
มีความเคลื่อนไหวแปลกๆ เกิดขึ้นในห้วงเวลาก่อนเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติสุขรอบใหม่ ซึ่งประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา แสดงความเชื่อมั่นว่า รอบนี้จะมีข้อตกลงที่เป็นความคืบหน้าปรากฏออกมา
ล่าสุดมีบุคคลลึกลับ เป็นชาย อ้างตัวว่าเป็น “ผู้บัญชาการกองกำลังติดอาวุธฝ่ายทหาร” ของขบวนการบีอาร์เอ็น (BRN) รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โทรศัพท์ติดต่อมายังสำนักข่าวอิศรา เพื่อสะท้อนเจตนารมณ์และยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลไทย โดยพร้อมจะนำกองกำลังกว่า 100 นายวางอาวุธและมอบตัวทั้งหมดภายในปี พ.ศ.2570 หากรัฐบาลยอมถอนกำลังทหารหลักออกจากพื้นที่
แกนนำที่อ้างตัวเป็นฝ่ายทหารของ BRN รายนี้ ยื่นข้อเสนอในรายละเอียดว่า ภายในปี 2570 ต้องการเห็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีนโยบายมอบพื้นที่ให้ฝ่ายปกครองดูแล โดยเสนอให้รัฐบาลถอนกำลังทหารหลักออกไป และส่งมอบหน้าที่รักษาความสงบให้แก่กองอาสารักษาดินแดน (อส.) แทน
“หากรัฐบาลดำเนินการตามแนวทางนี้ ทางกลุ่มก็พร้อมที่จะนำกองกำลังในเครือข่ายที่คุมได้ประมาณ 100 กว่านาย เข้ามอบตัวและวางอาวุธ ส่งคืนอาวุธปืนที่ถูกปล้นไปจากค่ายทหาร ค่ายปิเหล็ง และค่ายพระองค์ดำ โดยจะกระจายส่งมอบให้กับนายอำเภอในแต่ละพื้นที่เพื่อส่งคืนคลัง และจะนำวัตถุระเบิดพร้อมใช้อีกนับสิบลูก ไปทำการปลดชนวนและทำลาย” บุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นแกนนำฝ่ายทหารของ BRN ระบุ
สำหรับ “ค่ายปิเหล็ง” ที่ชายผู้นี้พูดถึงนั้น คือ กองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ตั้งอยู่ที่บ้านปิเหล็งใต้ ต.ปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์บุกเข้าปล้นอาวุธปืนล็อตมหึมา จำนวนถึง 413 กระบอก เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2547 นับเป็นปฐมบทไฟใต้รอบใหม่ที่สร้างความขัดแย้งและปัญหาในพื้นที่เรื่อยมา
ส่วน “ค่ายพระองค์ดำ” คือ ฐานปฏิบัติการของกองร้อยทหารราบที่ 15121 หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 38 ตั้งอยู่ใน อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ถูกกลุ่มคนร้ายไม่น้อยกว่า 40 คนบุกปล้นปืนและทำร้ายทหาร มีทหารเสียชีวิต 4 นาย บาดเจ็บ 13 นาย ปืนกว่า 60 กระบอกพร้อมเครื่องกระสุนถูกชิงไปเป็นจำนวนมาก
ชายลึกลับที่อ้างตัวเป็นแกนนำขบวนการแบ่งแยกดินแดน บอกอีกว่า ตนเองพร้อมจะเดินเข้าสู่กระบวนการ และขอรับผิดชอบทางกฎหมายแต่เพียงผู้เดียว แม้จะต้องโทษประหารชีวิตก็ยอม แต่มีเงื่อนไขว่ารัฐบาลต้องยกเว้นการไต่สวนและลบคดีเก่าของลูกน้องใต้บังคับบัญชาของตนออกจากสารบบทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดความหวาดระแวงจนกระบวนการสันติภาพล้มเหลว
ระหว่างการพูดคุยกับ “ทีมข่าวอิศรา” ชายผู้นี้ย้ำหลายครั้งว่า อุดมการณ์ของขบวนการในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนไปจากอดีต โดยพวกตนปฏิเสธแนวคิดเรื่องการแยกตัวเป็น “รัฐปัตตานี” หรือการแบ่งแยกดินแดน เพราะเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ แต่รัฐกลับโยนบทบาทนี้ให้พวกตน
