
การแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ของ “รัฐไทย” ที่ต้องใช้คำนี้ เพราะไม่ได้หมายความถึงเฉพาะรัฐบาลชุดนี้ หรือรัฐบาลชุดไหนเป็นการเฉพาะ แต่หมายถึงรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมา เพราะจังหวะก้าวของการแก้ไขปัญหากำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ
นั่นก็คือ ปี 2570 เป็นปีที่กำหนดในยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ และยุทธศาสตร์ชาติว่า เป็นปีที่สถานการณ์ชายแดนใต้จะต้องดีขึ้น ลดหรือยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษ โดยเฉพาะกฎอัยการศึกกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ รวมทั้งถ่ายโอนภารกิจการดูแลความปลอดภัยพื้นที่ จากทหารหลัก เป็น อส. หรือ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และกองกำลังประจำถิ่น
พูดง่ายๆ คือ ทหารจะส่งมอบพื้นที่คืนให้กับฝ่ายปกครองและพลเรือนดูแลกันเอง
แต่นับถึงวันนี้ เดือนสิงหาคมแล้ว เหลืออีกเพียงไม่ถึง 2 เดือนจะก้าวเข้าสู่ปีงบประมาณ 2570 (1 ตุลาคม) ปรากฏว่าความพร้อมของการถ่ายโอนภารกิจยังไม่มีเลย หน้ำซ้ำเหตุรุนแรงขนาดใหญ่ก็เกิดขึ้นต่อเนื่อง กระบวนการพูดคุยสันติสุขก็หยุดชะงัก
อ่านประกอบ : จริงหรือ “ฐนัตถ์” เล่นบทกร้าวโต้ BRN โจมตี สั่งเลื่อนพูดคุยไม่มีกำหนด
ล่าสุดในวงประชุมของ “คณะทำงาน” ในคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้หารือร่วมกันแล้ว ได้ข้อสรุปตรงกันว่า การถ่ายโอนภารกิจจากทหารหลัก สู่ อส. และกองกำลังประจำถิ่น ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามแผน
ยุทธศาสตร์ถ่ายโอนภารกิจนี้ ถือว่ามีความสำคัญ เพราะหากทำสำเร็จ จะถือว่ารัฐบาลไทยแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ได้บรรลุเป้าหมาย สามารถลดปฏิบัติการทางทหารลง และส่งมอบพื้นที่สันติสุขให้ฝ่ายปกครอง กับกองกำลังประจำถิ่นดูแลกันเอง อันจะเป็นการลดภาพความเป็นพื้นที่ขัดแย้ง พื้นที่สงครามที่ต้องบังคับใช้กฎหมายพิเศษระดับ “กฎอัยการศึก” ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในพื้นที่อย่างร้ายแรงมายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ
ฉะนั้นเมื่อรัฐบาลทำไม่สำเร็จตามแผน ผลกระทบในแง่ลบในลักษณะ “กระแสตีกลับ” ก็จะปะทะเข้ามาเช่นกัน
@@ แง้มวงคุย “แม่ทัพ - กอ.รมน. - ศอ.บต.-ผู้ว่าฯ” อยู่ครบ!

การประชุม “คณะทำงาน” ชุดนี้ และมติที่ออกมา อาจถือได้ว่าเป็น “คำตอบสุดท้าย” เนื่องจากที่ประชุมมีผู้เกี่ยวข้องโดยตรงเข้าร่วมให้ความเห็นอย่างครบครัน ได้แก่
- พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4
- คณะผู้บังคับบัญชาจากทุกหน่วย ทุกจังหวัด
- ผู้แทน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า
- ผู้แทน ศอ.บต.
- ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้แทน ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกจังหวัด
และมี พลเอก ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธาน
ประชุมกันในค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันศุกร์กับเสาร์ที่ผ่านมานี้เอง (31 กรกฎาคม ถึง 1 สิงหาคม)
@@ เตรียมชง “คณะผู้แทนพิเศษชุดใหญ่” 11 ส.ค.

