
ย้อนรำลึกพระกรุณาธิคุณ “เจ้าฟ้าหญิงนักกฎหมาย” จากภาพจำทรงฮิญาบลุยน้ำท่วมเยี่ยมพสกนิกรชายแดนใต้ สู่โครงการกำลังใจ และข้อกำหนดกรุงเทพ เป็นต้นแบบของโลกดูแลคุณภาพชีวิต “ผู้ต้องขังหญิง” สู่พลังขับเคลื่อน “โครงการตำบลยั่งยืน” แก้ไขปัญหายาเสพติดตามแนวพระดำริ ทุกมิติ ครบวงจร
เมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิ.ย.69 ที่ห้องประชุมสามัคคี ตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ในการประชุมเพื่อขับเคลื่อน “โครงการตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร ประจำปีงบประมาณ 2569” เกิดภาพความสะเทือนใจและหลอมรวมใจของผู้เข้าร่วมประชุมขึ้น เมื่อข้าราชการระดับสูง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และผู้นำศาสนา ทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม ต่างพร้อมใจกันยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นเวลา 1 นาที

ห้วงเวลานั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำตามระเบียบวาระการประชุม แต่สำหรับข้าราชการและชาวบ้านในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นี่คือวินาทีที่ชวนให้นึกถึงภาพความทรงจำและพระกรุณาธิคุณของ “เจ้าฟ้าหญิงนักกฎหมาย” พระองค์ผู้ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของชาวใต้มาโดยตลอด โดยเฉพาะด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน ตลอดจนสิทธิของผู้ต้องขังในเรือนจำ ซึ่งได้กลายเป็นทุนทางสังคมและพลังขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นจนถึงปัจจุบัน
พระกรณียกิจของพระองค์ท่าน ณ ดินแดนแห่งนี้มีมากมายหลากหลาย หนึ่งในเหตุการณ์ที่ยังคงจารึกอยู่ในหัวใจของประชาชนชายแดนใต้ คือเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 ในคราวที่พื้นที่จังหวัดนราธิวาสประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ ภาพที่ประชาชนชาวไทยทั้งพุทธและมุสลิมในพื้นที่จดจำได้ติดตาคือ ภาพของ “พระองค์ภาฯ” ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่เสด็จ ณ ศาลากลางจังหวัดนราธิวาส

ในวันนั้น พระองค์ทรงสวมชุดตามวิถีท้องถิ่น และ “ทรงสวมฮิญาบ” เสด็จฯ ลุยน้ำไปพระราชทานสิ่งของช่วยเหลือ และทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกรอย่างใกล้ชิดโดยไม่ถือพระองค์ และในวันถัดมา ยังได้เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมชุมชนบ้านปูลา รายอ กาแลตาแป ต.บางนาค อ.เมือง จ.นราธิวาส ทรงดำเนินไปตามตรอกซอกซอยเพื่อทักทายและประทานกำลังใจแก่ชาวบ้านถึงเรือนชาน เป็นภาพสะท้อนความผูกพันและละลายความต่างทางศาสนาอย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงดำเนินตามรอยพระบาทของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ที่ทรงวางรากฐานการพัฒนาในพื้นที่ เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ และการให้เกียรติอัตลักษณ์ทางศาสนา โดยพระองค์ภาฯ ได้เสด็จฯ เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนพหุวัฒนธรรม ทั้งศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว และมัสยิดกรือเซะ จ.ปัตตานี เมื่อปี 2562 รวมถึงเสด็จแทนพระองค์ไปทรงตัดหวายลูกนิมิตอุโบสถ ณ วัดราษฎร์สโมสร อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เมื่อปี 2563 สร้างความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่คนในพื้นที่เสมอมา
@@ “กำลังใจ - ข้อกำหนดกรุงเทพ” ผู้นำโลกดูแลผู้ต้องขังหญิง

อีกหนึ่งมิติ คือ การหยิบยื่นโอกาสให้แก่ผู้ต้องขังผ่าน “โครงการกำลังใจ” ซึ่งพระองค์ภาฯ ทรงมองเห็นกลุ่มคนที่สังคมมักมองข้าม โดยเสด็จเปิดโครงการฯ ณ เรือนจำจังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2561 ทรงเปิด “ลานกำลังใจ” และทอดพระเนตรการฝึกอาชีพของผู้ต้องขัง
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ พระองค์ก็ได้เสด็จไปทรงขับเคลื่อนโครงการในลักษณะเดียวกัน เช่น ที่เรือนจำกลางยะลา และทัณฑสถานหญิงสงขลา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังหญิงอย่างเป็นทางการ
สำหรับการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิง และเด็กติดผู้ต้องขัง เป็นไปตาม “ข้อกำหนดกรุงเทพ” หรือ Bangkok Rules ซึ่งหมายถึงคือ มาตรฐานของสหประชาชาติฉบับแรกในโลกที่มุ่งเน้นการดูแลจัดการผู้ต้องขังหญิง และคำนึงถึงความต้องการเฉพาะด้านที่แตกต่างจากผู้ต้องขังชาย โดยมี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงริเริ่มและผลักดันร่วมกับองค์การสหประชาชาติ กระทั่งประสบความสำเร็จ และเป็นข้อกำหนดเดียวของสหประชาชาติที่มีชื่อเมืองหลวงของไทยบันทึกไว้
@@ จนท. - พสกนิกร ย้อนรำลึก “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก”

