
หลังจาก “ทีมข่าวอิศรา” นำเสนอปัญหาของเกษตรกรชาวสวนทุเรียนชายแดนใต้ จากสถานการณ์ทุเรียนบ้าน และทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองราคาตกต่ำสุดๆ เหลือแค่ “กิโลฯละ 5 บาท” เท่านั้น
ข่าวนี้นำเสนอบนเว็บไซต์เมื่อวันที่ 15 ก.ค.69 ที่ผ่านมา แต่หลังจากข่าวเผยแพร่ออกไป มีบางฝ่ายออกมาตำหนิ วิจารณ์ และกล่าวหาว่า ศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา รายงานข่าวเกินจริง
อ่านประกอบ : “ศุภจี” อยู่ไหน? ทุเรียนใต้เหลือโลละ 5 บาท!
ยกตัวอย่างเพจเฟซบุ๊กที่ชื่อ “เชียร์ลุง” นำข่าวนี้ไปแขวน และมีลูกเพจเข้ามารุมวิจารณ์ในลักษณะ “ทัวร์ลง” ส่วนใหญ่จะถามหาว่ามีที่ไหนขายทุเรียนกิโลกรัมละ 5 บาท พร้อมทั้งยกข้อความจากเพจเฟซบุ๊ก ยะลาทูเดย์ ที่โพสต์ราคาทุเรียนในพื้นที่ยะลาในช่วงเดียวกัน ที่ระบุว่า ทุเรียนยะลากิโลกรัมละ 75 บาท
คอมเมนต์ส่วนใหญ่ในเพจ “เชียร์ลุง” ต่อว่าการนำเสนอข่าวว่า “สำนักข่าวอิศรานำเสนอบิดเบือน” “5 บาท คงเป็นทุเรียนหนอนเจาะ” “สนข.อิศราเปลี่ยนไปแล้วเหรอ” “เอาข่าวปลอมมาเล่นคุณศุภจี”
อ่านประกอบ : เพจ “เชียร์ลุง”
อย่างไรก็ดี มีบางคอมเมนต์ที่คาดว่า น่าจะเป็นผู้ที่อ่านเนื้อข่าวอย่างครบถ้วน ไม่ใช่อ่านเฉพาะพาดหัว ได้เข้ามาช่วยคอมเมนต์อธิบายว่า “4-5 บาท มันคือทุเรียนพื้นเมือง” และเป็นราคารับซื้อหน้าสวน ไม่ใช่ราคาขายในตลาดตามที่เพจ “ยะลาทูเดย์” รายงาน
ทั้งนี้ ในเนื้อหาข่าวที่สำนักข่าวอิศรานำเสนอ ก็ระบุชัดเจนว่า ทุเรียนกิโลละ 5 บาท คือ ทุเรียนบ้าน หรือทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง แต่ทุเรียนสายพันธุ์เศรษฐกิจที่มีผลผลิตในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีนี้ก็ราคาตกต่ำเช่นกัน
ต่อมามีผู้สื่อข่าวส่วนกลางไปสอบถาม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับคำตอบทำนองว่า ทุเรียนกิโลฯละ 5 บาท ไม่มีอยู่จริง แต่สำนักข่าวอิศรากลับนำเสนอข่าว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า รัฐมนตรีพาณิชย์ก็ไม่เชื่อข่าวนี้เช่นเดียวกัน

“ทีมข่าวอิศรา” จึงลงพื้นที่สำรวจสวนทุเรียน เช่น ที่ จ.ยะลา พบว่า ทุเรียนบ้าน สายพันธุ์พื้นเมือง ราคาตกต่ำเหลือแค่ 2 บาทด้วยซ้ำ ไม่ใช่ 5 บาท ส่วนทุเรียนสายพันธุ์เศรษฐกิจอย่างชะนีและก้านยาว ราคาก็ตกต่ำไม่แพ้กัน เหลือรับซื้อหน้าสวนราวๆ 20 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น
@@ ชาวสวนอดีตผู้ใหญ่บ้านบ่น ไม่ใช่ 5 บาท แค่ 2 บาทก็ยังมี

