
ปฏิบัติการ “เด้งเกือบยกจังหวัด” ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยนักในประวัติศาสตร์นักปกครองของกระทรวงมหาดไทย
แต่เหตุเกิดที่ภูเก็ต เจ้าของฉายา “ไข่มุกอันดามัน” รอบนี้ บานปลายมาจากปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ผิดกฎหมาย การปราบปรามผู้มีอิทธิพล และการบุกรุกพื้นที่สาธารณะ หาดสวยน้ำใสอย่างชัดเจน พัวพันไปถึง “คนมีสี” โดยเฉพาะ “สิงห์นักปกครอง” จนเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างข้าราชการฝ่ายปกครองระดับสูง โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าฯ ปลัดจังหวัด ลุกลามไปถึงผู้ประกอบการในพื้นที่ จนถึงขั้นมีการประกาศเขย่าเก้าอี้ ท้าทายโยกย้ายกัน
กระทั่งสุดท้ายโดนย้ายกันสมใจอยาก!
ในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต มีการสลับเก้าอี้กันระหว่าง นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าฯที่นั่งอยู่เดิม ให้ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ขณะเดียวกันก็แต่งตั้งให้ นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตแทน
ส่วนตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต 2 คน มีคำสั่งย้ายคือ
1.นายธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช
2.นายอดุลย์ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ย้ายไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา
ทั้งสองคนชื่อเล่นชื่อ “กุ้ง” ทั้งคู่ จนเกิดข้อสงสัยว่าไปสอดรับกับข่าว “รองฯซีฟู้ด” ที่ฮือฮากันช่วงก่อนหน้านี้หรือไม่ โดย “รองฯกุ้ง” หนึ่งในสอง ออกตัวชัดว่า ไม่ใช่ตน แต่อีกคนยังคงเงียบๆ เก็บอาการอยู่
และในคำสั่งเดียวกัน ยังมีการแต่งตั้งให้ ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร และ นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ย้ายไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต รับภารกิจสะสางปัญหาที่ซุกอยู่ใต้พรมแทนบรรดารองผู้ว่าฯ ชุดเดิมที่ถูกเด้งออกไป
ที่ผ่านมาสปอตไลต์ของสังคม ฉายจับไปที่ “คนถูกย้าย” ทั้งที่จะว่าไปแล้ว “คนใหม่ที่เข้าไปแทน” ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน
@@ เปิดเส้นทาง “โชตินรินทร์ เกิดสม” ดาบซ่อนคม..ไม่ธรรมดา!

เริ่มจากผู้ว่าฯภูเก็ตคนใหม่ นายโชตินรินทร์ เกิดสม ซึ่งขยับมาจากรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นชาว อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และปริญญาโท สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เริ่มต้นรับราชการในตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ และก้าวเข้าสู่เส้นทางการบริหารราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทยอย่างต่อเนื่อง จนถึงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้รับแต่งตั้งให้ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด
ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ต.ค.67 ในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ขณะนั่งเป็นรองปลัดมหาดไทย และมีรัฐมนตรีมหาดไทย ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล เขาได้รับมอบหมายให้ไปรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อบริหารสถานการณ์หลังเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่
สาเหตุเป็นเพราะ “มท.หนู” อนุทิน ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ไปตรวจสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ จ.เชียงราย แต่ไม่พบผู้ว่าราชการจังหวัด ทำให้ “รัฐมนตรีหนู” ไม่พอใจ สั่งย้ายทันควัน และส่ง นายโชตินรินทร์ ไปทำหน้าที่แทน
ปรากฏว่ารักษาการผู้ว่าฯ ทำหน้าที่ได้ดี คลี่คลายสถานการณ์ได้เรียบร้อย จึงรักษาการต่อมาเรื่อยๆ จนถึงฤดูการแต่งตั้งโยกย้าย ก็ได้รับการคาดหมายว่า จะได้นั่งแท่นเป็นผู้ว่าฯ เชียงรายเต็มตัว

