
ปัญหาฝุ่นตลบและความสับสนที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ช่วงนี้ ไม่ได้มีแค่...
- เลื่อนพูดคุยสันติสุขแบบไม่มีกำหนด ด้วยเหตุผลเคลือบคลุม ไม่ชัดเจนว่าเพราะเหตุอะไรแน่
- ติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุโจมตีจุดตรวจ สังหารทหารพราน 5 นายยังไม่ได้ และมีข่าวเชิญตัวตำรวจไปซักถามในค่ายทหาร
เพราะต้องยอมรับความจริงว่า การแก้ไขปัญหาภาคใต้ยุคนี้ มีฝุ่นตลบและความสับสนมานานข้ามปีแล้ว
“ทีมข่าวอิศรา” ขอแยกเป็น 2 ช่วงเวลา โดยนำเหตุการณ์โจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 22 ก.ค.69 มาเป็นเส้นแบ่ง

// ก่อนเกิดเหตุ //
แม่ทัพภาค 4 คนปัจจุบัน พลโทนรธิป โพยนอก => ย้ายมาจากกองทัพภาค 2 เป็นทหารจากภาคอีสาน ถูกตั้งคำถามเรื่องความเชี่ยวชาญพื้นที่ และการทำงานสอดประสานกับหน่วยในกองทัพภาคที่ 4
แม่ทัพภาค 4 คนเดียวกัน => ก่อนหน้านี้ก็มีดราม่า ปิดไมค์ตอบคำถามเหตุยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ จนกลายเป็นประเด็นต้องขอโทษสังคมมาแล้ว
แม่ทัพภาค 4 คนเดียวกัน => พูดพาดพิงปอเนาะว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะกลุ่มที่มีแนวคิดสุดโต่ง แบ่งแยกดินแดน จนโดนสมาคมปอเนาะ ตาดีกา และโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม รวมตัวกันยื่นหนังสือประท้วงให้ออกจากตำแหน่งมาแล้ว ถึงขั้นรัฐมนตรีกลาโหมต้องลงพื้นที่ไปขอโทษแทน และนายกฯอนุทิน ต้องส่ง อาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาฯ เป็นกาวใจ
// หลังเกิดเหตุ //
เสธ.ทบ. พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ => ประกาศเราจะเปลี่ยนสถานะเป็น “ผู้ล่า” ขู่จะไล่ล่าคนร้ายจนสุดหล้าฟ้าเขียว
รมว.กลาโหม พลเอก อดุลย์ บุญธรรมเจริญ => พูดไปอีกทาง บอกอย่าไปใช้คำว่า “ไล่ล่า” เพราะยังมีช่องทางพูดคุยกัน เนื่องจากเป็นเพียงผู้เห็นต่างเท่านั้น ยังเป็นไทยด้วยกัน พูดคุยกันได้ ช่องทางการพูดคุยก็มีอยู่
เลขาธิการ สมช. นายฉัตรชัย บางชวด => ให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่า แนวทางการแก้ไขปัญหา จะใช้การพูดคุย ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า กลุ่มคนที่เป็นผู้บริหารหน่วยงานความมั่นคงแต่ละหน่วย ซึ่งควรทำงานสอดประสานกัน ยังคงพูดกันไปคนละทิศละทาง
@@ ย้าย ผบ.ทหารพราน 45 ก่อนจุดตรวจโดนโจมตีไม่ถึง 3 เดือน
การแต่งตั้งบุคคลมาดำรงตำแหน่งสำคัญในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จริงๆ แล้วมีความพยายามเน้นย้ำกันมาทุกยุคทุกสมัยว่า ต้องเลือกคนที่มีความเหมาะสม เข้าใจพื้นที่ เข้าใจพี่น้องประชาชนจริงๆ เพราะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความอ่อนไหวและแตกต่างกับพื้นที่ส่วนอื่นของประเทศ ทั้งด้านภาษา ศาสนา วิถีชีวิต วัฒนธรรม
แต่การตั้งแม่ทัพภาคที่ 4 โดยข้ามห้วย ข้ามทัพ มาจากกองทัพภาคที่ 2 “สายอีสาน” ทำให้เกิดคำถามมาโดยตลอดถึงความเหมาะสม และประสิทธิผลของการทำงาน