สันติ กล่ำสุข เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ สะท้อนมุมมองว่า สำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือน และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม พระองค์ภาฯ ทรงเป็นองค์ต้นแบบและเป็นแรงบันดาลใจอย่างมาก เจ้าหน้าที่สายงานยุติธรรมในพื้นที่ต่างรำลึกถึงพระวิสัยทัศน์ของพระองค์ในการยกระดับกระบวนการยุติธรรม การให้โอกาสผู้ต้องขัง และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความเป็นธรรมในพื้นที่ขัดแย้ง
เสาวณี มนต์รักษา ชาวจังหวัดยะลา ถ่ายทอดความรู้สึกอันลึกซึ้งของคนในพื้นที่ว่า ชาวบ้านในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งชาวไทยมุสลิมและไทยพุทธ ต่างมีความรู้สึกร่วมกันคือความโศกเศร้าและความห่วงใยอย่างหาที่สุดไม่ได้ แต่สิ่งที่เด่นชัดมากในพื้นที่คือการแปรเปลี่ยนความเศร้าเป็น “พลังแห่งศรัทธา”

ชาวบ้านพากันพูดถึงการทรงงานและซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณ หลายคนรู้จักพระองค์ผ่าน “มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” ซึ่งทุกครั้งที่พื้นที่สามจังหวัดประสบอุทกภัย โดยเฉพาะช่วงน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา ถุงยังชีพพระราชทานจากพระองค์ท่านจะเดินทางมาถึงมือชาวบ้านอย่างรวดเร็วเสมอ ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าทรงเป็นที่พึ่งในยามทุกข์ยากอย่างแท้จริง
ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่พูดตรงกันว่า วันนี้ความอาลัยที่มีต่อพระองค์ท่าน จะถูกเปลี่ยนเป็นความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการสานต่อโครงการพัฒนาต่างๆ ที่พระองค์เคยพระราชทานแนวทางไว้ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนนับจากนี้
@@ ตามรอยพระดำริ สานต่อ “ตำบลยั่งยืน” หยุดวงจรยานรก

แนวพระดำริเรื่องการให้โอกาสและการสร้างความเข้มแข็งจากภายในชุมชน ได้ส่งต่อมาถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ในปัจจุบัน โดย พล.ต.ท.อาชาน จันทร์ศิริ รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และ พ.ต.อ. บุญเลิศ ตรัสศิริ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ได้นำมาปรับใช้ในการขับเคลื่อน “โครงการตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร ประจำปีงบประมาณ 2569”
พ.ต.อ.บุญเลิศ เปิดเผยถึงข้อมูลความคืบหน้าว่า ปัจจุบันศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรจังหวัดยะลา (ศอ.ปส.ภ.จว.ยะลา) ได้ขับเคลื่อนโครงการผ่านชุดปฏิบัติการตำบลยั่งยืนรวม 18 สถานีตำรวจ ครอบคลุม 36 ชุมชน/หมู่บ้าน โดยมีผู้เข้ารับการบำบัดในโครงการรวมทั้งสิ้น 523 คน กระบวนการดำเนินงานได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทั้งฝ่ายปกครอง สาธารณสุข ผู้นำชุมชน และผู้นำศาสนา ตั้งแต่ขั้นเตรียมการจนถึงขั้นปฏิบัติการ และขณะนี้กำลังเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญคือ “การส่งต่อความยั่งยืนให้กับชุมชน”
ด้าน พล.ต.ท. อาชาน จันทร์ศิริ รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 กล่าวถึงทิศทางนโยบายว่า ปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องสำคัญที่กระทบต่อความมั่นคงและคุณภาพชีวิต การแก้ไขจึงต้องอาศัยกลไกของ “โครงการตำบลยั่งยืน” ในการค้นหา บำบัด และฟื้นฟู โดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามผลและรับฟังอุปสรรค เพื่อพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีเป้าหมายสูงสุดร่วมกันคือ การลดปัญหายาเสพติด สร้างความปลอดภัย คืนคนดีสู่สังคม และสร้างชุมชนที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืนแท้จริง