แต่เมื่อถึงวาระโยกย้ายจริงๆ กลับพลิกโผ วันที่ 17 พ.ย.67 เขาได้รับการแต่งตั้งให้ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาแทน
หลังคำสั่งออกเพียงวันเดียว ในพื้นที่สงขลาก็มีการแขวนป้ายข้อความโจมตี นายโชตินรินทร์ กระจายหลายจุดในพื้นที่เขตอำเภอเมือง แต่เหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นเพียงวันเดียว แล้วก็เงียบหายไป โดยไม่สามารถสืบหาตัวมือมืดที่ปฏิบัติการแขวนป้ายผ้าเหล่านั้นได้
ในเรื่องป้ายผ้าโจมตี นายโชตินรินทร์ เคยให้สัมภาษณ์กับ “ทีมข่าวอิศรา” ว่า “ไม่ทราบเรื่องพวกนี้เลย เพราะที่ผ่านมาผมไม่เคยทำงานในพื้นที่ จ.สงขลา แต่เคยเรียนหนังสือที่หาดใหญ่ การทำข้อมูลพวกนี้มันก็ควรจะมีข้อมูลเชิงลึก ไม่ใช่รับงานมาทำ ก็อยากจะบอกคนที่อยู่ในพื้นที่ว่า ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น เป็นการรับงานใครมาทำหรือไม่”
แถมฝากบอกถึงมือแขวนป้าย-โปรยใบปลิวว่า “ไม่รู้จริงอย่าพูด”
จากนั้น ผู้ว่าฯโชตินรินทร์ ก็ทำหน้าที่ต่อมาเรื่อยๆ กระทั่งในช่วงที่เดือน ส.ค.68 ได้เปิดปฏิบัติการ “รื้อโพงพาง” ซึ่งหมายถึงเครื่องมือจับสัตว์น้ำของชาวประมง แต่เป็นอุปกรณ์ที่ผิดกฎหมาย ทว่ากลับมีการใช้โพงพางจำนวนมากในทะเลสาบสงขลา ส่งผลกระทบต่อปริมาณสัตว์น้ำ และระบบนิเวศน์ทางทะเล
ผู้ประกอบการประมงโพงพาง เป็นเครือข่ายใหญ่ในพื้นที่ มีผลประโยชน์ไม่น้อย การเข้าไปรื้อโพงพางจึงมีกลุ่มคนไม่พอใจ ถึงขั้นมีม็อบประท้วงผู้ว่าฯกันเลยทีเดียว

ต่อมาในเดือนเดียวกัน ก็เกิดประเด็นดราม่าขึ้นกับนายโชตินรินทร์ เมื่อมีเอกสารเป็นหนังสือคำสั่ง มีลายเซ็นนายโชตินรินทร์ ลงนามในหนังสือแจ้งเวียนไปยังนายอำเภอทุกอำเภอ ให้ไปร่วมต้อนรับง นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ที่ห้องรับรอง ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ โดยมีการกำชับเรื่องอาหาร เครื่องดื่มไว้พร้อมสรรพ
สาเหตุก็เนื่องจาก รมช.เดชอิศม์ มีกำหนดการเดินทางลงพื้นที่สงขลาเพื่อตรวจราชการตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล และเดินทางกลับกรุงเทพฯ ทุกๆ สัปดาห์ เนื่องจาก จ.สงขลา ก็คือบ้านของ รมช.เดชอิศม์ หรือ “นายกชาย” ด้วย
เรื่องนี้กลายเป็นข่าวฮือฮา เพราะเข้าข่ายเกณฑ์ข้าราชการไปต้อนรับนักการเมือง แต่ นายโชตินรินทร์ ออกมาชี้แจงว่า ไม่เคยเซ็นหนังสือฉบับดังกล่าว สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ชอบธรรม ต้องให้หน่วยงานที่ออกหนังสือตรวจสอบว่ามีการปลอมแปลงหนังสือคำสั่งหรือไม่และใครเป็นคนออกหนังสือกันแน่ ส่วนลายเซ็นที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเหมือนลายเซ็นของตนนั้น เจ้าตัวบอกว่าในเมื่อไม่ได้เซ็นก็ถือว่าเป็นโมฆะ
มีการตั้งข้อสังเกตว่า หนังสือฉบับนี้เผยแพร่ออกมาหลังมีปฏิบัติการรื้อโพงพาง จนสร้างความไม่พอใจให้ผู้มีอิทธิพลกลุ่มประมงโพงพาง ฉะนั้นสองเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกัน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือปลอมหรือจริงก็ตาม แต่งานนี้ต้องถือว่านายโชตินรินทร์ ถูกเล่นงานอีกครั้ง
จากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป กระทั่งถึงเดือน พ.ย.68 นายโชตินรินทร์ ได้รับการแต่งตั้งให้กลับไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทยอีกรอบ ก่อนที่ล่าสุดจะได้สลับตำแหน่งไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตคนใหม่ หลังเกิดกรณีโยกย้ายผู้ว่าฯ และรองผู้ว่า ออกจากพื้นที่แทบจะยกชุด จากปัญหาผู้มีอิทธิพลและกลุ่มทุนสีเทาในภูเก็ต
@@ สิงห์รุ่นใหม่ของแท้ “รอมดอน หะยีอาแว” ลุยศึกใหญ่ภูเก็ต

