
ดราม่า “บัตรคนจน” ที่มีผู้ลงทะเบียนถูกตัดสิทธิกว่าครึ่ง คือ ลงทะเบียน 18 ล้านกว่าคน ได้สิทธิแค่ราวๆ 9 ล้าน ส่งผลให้เกิดกระแสวิจารณ์ และภาพความเดือดร้อนแสนสาหัสของผู้คนทั่วประเทศ โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ วัยชรา
ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีปัญหาและความลำบากของพี่น้องไม่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องการมีชื่อครอบครองรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ เพราะการมีรถของคนพื้นที่ ซึ่งมีอาชีพทำสวนยางพารา ไม่ได้เป็นเครื่องหมายของการ “อยู่ดีมีสุข” เนื่องจาก “รถ” คือ เครื่องมือทำมาหากิน ต้องใช้ขนน้ำยาง และยางแผ่น รถจำนวนมากที่ประชาชนถือครอง มีอายุหลายสิบปีทั้งสิ้น
ขณะที่ชายแดนใต้มีปัญหาเรื่องการใช้ภาษาถิ่น ภาษาพูดที่แตกต่างจากคนไทยในพื้นที่อื่นๆ เพราะชาวบ้านใช้ภาษามลายูเป็นหลัก ทำให้การติดต่อสื่อสารกับหน่วยราชการเป็นไปอย่างยากลำบาก เป็นเงื่อนไขหนึ่งของปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่นี้มาตลอด ทำให้ประชาชนมีระยะห่างกับหน่วยงานรัฐ การลงทะเบียน จดทะเบียน ขึ้นทะเบียน ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รวมไปถึงอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ล้วนมีเปอร์เซนต์ต่ำมาก ประกอบกับการครอบครองที่ดินบางรูปแบบมีหลักศาสนากำกับ ซึ่งอธิบายไม่ได้ด้วยกฎหมายที่ตราขึ้นจากส่วนกลาง
นี่คือปัญหาที่ทับซ้อนของพื้นที่ปลายด้ามขวาน ทำให้ดราม่า “บัตรคนจน” ร้ายแรงกว่าพื้นที่อื่นๆ ด้วยซ้ำ

สถานการณ์ในห้วง 2-3 วันที่ผ่านมา ประชาชนจำนวนมากในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ระบบพิจารณาคุณสมบัติ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569” แจ้งผล “ไม่ผ่านเกณฑ์” เนื่องจากมีกรรมสิทธิ์ครอบครองรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ ทำให้ประชาชนต้องแห่กันเดินทางไปที่สำนักงานขนส่งจังหวัด เพื่อรอต่อคิวแก้ไขอัพเดตการถือครอง เพื่อนำไปเป็นหลักฐานการทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ประชาชนส่วนใหญ่สะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า ปัญหาหลักเกิดจากข้อมูลผู้ครอบครองรถในระบบไม่ตรงกับปัจจุบัน บางรายขายรถไปนานแล้ว หรือรถพังเสียหายจนใช้งานไม่ได้ แต่ยังถูกนำมาคิดเป็นเงื่อนไขตัดสิทธิบัตรสวัสดิการ

นางจิราพร จันทร์ศรี อายุ 70 ปี ชาว จ.นราธิวาส ที่มารอคิว กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ระบบแจ้งว่าตนมีรถ 3 คัน แต่ความจริงคันหนึ่งอายุเก่ากว่า 30 ปี หายสาบสูญไปแล้ว เหลือใช้ส่งหลานไปโรงเรียนและไปตลาดเพียง 2 คัน ซึ่งเป็นรถเก่าอายุนับสิบปี
“ป้าอายุ 70 ปีแล้ว จะไปรับจ้างทำงานเหมือนคนอื่นก็ไม่ได้ ภาระเลี้ยงหลานก็ตกอยู่ที่ป้าคนเดียว แม่เขาทิ้งไปไม่เคยส่งเสีย เงิน 300 บาท อาจจะดูน้อยสำหรับคนอื่น แต่สำหรับป้ามันคือค่าข้าวสาร ค่าไข่ไก่เบอร์เล็กๆ ให้หลานได้กินอิ่มท้อง อยากขอความเห็นใจจากรัฐบาล ให้ตรวจสอบความจริงและคืนสิทธิให้ป้าเถอะ”