ที่ผ่านมามีกระแสวิจารณ์ “แม่ทัพปลาผิดน้ำ”
แต่สถานการณ์นี้ไม่ได้มีแค่ “ระดับหัว” หรือ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงสุดเท่านั้น เพราะมีข้อมูลยืนยันว่า ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยเฉพาะ “จุดตรวจบูเก๊ะซามี” ก็เป็นทหารจากกองทัพภาคที่ 2 คือ กองทัพภาคอีสาน ภาคเดียวกับแม่ทัพ ย้ายมาทดแทนผู้บังคับหน่วยคนเดิม ซึ่งเป็นทหารลูกหม้อ ในกองทัพภาคที่ 4
แหล่งข่าวจากฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมามีการปรับโครงสร้างกำลังพลครั้งใหญ่ใน จ.นราธิวาส ไม่ใช่เพียงการสับเปลี่ยนกองกำลังตามวงรอบปกติ แต่มีการดึงกำลังพลและยุทโธปกรณ์จาก กองทัพภาคที่ 1 และ กองทัพภาคที่ 2 ลงมาปฏิบัติหน้าที่ทดแทนกำลังพลเดิมจาก กองทัพภาคที่ 4 ในหลายจุด
โดยเฉพาะมีการย้าย ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 (ผบ.ฉก.ทพ.45) จาก พันเอก สุรศักดิ์ พึ่งแย้ม นายทหารกองทัพภาคที่ 4 เปลี่ยนเป็น พันเอก วิทยา สาริยา ซึ่งมาจากกองทัพภาคที่ 2 เมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมานี้เอง
โดยเป็นการเปลี่ยนตัวก่อนถูกโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี ไม่ถึง 3 เดือน ทำให้เกิดคำถามเรื่องการส่งต่อประสานงานด้านการข่าว และการแจ้งเตือนต่างๆ จากเครือข่ายในพื้นที่ที่มีการวางสายกันไว้แต่เดิม ว่ามีการสานต่อกันอย่างไร้รอยต่อหรือไม่
การนำกำลังพลจากกองทัพภาคที่ 1 และ 2 ลงมาทดแทนกำลังของกองทัพภาคที่ 4 ได้สร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้กับหลายฝ่ายในพื้นที่ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ เกิดคำถามว่า
“เหตุใดจึงไม่ใช้กำลังจากกองทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นกองทัพในพื้นที่? ทำงานเติบโต และรู้จักพื้นที่ดีอยู่แล้ว”
และ “ทหารจากกองทัพภาคที่ 4 ปฏิบัติงานไม่ดีหรืออย่างไร?” กลายเป็นประเด็นขวัญกำลังใจบานปลายออกไปอีก
ที่สำคัญยังมีความกังวลเรื่องความรู้ความเข้าใจพื้นที่ของทหารจากนอกหน่วย ไม่ใช่แค่เรื่องภูมิประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึง วัฒนธรรมประเพณีในท้องถิ่น วิถีชีวิต และภาษามลายูอีกด้วย
สาเหตุที่มีการใช้กำลังจากกองทัพภาคที่ 1 เพราะ ผบ.ฉก.นราธิวาส คนปัจจุบัน คือ พลตรี ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ มีตำแหน่งหลักคือ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ส่วนกำลังจากกองทัพภาคที่ 2 ย้ายตามแม่ทัพภาคที่ 4 พลโทนรธิป โพยนอก ซึ่งเคยเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 มาก่อนนั่นเอง
อย่างไรก็ดี เมื่อมีการสอบถามหน่วยงานต้นสังกัด ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ก็จะได้รับคำตอบตรงกันว่า การโยกย้ายเปลี่ยนตัวผู้บังคับหน่วย เป็นไปตามวงรอบปกติ และเป็นการพิจารณาตามความเหมาะสม!
-------------------------------------------------
ขอบคุณ : ภาพกราฟฟิกจากรายการ “ข่าวข้นคนข่าว” เนชั่นทีวี