อีกหนึ่งคนที่น่าจับตาในกระแส “เด้งประวัติศาสตร์มหาดไทย” คือ นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ที่ได้รับแต่งตั้งไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตคนใหม่
นายรอมดอน ถือเป็นข้าราชการหนุ่มไฟแรง และน่าจะเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่อายุน้อยที่สุดในกระทรวงมหาดไทยยุคปัจจุบัน
เส้นทางชีวิตราชการของ “รอมดอน” ถือเป็นหนึ่งในข้าราชการฝ่ายปกครองรุ่นใหม่จริงๆ อายุยังไม่ถึงหลักสี่ แต่มีประวัติการศึกษาและการทำงานที่โดดเด่น โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญด้านการบริหารงานบุคคล และการจัดการความขัดแย้ง (Conflict Resolution) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารราชการในพื้นที่ภาคใต้มาโดยตลอด
เส้นทางการศึกษา เป็นสาย “สิงห์ดำ” จบรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นจบปริญญาโท ใบที่ 1 รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และ จบปริญญาโท ใบที่ 2 ด้านการแก้ไขข้อพิพาท (Conflict Resolution) จาก National University of Singapore (NUS) ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำที่เป็นต้นแบบการศึกษาด้านการทูตและการเจรจาแก้ปัญหาความขัดแย้งในระดับภูมิภาค

ประวัติการทำงานตลอด 16 ปี รอมดอนเริ่มต้นชีวิตข้าราชการครั้งแรกในตำแหน่ง ปลัดอำเภอ ที่ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาเอง ก่อนจะสั่งสมประสบการณ์และเติบโตอย่างต่อเนื่องในสายงานฝ่ายปกครองในพื้นที่ภาคใต้ เขาเคยดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย อาทิ ปลัดอำเภอมายอ จ.ปัตตานี, เลขานุการเลขาธิการ ศอ.บต. หรือศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยุคที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นเลขาธิการ
จากนั้นเป็นจ่าจังหวัดนราธิวาส, นายอำเภอมะนัง จ.สตูล, นายอำเภอบางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา, ปลัดจังหวัดนราธิวาส, ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต., ผู้อำนวยการสำนักกิจการความมั่นคงภายใน และผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ กรมการปกครอง
ประสบการณ์การทำงานที่สำคัญอย่างยิ่งของรอมดอน คือ การขยับจาก นายอำเภอมะนัง จ.สตูล ไปดำรงตำแหน่ง นายอำเภอบางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา ทำให้ได้เรียนรู้งานในพื้นที่ภาคกลาง นอกเหนือจากพื้นที่ที่เชี่ยวชาญอยู่แล้วอย่างภาคใต้
นอกจากนั้น การผ่านงาน ศอ.บต.อย่างน้อย 2 ครั้ง ทำให้ได้องค์ความรู้และประสบการณ์จากหน่วยงานหลักรับผิดชอบภารกิจดับไฟใต้และพัฒนาพื้นที่พิเศษด้วย

รอมดอนเคยเผยถึงหลักคิดในการทำงาน จากการให้สัมภาษณ์ในอดีตว่า “ไม่ว่า ณ ช่วงเวลานั้นจะดำรงตำแหน่งอะไร หรือมีหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างไร จะทำให้ดีที่สุด และหากได้รับมอบหมายสิ่งที่ยาก จะมองว่าเป็นการท้าทายความสามารถ”
“รู้สึกสนุกที่ได้ผ่านแต่ละบททดสอบ บางด่านก็ง่ายสามารถผ่านได้ไม่ยาก แต่บางด่านก็ต้องใช้ความพยายาม แต่ท้ายที่สุดไม่มากก็น้อยเราจะได้เรียนรู้และเติบโตจากประสบการณ์ที่เราผ่านและสั่งสมมา”
ต่อมาเมื่อขยับขึ้นดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา รอมดอนได้รับเสียงชื่นชมและกระแสตอบรับในเชิงบวกจากภาคประชาชนและข้าราชการในพื้นที่อย่างหนาหู ด้วยสไตล์การทำงานที่ “เข้าถึงง่าย มีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม และเน้นการทำงานเชิงรุก”
“รองฯ รอมดอน ไม่ใช่นักปกครองที่นั่งอยู่แต่ในห้องแอร์ แต่เป็นสไตล์บูรณาการ มุ่งเน้นการดึงทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาสังคม เอกชน และราชการ มาร่วมโต๊ะเจรจาเพื่อแก้ปัญหาให้เบ็ดเสร็จ” เป็นเสียงชื่นชมจากคนสงขลาที่ใกล้ชิดกับการทำงานของรองผู้ว่าฯ
การแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่ง “บททดสอบ” ครั้งสำคัญของรอมดอน หะยีอาแว สิงห์รุ่นใหม่แท้ๆ เลือดเนื้อเชื้อไขจากดินแดนปลายด้ามขวาน...ปัตตานี!