เช่นเดียวกับ นางสวณี ดำละเอียด อายุ 73 ปี ชาว จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นผู้พิการ ไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากระบบแจ้งว่า มีชื่อครอบครองรถถึง 4 คัน ได้ระเบิดความอัดอั้นตันใจว่า รถเหล่านั้นเป็นชื่อของตนจริง แต่เป็นการออกรถให้ลูกทำงานและผ่อนชำระ ซึ่งได้จำหน่ายออกไปเกือบ 20 ปีแล้ว
“ถ้าจะไม่ให้สิทธิ์ก็ไม่ว่า แต่อย่ามากล่าวหาว่าเรามีรถยนต์มากมาย มันอารมณ์เสีย ตอนนี้อายุ 73 ปีแล้ว ขาก็พิการ ทำอะไรไม่ได้ รัฐบาลควรส่งเจ้าหน้าที่ลงมาสำรวจถึงบ้าน มาดูให้เห็นกับตาว่ามีความเป็นอยู่อย่างไร ไม่ใช่มาใช้ระบบสุ่มแบบนี้ มันไม่ถูกต้อง คนฐานะดีกลับผ่าน แต่คนยากจนจริงๆ กลับไม่ผ่าน เงิน 300 บาทที่คุณให้ ประชาชนเอาไปซื้อของประทังชีวิตได้ตั้งหลายอย่าง แต่อย่าให้ต้องเจ็บช้ำน้ำใจกับข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงแบบนี้เลย” นางสวณี กล่าวด้วยความโกรธและเสียใจ

นางพาอีซะ ดามิ ชาว จ.ยะลา หนึ่งในผู้ที่มารอคิวตรวจสอบสิทธิ์ กล่าวด้วยความกังวลว่า เดิมเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว แต่รอบนี้ระบบแจ้งว่า “ไม่ผ่านเกณฑ์” เนื่องจากมีรถจักรยานยนต์เกินจำนวน ทั้งที่ขายไปนานแล้ว และคันที่เหลือก็ใช้งานไม่ได้แล้ว
“ฉันมีรายได้จากการรับจ้างเพียงวันละไม่ถึง 200 บาท ทำให้การได้รับสิทธิ์นี้มีความสำคัญมากในการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ทั้งค่าอาหารและค่าซื้อนมให้ลูก”

นางพะยอม จันทนวล ผู้ได้รับผลกระทบอีกราย กล่าวว่า ตนถือบัตรสวัสดิการมาโดยตลอด แต่รอบนี้ไม่ผ่านเนื่องจากข้อมูลรถจักรยานยนต์ผิดพลาด ทั้งที่มีรถจริงแค่คันเดียว
“อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยพิจารณาทบทวนสิทธิให้ใหม่ เพราะรายได้จากการรับจ้างรายวันไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ การได้รับสิทธินี้ถือเป็นเงินเยียวยาที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัวได้เป็นอย่างมาก”

ด้าน นายสุริยา ตันติสิทธิกร ขนส่งจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า มีประชาชนมาติดต่อยื่นเรื่องอุทธรณ์เป็นจำนวนมากตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ทางขนส่งจังหวัดได้จัดเตรียม “แบบคำร้องขอตรวจสอบสิทธิภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569” ไว้รองรับประชาชนเป็นการเฉพาะ เพื่อให้ผู้เดือดร้อนกรอกรายละเอียดอุทธรณ์สถานะรถที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน ซึ่งระบุถึงสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ประชาชนถูกตัดสิทธิ หลังจากตรวจสอบและบันทึกข้อมูลคำร้องเสร็จสิ้น จะรีบส่งข้อมูลไปยังกรมการขนส่งทางบก เพื่อรวบรวมส่งต่อไปยังกระทรวงการคลังและกรมบัญชีกลางในการพิจารณาคืนสิทธิให้แก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ล่าสุดรัฐบาลได้ “ทบทวนสิทธิ” สวัสดิการแห่งรัฐ ปี 69 ไม่นำมาใช้เป็นเกณฑ์ “ตัดสิทธิ” ดังนี้
- รถยนต์ อายุเกิน 20 ปี
- รถจักรยานยนต์ อายุเกิน 15 ปี
- รถจักรยานยนต์ 2 คัน ถ้าคันใดคันหนึ่งยังอยู่ระหว่างผ่อน
- รถพัง - ไม่ได้ต่อทะเบียน : ให้แจ้งกรมการขนส่งทางบก
- ขายรถแล้ว แต่ยังไม่โอน : นำหลักฐานการขายไปแจ้งขนส่ง (ไม่มีหลักฐาน ใช้บันทึกถ้อยคำได้)
- ถูกสวมสิทธิซื้อรถ : แจ้งขนส่งเพื่อบันทึกข้อมูลด่วน
- นักศึกษานอกระบบ (แต่จะพิจารณาเกณฑ์รายได้/ทรัพย์สินอื่นร่วมด้วย)
โดยประชาชนสามารถยื่นทบทวนสิทธิได้ในช่องทางดังต่อไปนี้
- แอปฯ เป๋าตัง
- หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคารรัฐ (กรุงไทย / ออมสิน / ธกส. / ธอส. / อิสลาม)
- ยื่นอุทธรณ์ได้ถึง 20 ก.ย. 69 (จากเดิม 31 ก.ค.นี้)
- One Stop Service ทุกอำเภอ