นายนิวร ไชยชนะ อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ตำบลตาชี อ.ยะหา จ.ยะลา ซึ่งเป็นชาวสวนทุเรียน ยืนยันว่า ปรากฏการณ์ทุเรียนราคา 5 บาทต่อกิโลกรัมนั้น “มีอยู่จริง” โดยบอกว่าต้นตอสำคัญมาจากกลไกการรับซื้อของพ่อค้าคนกลางที่ทำให้ราคาผันผวนอย่างหนัก
“พ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อใหม่ๆ เขาจะให้ราคาที่ 40 บาท แต่พอทุเรียนเริ่มออกเยอะ ราคาเริ่มตก ทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองเขาจะเก็บตก (หมายถึง เก็บผลผลิตจากลูกทุเรียนสุกหล่นมาจากต้นเอง ทำให้รอราคาไม่ได้) เพียงแค่อาทิตย์เดียวราคาจะลดเหลือ 20 บาท และลดลงมาเรื่อยๆ จนเหลือ 2-5 บาทเท่านั้น” นายนิวร ระบุ
ชาวสวนแห่งตาชี ขยายความเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่ทุเรียนพื้นบ้านไม่สามารถทำราคาได้เหมือนทุเรียนสายพันธุ์หลักอย่าง “หมอนทอง” เป็นเพราะขาดตลาดรองรับที่ชัดเจน โรงกวนทุเรียนในเมืองหลายแห่งทยอยปิดตัวลง ต่างจากในอดีตที่แม้เกษตรกรจะขายหน้าสวนไม่ได้ เมื่อทุเรียนสุกจัดแล้ว ก็ยังสามารถส่งไปโรงกวนที่สงขลาหรือหาดใหญ่ได้ ซึ่งในยุคนั้น ไม่ว่าราคาจะตกอย่างไร ก็จะไม่ต่ำกว่า 10 บาทต่อกิโลกรัม
นอกจากวิกฤตราคาขาย เกษตรกรยังต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นทุกอย่าง ทั้งค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และราคาปุ๋ยสำเร็จรูปที่พุ่งไปถึงกระสอบละ 1,500 - 1,800 บาท ทำให้ชาวสวนแทบไม่เหลือส่วนต่างกำไร
@@ ขายเหมาสวนหมื่นเดียว ยังไร้คนซื้อ

