
10 คนร้ายแต่งกายชุดดำคล้ายทหารพราน สวมหมวกไอ้โม่งปิดบังใบหน้า อาวุธครบมือ ดักสกัดรถสิบล้อขนส่งสินค้าบนถนนสายยะลา-เบตง พื้นที่ อ.บันนังสตา ไล่โชเฟอร์ลง ก่อนราดน้ำมันจุดไฟเผาวอด ฝั่งปัตตานีระอุที่ทุ่งยางแดง ระเบิดใกล้ปอเนาะ เด็กรับเคราะห์ บาดเจ็บพร้อมครอบครัว ส่วนที่ยะรัง ยิง อส.ดับอีก 1
สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ช่วงรอยต่อของวันศุกร์ที่ 26 กับวันเสาร์ที่ 27 มิ.ย.69 มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ สร้างความสูญเสียและความตื่นตระหนกไปทั่วพื้นที่
เมื่อเวลา 23.10 น. วันศุกร์ที่ 26 มิ.ย. ตำรวจ สภ.บันนังสตา รับแจ้งเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงรถบรรทุกสิบล้อ ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว ป้ายทะเบียนยะลา ซึ่งเป็นของบริษัท เบตง-สัญญาใจ (เบตงจั้วหลีฮวด) เหตุเกิดบริเวณเชิงสะพาน ทางโค้งมัสยิดบ้านคลองน้ำขุ่น ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 410 (ยะลา-เบตง) ท้องที่หมู่ 5 บ้านกาโสด ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา

หลังรับแจ้ง ตำรวจได้จัดกำลังรุดไปตรวจสอบ ขณะเดียวกันก็มีผู้เสียหายซึ่งเป็นคนขับรถสิบล้อคันที่ประสบเหตุ พร้อมภรรยา เข้ามาพบกับเจ้าหน้าที่ คือ นายมนตรี แซ่ตั้ง อายุ 36 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ หมู่ 1 ต.ตาเนาะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา และ น.ส.ปภัสสรา ธินันตา อายุ 29 ปี เป็นภรรยาของนายมนตรี
จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายมนตรี และภรรยา กำลังขับรถบรรทุกสิบล้อมาจาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อไปส่งสินค้าในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา โดยขับมาตามถนนสาย 410 เมื่อถึงบริเวณสะพานคลองน้ำขุ่น พื้นที่บ้านกาโสด อ.บันนังสตา พบรถยนต์กระบะจำนวน 2 คัน จอดขวางถนนอยู่ และมีชายฉกรรจ์แต่งกายชุดดำคล้ายเจ้าหน้าที่ทหารพราน จำนวน 8-10 คน มีอาวุธปืนครบมือ บางคนสวมหมวกไอ้โม่ง บางคนใช้ผ้าบิดบังใบหน้า ยืนโบกให้รถหยุด นายมนตรีเข้าใจว่าชายชุดดำดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ จึงได้หยุดรถ

เมื่อรถจอด ชายชุดดำได้เข้าล้อมรถ แล้วใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้นายมนตรีและภรรยาลงจากรถ โดยบอกว่าจะไม่ทำอันตราย พร้อมคุมตัวทั้งสองไปกักไว้บริเวณป่าข้างทาง จากนั้นชายชุดดำที่เหลือได้นำกระสอบและแกลลอนน้ำมันออกมาจากข้างทาง แล้วทำการราดน้ำมันบนกระสอบ นำไปวางไว้บนรถบรรทุก และจุดไฟเผา จนเกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรง
หลังเผารถสิบล้อ กลุ่มชายชุดดำได้ใช้รถยนต์ทั้ง 2 คันขับหลบหนีไป โดยมุ่งหน้าที่ทาง อ.เบตง โดยไม่ได้ทำร้ายนายมนตรีและภรรยาแต่อย่างใด ส่วนรถบรรทุกถูกเพลิงลุกไหม้เสียหายทั้งคัน เพลิงลุกโชนในความมืดอย่างน่ากลัว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมพื้นที่เกิดเหตุ และเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่า เป็นการกระทำของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ โดยใช้วิธีแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ออกมาก่อเหตุ เพื่อสร้างความสับสน และปล่อยข่าวทำลายความน่าเชื่อถือ
@@ บึ้มรถยนต์ชาวบ้านทุ่งยางแดงเจ็บ 4 ราย เด็กโดนด้วย

อีกเหตุการณ์เมื่อเวลา 20.10 น.วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี รับแจ้งเหตุระเบิดหน้าสถาบันศึกษาปอเนาะ ในพื้นที่ หมู่ 3 บ้านเขาดิน ต.ปากู อ.ทุ่งยางแดง
แรงระเบิดทำให้รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแม็กซ์ ป้ายทะเบียนปัตตานี ได้รับความเสียหาย และมีประชาชนได้รับบาดเจ็บ 4 ราย ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทุ่งยางแดง โดย 2 ใน 4 เป็นเด็ก ทราบชื่อคือ
1.นายซูเฟียน เจ๊ะแมง
2.น.ส.รอฟีอะห์ มาหามะ
3.ด.ช.ซัมซี เจ๊ะแมง
4.ด.ช.อับดุลเลาะห์หมัด เจ๊ะแมง
หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้เข้าปิดกั้นพื้นที่เพื่อความปลอดภัย และเก็บรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อหาเบาะแสของคนร้าย เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นการกระทำของกลุ่มก่อความไม่สงบเช่นกัน
@@ จยย.ต้องสงสัยจอดทิ้งหน้าแบงก์กรุงไทย กลางยะลา

ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย คือเมื่อเวลา 21.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองยะลา รับแจ้งพบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย ถูกนำไปจอดทิ้งไว้บริเวณหน้าตู้กดเงินสด (ATM) ธนาคารกรุงไทย สาขาหน้าสถานีรถไฟยะลา อ.เมือง จ.ยะลา
เจ้าหน้าที่ได้ปิดกั้นการจราจรและห้ามประชาชนสัญจรผ่านบริเวณหน้าสถานีรถไฟยะลาโดยเด็ดขาด พร้อมประสานชุดเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรือ EOD เข้าตรวจสอบ เพื่อป้องกันเหตุซ้ำซ้อน
@@ ลอบยิง อส.ยะรัง ดับ หลังขี่รถส่งลูกเรียนตาดีกา

ต่อมาเวลา 07.30 น.วันเสาร์ที่ 27 มิ.ย. เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนพกสั้นขนาด 9 มม. ลอบยิงนายอับดุลเลาะ ยามา สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ประจำกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอยะรัง จ.ปัตตานี จนเสียชีวิต เหตุเกิดในท้องที่บ้านต้นมะขาม หมู่ 4 ต.เมาะมาวี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี
จากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายอับดุลเลาะ ได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกจากบ้านในพื้นที่บ้านบ่อดาน หมู่ 5 ต.เมาะมาวี เพื่อไปส่งลูกเข้าเรียนที่โรงเรียนตาดีกาในหมู่บ้านต้นมะขาม จากนั้นจึงขี่รถกลับตามเส้นทางภายในหมู่บ้าน ระหว่างทางได้ถูกคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวนใช้อาวุธปืนลอบยิงจนเสียชีวิต
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้เข้าปิดกั้นพื้นที่ เก็บรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อเร่งสืบสวนติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนสาเหตุและแรงจูงใจยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ให้น้ำหนักไปที่การสร้างสถานการณ์ความไม่สงบ โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเป้าหมาย