“เดิมจุดประสงค์ของเราไม่เคยต้องการแบ่งแยกดินแดน ไม่ต้องการรัฐปัตตานี ไม่เคยมี เราอยู่ประเทศไทย ผมก็เป็นคนไทย ใช้บัตรประชาชนคนไทย แต่รัฐเขียนบทให้เรา บอกว่าเราต้องการแบ่งแยกดินแดน ความจริงไม่ใช่เราที่คิดแบบนั้น แต่มันคือความคิดของรัฐ”
ชายที่อ้างตัวเป็นแกนนำฝ่ายทหาร ในพื้นที่ จ.นราธิวาส บอกด้วยว่า แนวทางการก่อเหตุในระยะหลัง มีเป้าหมายโจมตีเฉพาะกองกำลังของฝ่ายรัฐ เช่น ทหาร และ อส. เพื่อเป็นการตอบโต้ทางการทหารเท่านั้น ยุคนี้จะไม่มีนโยบายทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ เด็ก ครู หรือคนไม่มีทางสู้
เขายังยืนยันอีกว่า เหตุการณ์ลอบยิงป้อม ชรบ.ลำพะยา จ.ยะลา หรือเหตุรุนแรงในเดือนรอมฎอนที่ผ่านมา ไม่ใช่ฝีมือของกลุ่มพวกตนอย่างแน่นอน แต่ยอมรับว่าเหตุลอบวางเพลิงและระเบิดปั๊มน้ำมัน 11 จุดเมื่อต้นปี 2569 เป็นปฏิบัติการแสดงจุดยืนของกลุ่มตนจริง
เมื่อทีมข่าวซักถามถึงเหตุการณ์รุนแรงอื่นๆ ในพื้นที่ บุคคลที่อ้างตัวเป็นแกนนำ BRN รายนี้ตั้งข้อสังเกตว่า มีฝ่ายที่ “ไม่อยากให้ภาคใต้สงบ” เนื่องจากมีผลประโยชน์จากงบประมาณความมั่นคงจำนวนมหาศาล พร้อมทั้งปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าทางกลุ่มส่งคนไปฝึกหลักสูตรพลซุ่มยิง หรือ Sniper จากประเทศเพื่อนบ้าน
“BRN ไม่มีศักยภาพขนาดนั้น และเชื่อว่าเหตุซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ที่ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เมื่อเดือนก่อน เป็นฝีมือของพวกเดียวกันเองทำมากกว่า”
ชายคนนี้ยังอ้างว่า ตนสามารถพูดคุยกับเครือข่ายผิดกฎหมาย ทั้งขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนและยาเสพติด รวมถึงคนสนิทของ “อุสมาน สะแลแมง” อดีตผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ
“ทุกคนเริ่มส่งสัญญาณยอมรับและอยากให้พื้นที่เกิดความสงบ เพื่อเปิดเป็นเมืองท่องเที่ยวตามแนวทาง ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ใช้ของดีในท้องถิ่นสร้างการท่องเที่ยว โดยยกให้ อ.เบตง เป็นโมเดลต้นแบบ”
ในส่วนของช่องทางการประสานงาน บุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นแกนนำขบวนการต่อต้านรัฐ แสดงความประสงค์ที่จะใช้ “ผู้ว่าราชการจังหวัด” เป็นสื่อกลางหลักในการยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล แทนที่จะประสานผ่านกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) หรือผู้บัญชาการทหารในพื้นที่ เนื่องจากเชื่อมั่นในสถานะของผู้ว่าราชการจังหวัดมากกว่า
เขายังบอกทิ้งท้ายว่า นับจากวันนี้ไป หากเกิดเหตุลอบยิงหรือทำร้ายประชาชนในพื้นที่นราธิวาส ขอให้สำนักข่าวเป็นพยานว่าไม่ใช่ฝีมือของกลุ่มตน เพราะตนมีนโยบายสั่งการให้กำลังพลเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเตรียมการเพื่อวางอาวุธแล้ว
แต่หากรัฐบาล “เล่นแง่” หรือปฏิเสธข้อเสนอ ตนก็พร้อมจะสั่งการให้กองกำลังตอบโต้ระดับหัวหน้าหน่วยในพื้นที่ทันที!