เข่นเดียวกับ นางเสวณี จินากุล ชาวสวนอีกราย ซึ่งทำสวนทุเรียนมาตลอดจนปีนี้อายุ 78 ปีแล้ว เล่าถึงความรันทดของฤดูกาลนี้ว่า ต้องไปรับจ้างเก็บทุเรียนให้เพื่อนบ้านด้วยความสงสาร เนื่องจากเจ้าของสวนประกาศเหมาสวนพื้นที่ 5 ไร่ มีต้นทุเรียนพื้นเมืองอายุเกินร้อยปี ขนาด 3-4 คนโอบ จำนวน 10-17 ต้น เหมาแค่ราคา 30,000 บาท แต่ไม่มีใครสนใจรับซื้อ แม้จะลดราคาลงมาเหลือ 20,000 บาท และสุดท้าย 10,000 บาท ก็ยังไม่มีใครเอา
สุดท้ายเจ้าของสวนต้องขอให้ตนช่วยเก็บ แล้วนำรายได้มาแบ่งกัน โดยนำไปขายในราคาเพียง 2-5 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น รวมเบ็ดเสร็จได้เงินเพียงคนละ 6,000 กว่าบาท
“จะโค่นเขาก็เสียดาย เพราะเป็นต้นที่มีอายุเกินร้อยปี อีกอย่างโค่นไปปลูกใหม่ต้องลงทุนอีก ทั้งค่าต้นพันธุ์หมอนทอง และมีค่าใช้จ่ายในการดูแลที่ต้องใช้เวลาอีก 4-7 ปีถึงจะตัดขายได้ เขาพยายามจะอนุรักษ์ไว้ด้วย เพราะทุเรียนอายุร้อยปี ถ้าทุกคนโค่นทิ้ง ต่อไปลูกหลานก็ยากจะหาดูได้” นางเสวณีกล่าว
ชาวสวนทุเรียนที่คร่ำหวอดมาตลอดชีวิต ยังเล่าถึงราคาทุเรียนสายพันธุ์อื่นว่า ปีนี้ราคาตกต่ำมาก ทำให้ชาวสวนรู้สึกท้อแท้ เพราะไม่เคยเจอวิกฤตราคาตกต่ำขนาดนี้มานานมากแล้ว
@@ ผลผลิตออกชนภาคใต้ตอนบน ทำราคาดิ่ง
“ทีมข่าว” ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกด้านกับ นางเยาะ แม่ค้าที่เข้ามารับซื้อทุเรียนในพื้นที่ ได้รับการยืนยันว่า ราคาทุเรียนพื้นเมืองตกลงต่ำสุดที่ 2-5 บาทต่อกิโลกรัมจริงๆ เนื่องจากทุเรียนบ้านไม่ค่อยมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อ ตนรับซื้อมาก็ขายต่อให้กับคนในพื้นที่ ได้กำไรเพียง 1-2 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือเป็นการช่วยให้ชาวบ้านไม่ต้องมีต้นทุนค่าเดินทางนำไปขายในตลาด
นางเยาะ อธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้ราคาตกต่ำในปีนี้ว่า เกิดจากผลผลิตในพื้นที่ออกสู่ตลาดพร้อมกับผลผลิตจากภาคใต้ตอนบน ทำให้ราคาถูกกว่าทุกปี ประกอบกับข้อจำกัดของทุเรียนบ้านที่ไม่สามารถเก็บไว้ได้หลายวัน หากเก็บข้ามคืน เปลือกจะแตก และรสชาติไม่อร่อย ปกติจึงนิยมรับซื้อไปแปรรูปทำทุเรียนกวนมากกว่า พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยกระตุ้นตลาดช่วยชาวสวน
@@ พ่อค้านอกพื้นที่ผวาความรุนแรง กดดันราคายิ่งตก
ปัญหาอีกประการหนึ่งคือ พ่อค้าที่ซื้อเหมาสวน หรือซื้อปริมาณมากๆ จากเกษตรกรโดยตรง ที่เรียกว่า “ล้ง” จากนอกพื้นที่ ไม่สามารถเข้ามารับซื้อได้ จากปัญหาความไม่สงบที่ผ่านมา เคยมีเหตุรุนแรงบุกยิงเจ้าของล้งดังในยะลาจนเสียชีวิต ทำให้พ่อค้าพากันหวาดกลัว
อ่านประกอบ : ล็อกเป้ายิง “โกซาน” เจ้าของล้งทุเรียนดังเบตง ดับคาโต๊ะทำงาน
การซื้อผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงต้องซื้อผ่านพ่อค้าคนกลางในพื้นที่เป็นหลัก เมื่อพ่อค้าไม่หลากหลาย ไม่มีพ่อค้าจากนอกพื้นที่เข้ามา จึงทำให้ราคายิ่งตกต่ำ

นางจินดา จินากุล ชาวสวนอีกราย เล่าว่า ทุเรียนและผลไม้ปีนี้ราคาถูกที่สุด บางวันขายได้เงินเพียงร้อยกว่าบาท เมื่อรวมรายได้ของปีนี้ทั้งหมด ได้มาประมาณ 6,000 บาท แบ่งกับลูกคนละครึ่ง เหลือเพียงคนละ 3,000 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่คุ้มแม้กระทั่งค่าปุ๋ย ขณะที่ทุเรียนพันธุ์หมอนทองหน้าสวน ตัดอยู่ที่กิโลกรัมละ 45-60 บาท แม้จะถือว่าถูกมาก แต่ก็ยังดีกว่าทุเรียนบ้าน
@@ ลองกอง...เหยื่อรายต่อไป

