละหมาดห้าเวลา ต้องเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้สื่อสารให้มากที่สุด และการบ่มเพาะนอกสถานศึกษา ทางโซเชียลมีเดียน่ากลัวที่สุด เป็นการดึงมวลชนทั้งประเทศเข้ามา
“สิ่งที่ทำให้การบ่มเพาะสำเร็จ คือความบกพร่องของรัฐ สส.ในพื้นที่ ไม่ได้อยู่ในพื้นฐานของความจริง”
“การแก้ไขในพื้นที่ ให้ศาสนานำการเมือง การเมืองนำการทหาร ให้ศาสนานำ บีอาร์เอ็นไม่กลัวกฎหมาย เขากลัวพระเจ้า คือการที่ทำให้เชื่อว่าที่นี่คือสงครามศาสนา จับปืนไปยิงคนที่กำลังละหมาด”
“การใช้ศรัทธาในหัวใจ คือศาสนานำการเมืองและการทหาร นี่คือหนึ่งในทางออกที่ดีที่สุด คือ ศาสนาที่ไม่ปะปนกับวัฒนธรรมในพื้นที่ คนที่แก้ปัญหาในสามจังหวัดคือโครงสร้างทางศาสนา”
“เราคาดหวังให้เยาวชนรุ่นใหม่ไม่ต้องได้ยินเสียงระเบิดและปืนทุกวัน ให้เป็นพื้นที่ที่พูดความจริงได้ การวิพากษ์ถูกจำกัดด้วยอำนาจมืดที่จับอาวุธ คือเหตุผลที่ผมออกมาต่อสู้ เขาใช้ศาสนาบิดเบือน สร้างความเข้าใจผิดต่ออิสลาม”
“ความจริงที่เราต้องขับเคลื่อนได้ ไม่บิดเบือน คือใครที่กระทำผิดต้องเข้าสู่กระบวนการทางกกหมายทุกคน เราต้องการเวทีที่พูดความจริงได้ ต้องการสื่อไปถึงบีอาร์เอ็น อย่ายิงผมได้ไหม ผมอยากสร้างสังคมที่ผมอยากเห็น ผมวิพากษ์ฝ่ายรัฐได้เต็มที่ หากเจ้าหน้าที่รัฐเลี้ยงไข้ ถ้าใช่คือ มุนาฟิก จะถามฝ่ายรัฐด้วยความจริงเช่นกัน”
@@ BRN คือพรรคปฏิวัติ ได้เอกราชก็ไม่จบ

จีรวุฒิ (อุไรรัตน์) บุญรัศมี ผู้เขียนหนังสือสงครามลับบีอาร์เอ็น บอกว่า บีอาร์เอ็นปรับตัวทุกวัน จากสงครามในป่าเข้ามาเป็นสงครามในเมือง 50 ปีที่บีอาร์เอ็นเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น ก่อเหตุมาตลอด
“ทำไมบีอาร์เอ็นตั้งใจทำร้ายผู้บริสุทธิ์ บีอาร์เอ็นมีอุดมการณ์ทางการเมือง เขาคุยกันหลังบ้านคือ มีประชาธิปไตยแบบคอมมิวนิสต์ พวกข้าเป็นพรรคปฏิวัติ ประชาธิปไตยรวมศูนย์ เมื่อได้เอกราชแล้วเขาจะเอาเราไว้หรือ…มันไม่จบ”
“ตอนนี้เราอยู่ใต้ประเทศไทย กรณีเปลี่ยนเป็นรัฐใหม่ มั่นใจได้อย่างไรว่าคุณภาพชีวิตหลังจากนี้จะเป็นแบบนี้ การปกครองท้องถิ่นคือการปกครองตนเองโดยตรง เรามีสิทธิ์มานาน เขาคือพวกกลับกลอกที่แท้จริง”