คณะทำงานชุดนี้ เป็นชุดเทคนิคของคณะกรรมการผู้แทนพิเศษฯ ชุดใหญ่ ที่มี รองนายกฯสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นประธาน และมี อาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษา
ขณะที่ พลเอก ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เป็นเลขานุการของคณะกรรมการผู้แทนพิเศษฯ
ฉะนั้นมติและข้อเสนอจากคณะทำงาน จะส่งถึงคณะกรรมการผู้แทนพิเศษฯ ซึ่งมีผู้แทนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นัดประชุมกันวันที่ 11 สิงหาคมนี้ จึงไม่น่ามีอะไรผิดเพี้ยนไปจากนี้ และจะเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบต่อไป
สำหรับแนวทางในการปรับยุทธศาสตร์การถ่ายโอนภารกิจ มีการเสนอให้ “ปรับแก้ถ้อยคำ” ในยุทธศาสตร์เสียใหม่ โดยใช้คำว่า “ถ่ายโอนภารกิจเมื่อมีความพร้อม” โดยไม่กำหนดว่าเป็นปีไหน เหมือนที่เคยกำหนดในปี 2570 แล้วไม่สำเร็จตามที่ประกาศ
@@ แก้เกี้ยวมอบ “นายอำเภอ” คุมซีลชายแดน 13 อำเภอ
อย่างไรก็ดี ที่ประชุมยังเสนอให้เพิ่มบทบาทของ “ฝ่ายปกครอง” มากขึ้น เพื่อรองรับมาตรการและนโยบายการลดใช้กำลังทหาร โดยให้ “นายอำเภอ” ควบคุมพื้นที่แนวชายแดนทั้งหมด 12 อำเภอ + 1 ซึ่งเป็นอำเภอที่มีพรมแดนติดกับประเทศมาเลเซีย ภายใต้กลไก “ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ” หรือ ศปก.อำเภอ โดยทำงานร่วมกับฝ่ายทหารอย่างเข้มข้น
ภารกิจสำคัญคือ ซีลชายแดน และพัฒนาระบบข้อมูลชีวมิติ หรือ ไบโอเมทริก ตลอดการตรวจสอบสถานะบุคคลเพื่อบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐใหม่อย่างเป็นระบบ รวมถึงบูรณาการข่าวกรองเพื่อเชื่อมโยงแผนและข้อมูลด้านความมั่นคงชายแดน มอบหมายให้ “นายอำเภอ” มีอำนาจเต็มในพื้นที่อำเภอชายแดน
เนื่องจากจุดอ่อนที่ทำให้กลุ่มก่อความไม่สงบมีเสรีในการก่อเหตุรุนแรง ก็คือ การไม่สามารถปิดพื้นที่ชายแดน ป้องกันการเข้า-ออกได้อย่างเบ็ดเสร็จนั่นเอง
กล่าวคือ คนร้ายสามารถกบดานฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน => เมื่อมีความพร้อม ก็ข้ามเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ชายแดนใต้ => ก่อเสร็จแล้วก็หนีข้ามแดนกลับไปกบดานเช่นเดิม
สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดวงจรการก่อเหตุวนไปวนมา แก้ปัญหาได้ไม่จบ แม้จะมีความพยายามแจ้งทางการมาเลเซีย และส่งหมายจับไปให้ แต่การดำเนินการก็ยังไม่เท่าทันสถานการณ์ จึงต้องอุดช่องโหว่ที่ “ฝ่ายเรา” เอง

สำหรับอำเภอชายแดนที่จะมีการยกระดับ “ศปก.อำเภอ” และเพิ่มบทบาทนายอำเภอในการ “ซีลชายแดน” ร่วมกับฝ่ายทหาร มี 12 อำเภอที่มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน บวกกับอีก 1 อำเภอที่ไม่ใช้อำเภอชายแดน แต่เป็นเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ แยกเป็นจังหวัดดังนี้
// สงขลา //
อ.จะนะ **ไม่ใช่อำเภอชายแดน แต่นับรวมด้วย เพื่อสกัดกั้นการเข้าไปก่อเหตุใน อ.หาดใหญ่
อ.นาทวี
อ.สะบ้าย้อย
// ยะลา //
อ.กาบัง
อ.ยะหา
อ.บันนังสตา
อ.ธารโต
อ.เบตง
// นราธิวาส //
อ.จะแนะ
อ.สุคิริน
อ.แว้ง
อ.สุไหงโก-ลก
อ.ตากใบ
@@ เปิดผลประชุมทางการ 5 ข้อ ขับเคลื่อนเร่งด่วน

อนึ่ง ผลการประชุมของ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลฯ ได้เน้นย้ำใน 5 ประเด็นขับเคลื่อนเร่งด่วน ได้แก่
1.การสร้างภูมิคุ้มกันสถานศึกษา ยกระดับความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้
2.การพัฒนาทุกมิติ ให้สอดรับกับความต้องการของประชาชนและบริบทความมั่นคง
3.การพัฒนาระบบข้อมูลชีวมิติ (Biometric) และการระบุสถานะบุคคลเพื่อการบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐ
4.การเสริมศักยภาพศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ (ศปก.อำเภอ) ให้เข้มแข็ง
5.การบูรณาการข่าวกรอง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและวางแผนด้านความมั่นคงอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ ผลสรุปจากการประชุมจะถูกสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการฯ ก่อนผลักดันไปสู่การปฏิบัติจริงในทุกระดับ โดยมุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อนำไปสู่ความสงบสุข ความมั่นคงและการพัฒนาที่ยั่งยืนมาสู่พื้นที่ต่อไป
-------------------------------------------------
ขอบคุณ : ภาพกราฟฟิกจากรายการ “ข่าวข้นคนข่าว” เนชั่นทีวี