ไม่เพียงแต่ทุเรียนที่กำลังเผชิญวิกฤตด้านราคา เกษตรกรยังแสดงความกังวลถึงผลผลิต “ลองกอง” ที่กำลังจะออกสู่ตลาด ซึ่งคาดว่าจะประสบปัญหาหนักกว่าทุเรียน เนื่องจากไม่สามารถนำไปแปรรูปได้ ต้องบริโภคสดเพียงอย่างเดียว โดยขณะนี้มีเจ้าของสวนประกาศเหมาลองกองจำนวน 20 ต้น ในราคาเพียง 5,000 บาท แต่ก็ยังไม่มีพ่อค้าคนใดสนใจ
/// สรุป Key Point ทุเรียน 5 บาท ///

1.ทุเรียนกิโลฯ ละ 5 บาท มีจริงๆ ที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นทุเรียนบ้าน ทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง
2.แม้ทุเรียนราคาจะตกต่ำมาก แต่ชาวสวนก็ต้องจำใจขาย เพราะทุเรียนบ้านต้นสูงใหญ่ ไม่สามารถขึ้นไปตัดผลผลิตได้ ต้องปล่อยใหสุกร่วงลงมาเอง ทำให้ไม่สามารถเก็บไว้รอราคาได้ ต้องขายทันที
3.หลายปีมานี้ ทุเรียนพันธุ์เศรษฐกิจได้รับความนิยมมากขึ้น มีพ่อค้า หรือล้งใหญ่ๆ เข้ามารับซื้อ ทำให้เกษตรกรแห่ปลูก ผลผลิตเยอะจนล้นตลาด และชนกับพื้นที่อื่นๆ ทำให้ทุเรียนพันธุ์เศรษฐกิจยังราคาตก ซ้ำเติมราคาทุเรียนบ้าน
4.ชาวสวนไม่อยากโค่นทุเรียนบ้าน เพราะอายุเป็นร้อยปี หากโค่นทิ้งก็เสียดาย มีความผูกพัน ประกอบกับการปลูกทุเรียนใหม่ ก็ต้องลงทุนซื้อกล้าพันธุ์ และรอเวลาอีก 4-7 ปีจึงจะเก็บผลผลิตได้
5.แนวทางแก้ไขปัญหา อยากให้รัฐบาลให้ความสนใจทุเรียนบ้าน ไม่ใช่ช่วยเฉพาะทุเรียนดัง หรือพันธุ์เศรษฐกิจเท่านั้น เพราะการปลูกทุเรียนพื้นบ้าน เป็นวิถีชีวิต ควรอนุรักษ์ไว้ อาจช่วยส่งเสริมรูปแบบอื่น เช่น การท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรม
นายนิวร ชาวสวน อดีตผู้ใหญ่บ้าน เสนอ “ทางรอด” ของเกษตรกรว่า ต้องมีการรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางพาณิชย์ นำทุเรียนราคาถูกมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และที่สำคัญที่สุดคือ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต้องลงพื้นที่เข้ามาร่วมหาตลาด และแก้ไขปัญหาโครงสร้างพ่อค้าคนกลางอย่างเร่งด่วน ก่อนที่เกษตรกรจะทนแบกรับภาวะขาดทุนไม่ไหว จนต้องโค่นทิ้งมรดกทางเกษตรร้อยปีไปอย่างน่าเสียดาย

สถานการณ์ทุเรียนราคาตกต่ำสุดๆ ในปีนี้ ถึงขั้นมีองค์กรสื่อ ภาคประชาสังคม และผู้ใหญ่ใจดี ยื่นมือเข้าช่วยซื้อทุเรียนจากหน้าสวนที่ขายไม่ออก เหมาไปเลี้ยงเด็กกำพร้าจากสถานการณ์ความไม่สงบที่ไม่เคยได้ลิ้มรสทุเรียนอร่อยๆ กันเลยทีเดียว!
